อาการลงแดงทางภาษา

ช่วงหลังรู้สึกตัวเองเขียนเกี่ยวกับภาษา สื่อสาร ค่อนข้างเยอะ แต่ก็เพราะจำเป็น มันใกล้ตัวมากเพราะทุกคนใช้อยู่ทุกวัน ทั้งเป็นผู้เสพ และเป็นผู้ปรุง แถมส่วนหนึ่งเป็นผู้สอนด้วย ในขณะที่ในแง่ของ "ประสิทธิภาพ" การสื่อเจริญขึ้น (นิยามของเจริญคำนี้คือ เข้าถึงผู้คนจำนวนมาก และเร็ว และถึง "อารมณ์" ได้มากขึ้น) แต่ที่น่ากังวลก็คือด้าน "คุณภาพ"

มนุษย์มีสัญชาติญานประการหนึ่งคือ "อยากรู้" จึงทำให้เรามีเครื่องมือเครื่องไม้ดักจับข้อมูลเป็นพื่้นฐานสำคัญ และความรู้หรือการรับรู้นำมาซึ่งความสุขได้ด้วย ยิ่งทำให้คนเรามีต้นทุนสำคัญในการแสวงหาข้อมูลยิ่งขึ้น แต่บางครั้งความรู้และความสุขอาจจะไม่ได้เกิดขึ้นคู่ขนานกันไปเสมอไป หรืออาจจะเป็นกันคนละเรื่องไปเลยก็ยังได้ เพราะ "ฐานแปล" ของสองเรื่องนี่้อยู่ที่สมองคนละบริเวณกัน แม้ว่าจะมีส่วนเชื่อมโยงกันเยอะ ไม่ได้แยกแตกออกไปอย่างสิ้นเชิงก็ตาม เราก็สามารถจะพบได้ว่า คนเรา "เลือก" ที่จะสนุก และสุข ได้โดยไม่ต้องลำบากที่จะไปครุ่นคิดใคร่ครวญอะไรให้เยอะแยะ

แม้กระทั่งผู้ที่แสวงหาความรู้ก็เถอะ ส่วนหนึ่งผมคิดว่ามันเกิด track แห่งความสุขไปด้วยแล้ว ขณะที่เขากำลังหมกมุ่นหาคำตอบนั้นๆอยู่ นั่นคือเป็นการ train สมองส่วนอารมณ์ให้เกิดความสุข ความพึงพอใจ ในการคิดใคร่ครวญนั่นเอง ไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นภาระหรือเป็นการไม่ถนอมสมองแต่อย่างใด

บางทีเราอดจะคิดแบบประชดประชันนักเรียนของเราที่ไม่ค่อยจะยอมคิดเท่าไรว่า มันจะถนุถนอมสมอง ไม่ยอมแกะพลาสติก ยกจากกล่องโฟม เอามาใช้่เลยหรือยังไงวะ... อะไรที่พ้นจาก memory mode กลายเป็นยากไปหมด

Internet Joke: ในอนาคต มีการซื้อขายอวัยวะจริงๆ (ตลาดมือสอง) ของก็มีหลากหลายราคา

สมองอเมริกัน 5000 $ เป็นนักผจญภัย พูดจาโผงผาง เปิดเผย

สมองยุโรเปียน 5000 euro นักคิด นักศิลปิน

สมองคนไทย 5,000,000 baht เพราะว่า brand new แกะกล่อง ไม่เคยใช้มาก่อน!!

การครุ่นคิด ใคร่ครวญ กลายเป็น burden ไป เดี๋ยวนี้จะภาวนาก็ต้องปรุงอารมณ์ ต้องเอาใจ sex ต้องอิสระกับความอยาก (นัยว่าจะได้เรียน! แบบว่าเรียนเท่าไหร่ก็ไม่ยักกะพอนิ ยังอยากอยู่)

เมื่อการสื่อสารเป็นส่วนหนึ่งของการเสพสุข เมื่อนั้นเรากำลังเดินอยู่บนทางลื่นข้างขอบเหว

สื่อเดี๋ยวนี้ก็ทราบว่าเป็นของที่ "ขายได้" คำพูดหยาบ เมื่อนำมาใส่ในบริบทที่แปลกที่ทาง กลายเป็นตลกขบขัน มันดี (ฮา.. ใส่ไว้ในวงเล็บ คนก็อ่าน แถมยัง ฮา.. ตามได้อีก!!!) กลับไปสู่ยุคสามเกลอหัวแข็ง ที่มุขคือตบกะโหลกกันไป เตะตูดกันมา คนก็ฮากันท้องคัดท้องแข็ง

หารู้ไม่ว่าเรากำลังทำการ train mentality หรือฝึกเงื่อนไขความพึงพอใจของเราเองอยู่อย่างขะมักเขม้น

เอาเถอะ บางคนอาจจะบอกว่า มันเป็นเรื่องของรสนิยม อย่ามาแบ่ง class กันนะ นี่ภาษาพ่อขุนรามคำแหงนะ ใครอย่ามาบอกว่าหยาบคาย (อืม.. แสดงว่าเราควรจะมีทาสอยู่สินะ เอาแบบสมัยก่อน) แต่ที่น่าสนใจก็คือ มันจะไม่หยุดแค่นี้ เพราะเราสร้าง norm ใหม่อยู่ ไม่นานคำหยาบระดับนี้ ก็จะหมดเสน่ห์ไป กลายเป็นภาษาธรรมดาอีกครั้งหนึ่ง (คือย้อนกลับไปยุคพ่อขุนรามฯใหม่) คนฟังก็เลิกฮา ไม่ตื่นเต้น วัตถุประสงค์ที่ใช้คำเหล่านี้แต่แรก (คือขายได้) ก็เสื่อมลง เพื่อที่จะขายได้ต่อ ก็เลยต้องเพิ่มขนาด เพ่ิมความรุนแรง

อันเป็นกลไกเดียวกับสารเสพติดทุกชนิดนั่นเอง เพราะเมื่อตัวรับมันจะคุ้่นชินกับขนาดกระตุ้่นเดิม ก็จะส่งผล "รื่นรมย์" ไม่เท่าเดิม น้่อยลงไป ในการที่จะได้ผลเท่าๆเดิม จะต้องเพิ่มขนาด หรือเปลี่ยนชนิดที่แรงขึ้น

และลักษณะที่สำคัญของสารเสพติดก็คือ หยุดไม่ได้ ชีวิตมันจะขาดความรื่นรมย์ ความสุข สนุกไป เกิดอาการ "อยาก" (นี่อาจจะเป็นนิยามความแตกต่างระหว่างสารเสพติด addiction กับสารที่เป็นติดนิสัย habit พวกชา กาแฟ) และถ้าไม่ได้ ก็จะมีอาการเปลี่ยนแปลงทางสรีระวิทยาออกมาได้อย่างชัดเจน อาทิ กระวนกระวาย หาว มือไม้สั่น น้ำตาไหล ม่านตาเปลี่ยนขนาดไป หัวใจเต้นระส่ำ สารคัดหลั่งออกมามากมาย เกิดน้ำลาย น่้ำตา พูดง่ายๆก็คือ "ลงแดง" นั่นเอง

ในการปราศรัย ออกข่าว เผยแพร่สื่อในที่สาธารณะ ผมคิดว่าเรากำลังเห็นยุคสมัยเปลี่ยนผ่านที่ชัดเจนมากขึ้น จะหายุคไหนที่ hatred language ภาษาแห่งความเกลียดชังสามารถออกสู่สาธารณะได้อย่างเสรีแบบนี้ไม่มี ขนาดในอังกฤษหรืออเมริกาเอง ก็ยังมีกฏหมายบทลงโทษชัดเจนสำหรับภาษาที่ incite hatred (กระตุ้นให้เกิดความเกลียดชัง) เพราะพิสูจน์แล้วว่าคนกลุ่มใหญ่ที่โดนภาษาแบบนี้เข้าไปเยอะๆ สามารถค่อยๆลดความเป็นมนุษย์ลงไปเหลือสภาพแค่ apes ที่คิดอาวุธได้อย่างง่ายดาย ตั้งแต่สมัยฮิตเลอร์เป็นต้นมา

ตอนที่ไปเบอร์ลิน ไปดูพิพิธภัณฑ์สถานประวัตินาซี เขาบอกถึงวิธีการ train mentality ของกองทหารที่โหดเหี้ยมที่สุดของนาซี ด้วยการใช้ภาษา dehumanize คนที่ต้องการให้เกลียด ยุคนั้นหากมีสุภาพสตรีเยอรมัน ไปชอบพอกับหนุ่มยิว จะถูกจับกร้อนผม ติดป้ายคล้องคอประจานให้เดินไปตามถนนเบอร์ลิน ลดสภาพความเป็นคนหายไปอย่างสิ้นเชิง ทหารพวกนี้จึงสามารถคงความกระหายเลือด และทำอะไรหลายๆอย่างที่คนธรรมดาไม่สามารถจะทำกับมนุษย์ด้วยกันเองได้ ดังนั้นเอง ในการปลุกระดมความเกลียดชัง เงื่อนไขแรกๆที่คนต้องทำก็คือ dehumanize ฝ่ายตรงกันข้ามให้ได้ก่อน พอ mentality นี้ฝังใน สิ่งที่ตามมาก็ไม่ต่างอะไรกับการทำกับสัตว์ชั้นต่ำ เป็นเกราะกำบัง guilt ของตนเอง (ชั่วคราว) และยิ่งเมื่อทำไปแล้ว ก็จะไม่มีวันถอดเกราะนี้ออกไป เพราะ guilt มันจะท่วมท้นกลับมาทันที จะต้องอยู่กับโกหก อยู่กับคำปลอบใจ หลอกตัวเองนั้นตลอดไป

มีบทความหนึ่งน่าสนใจก็คือ เขาพบว่ามีแค่มนุษย์กับลิงชิมแปนซีสอง species เท่านั้น ที่เพศผู้จะสามารถก่อตั้งกลุ่มอย่างเป็นระบบเพื่อที่จะไปฆ่า species เดียวกันเอง เป็นส่วนปลายของวิวัฒนาการ ความ aggression นี้อาจจะอธิบายความมานะที่จะเอาชนะ และกลายเป็นความเจริญ (ทางวัตถุ) หลายๆประการ แต่มนุษย์ยังเหนือกว่าชิมแปนซีตรงที่พอทำแล้ว เรายังสามารถที่จะ "ให้เหตุผล" กับสิ่งที่ทำเสียอีก ว่าเป็นสิ่งที่ดี สิ่งที่ควรทำ ไม่ควรจะไปรู้สึก guilt อะไรกับมัน

ประเทศไทยกำลังย่างก้าวไปสู่การใช้สื่อสาธารณะรณรงค์ให้มีการ "ฆ่ากัน" อย่าเปิดเผย ไม่ว่าจะในลักษณะเปรียบเปรย หรืออะไรก็ตาม และด้วยความที่เราเป็นคนที่ passive มากๆ เรามีแนวโน้มที่จะปล่อยเลยตามเลยให้ใครทำอะไรที่อยากทำ อีกหน่อยเมื่อ "ภาษาฆ่ามันเถอะ" เหล่านี้เริ่มจืด เริ่มเคี้ยวไม่่ได้รสชาติ มันจะค่อยๆเปลี่ยนเป็นอะไรที่รุนแรง เลวร้ายกว่า เพื่อจะได้ไม่ลงแดง เมื่อนั้นเราก็จะได้สิ่งที่เราทุกคนช่วยกันสร้างมาแต่ต้น

ทั้งต้น ทั้งดอกครบถ้วน