เรื่องเล่าชาวเดินโพลล์ 

 

ตอน : คนเดินโพลล์

มาไหว้ (ทักทายกันก่อน) 

    “สวัสดีครับผมมาจาก สำนักวิจัย(ตู๊ด...ตู๊ด...)โพลล์ ครับ (เซ็นเซอร์เสียงครับ เพราะยังไม่อยากตกงาน เอาเป็นว่า เป็นสำนักวิจัยของมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง ย่านหัวหมาก ก็แล้วกัน น๊าน...ใบ้ซะยังกับพาดหัวข่าว) ตอนนี้เรากำลังทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง............ อยู่ครับ ขอรบกวนเวลาสักครู่ ช่วยตอบแบบสอบถามให้หน่อยได้ไหมครับ”

  ผมขอเริ่มต้นทักทายท่านผู้อ่าน ตามแบบฉบับของพนักงานเก็บข้อมูลภาคสนาม ก็แล้วกันนะครับ ด้วยสำนวนอันคุ้นเคย ซึ่งผมมักจะใช้ในการทักทายกลุ่มเป้าหมายเสมอ เวลาลงพื้นที่ สำรวจข้อมูล และผมก็เชื่อเหลือเกินว่า มีท่านผู้อ่านหลาย ๆ ท่าน ที่เคยได้มีโอกาสตอบแบบสอบถามของสำนักวิจัยเรา ก็น่าจะคุ้นเคยกับสำนวนดังกล่าวนี้ เช่นกัน

 

ยกหาง (แนะนำตัว..สักนิด) 

    ทักทายกันเรียบร้อยแล้ว ทีนี้ผมขออนุญาตแนะนำตัวเอง ให้ท่านผู้อ่านได้รู้จักกันสักนิด (ท่านไหนไม่อยากรู้จัก ก็ไม่เป็นไรนะครับ เผื่อไม่ถูกใจ เวลาเช็คบิลจะได้เช็คบิลไม่ถูกตัว เอ้ย! ถูกคน)

      หลังจากร่ำเรียนจนจบจากรั้วมหาวิทยาลัย ผมก็ร่อนเร่หางานตามสูตรของบัณฑิตจบใหม่ ได้งานประจำ มีเงินเดือน มีสวัสดิการ พร้อมกับความฝันที่จะมีนั่น มีนี่ ซื้อนั่น ซื้อนี่ โถ ! ชีวิต (คาดว่าผู้อ่านหลายท่านน่าจะมีความรู้สึกคล้าย ๆกัน...ตอนที่เป็นบัณฑิตใหม่) บางท่านก็สมหวังกับสิ่งที่ฝัน บางท่านก็พลาด ผมเองก็รวมอยู่ในกลุ่มหลังนี่หล่ะครับ

      โถ ! ชีวิตจริง ๆ ครับ สงสัยจะวิจัยฝุ่นอยู่นาน จิตวิญญาณนักวิจัยในตัวเลยเดือดพล่าน พอได้มาทำงานที่นี่จึงรู้สึกถูกชะตา และบอกตัวเองว่า “นี่แหละ คือทางของเรา” แม้จะเริ่มต้นงานด้วยการเป็น “คนเดินโพลล์” (ก็ พนักงานเก็บข้อมูลนั่นแหละครับ) ได้ค่าตอบตอบแทนเป็นรายวัน เป็นรายชุด งานก็มีบ้าง ไม่มีบ้าง แต่ผมกลับมีความสุขดี ยิ่งทำงานก็เหมือนยิ่งตกหลุมรัก เฮ้อ! สงสัยจะเพี้ยนไปแล้ว

      เกือบจะท้อเหมือนกันครับ งานแรกที่รับไปทำก็โดนตรวจสอบแล้ว เหตุเพราะผมตั้งใจและอยากให้งานออกมาดีที่สุด เซ็งเป็ด! สิครับ งานเนี๊ย (ไม่รู้เหมือนกันว่า “เป็ด” มันทำอะไรให้ ถึงชอบพูดกันจัง) แต่มาคิดได้ว่าเราจะคิดมากไปทำไม ในเมื่องานเราก็ทำจริง ลงพื้นที่จริง ตรวจก็ตรวจสิ แล้วมันก็ผ่านไปได้ด้วยดี

นึก ๆ ดูตอนนี้ ก็ยังขำไม่หาย เวลาที่เห็นหน้าคนที่ลงไปตรวจสอบงานกับผม ก็ผมเล่นพาเดินซะรอบเมือง แล้ววันนั้นแดดก็ร้อนเปรี้ยง ไม่ได้แกล้งเขานะครับ (จริง ๆ ก็หมั้นไส้เล็กน้อย ฮ่า...ฮ่า) เพราะรู้ว่าต่างคนต่างทำหน้าที่ แต่ผมเดินของผมอย่างนี้จริง ๆ เพราะกว่าจะได้ตัวอย่างเป้าหมายตามที่ต้องการสักหนึ่งตัวอย่าง ก็ต้องเดินกันเป็นกิโล และนี่ก็คือวัฒนธรรม คือวิถีการทำงานของพวก “ชาวเดินโพลล์” ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

ว่าจะยกหางตัวเอง แค่นิดหน่อยพอเป็นน้ำจิ้ม ก็ปาไปเกือบหน้ากระดาษ ทนอ่านเรื่องของผมอีกนิดหนึ่งนะครับ ไหน ๆ เราก็รู้จักกันแล้ว จะรัก จะชัง ก็จะได้ว่ากันให้เด็ดขาดไปเลย (ใจจริง ก็อยากให้รักครับ)

      ในชีวิตของผม ไม่เคยมีความรู้เรื่องการเขียนหนังสือ บทความ หรือคอลัมภ์ ใดๆ มาก่อนเลย เท่าที่พอจะจำได้ น่าจะเป็นการเขียนเรียงความในสมัยเด็กๆเท่านั้นที่เคยเขียนให้คนได้อ่านกัน ซึ่งผมก็ทราบและตะหนักในข้อนี้เป็นอย่างดี ว่าการเขียนเรียงความส่งคุณครู กับการเขียนบทความให้สาธารณชนอ่าน มันแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

แล้วเหตุใด ? เหตุใดผมจึงหาญกล้า บังอาจมาเขียนอะไรให้ท่านผู้อ่านต้องเสียเวลามานั่งอ่าน ยืนอ่าน .....อ่าน (ตามแต่ท่านทั้งหลายจะถนัดอ่านกันแบบใดก็แล้วกัน) ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะได้สาระอะไรใส่สมองบ้างหรือเปล่า

 แต่...ผมมีความเชื่อในตัวผมอย่างหนึ่งว่า ผมเป็นคนพูดไม่เก่ง คือพูดอะไรไม่ค่อยได้อย่างใจคิด บางทีสิ่งที่คิดไว้ก็ไม่ได้พูด จนหงุดหงิดตัวเองอยู่บ่อยครั้ง แต่พอมาลองเขียนสิ่งที่ผมคิดออกมา ก็ตกใจว่า เฮ้ย! ทำไมมันไหลลื่น ทำไมมันดูเข้าท่ากว่าที่เราพูดเยอะ

เหตุนี้เอง ทำให้ผมปลุกปลอบใจตัวเองแล้วลองทำตามความเชื่อนั้นดู มันอาจจะเป็นความเชื่อส่วนตัวของตัวผมคนเดียวก็ได้ (ถ้าผมยังเขียนเองอ่านเองอยู่อย่างนี้) จึงได้แต่หวังว่าเสียงตอบรับจากท่านผู้อ่าน ไม่ว่าจะเป็นเสียง กร่นด่า ติชม หรือเยินยอไปในทางบวกและลบ จะเป็นเสียงที่ช่วยให้ผมได้รู้จักตัวเองมากขึ้น ว่าผมจะแย่ทั้งการพูดและการเขียน หรือว่าพอจะมีแววในการเขียนกับเขาได้บ้าง

 

ได้ฤกษ์เข้าเรื่อง (ซะที) 

เฮ้อ ! ยกหางตัวเองซะเหงื่อตก (ไม่รู้เหงื่อตก เพราะเหนื่อยหรือหาที่จบไม่ลงก็ไม่รู้ ฮ่า...ฮ่า) พาดหัวข้อไว้ซะโก้ ว่า “เรื่องเล่าชาวเดินโพลล์” (โพลล์นะครับไม่ใช่โพย เดี๋ยวคุกจะมาเยือนเสียเปล่าๆ ถึงข้าวแดงจะมีประโยชน์ แต่ก็ไม่อยากกินผิดที่ผิดทาง) จริงๆแล้วไม่รู้จะตั้งชื่อว่าอะไรดี เอาไว้เรา (หมายถึงผมกับท่านผู้อ่าน) ได้รู้จักกันมากกว่านี้ ชื่อหัวข้ออาจจะให้ท่านผู้อ่านช่วยกันตั้งให้ก็ได้ แหม...แหม เหมือนกับว่าจะมีผู้อ่านให้ความสนใจกันล้นหลามเลยเนาะ

ใจจริงแล้วผมอยากให้ท่านผู้อ่านมองหัวข้อ มองเรื่องที่ผมจะเขียน เป็นก๋วยเตี๋ยวสักชามที่ผมปรุงไว้ในแบบของผม ฉะนั้นแล้ว รสชาด เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม ที่ปรุงไว้อาจตรงกับใจของใครหรือไม่ตรงกับใจของใคร ก็อยากจะเชิญให้ท่านได้ลองชิมกันดูก่อน เพื่อเราจะได้มีก๋วยเตี๋ยวชามใหม่ที่มีท่านทั้งหลายช่วยกันปรุงขึ้นมา โดยมีผมเป็นเด็กเสิร์ฟให้  

ตามที่ได้เกริ่นไว้ตอนต้น ถึงวิถีการทำงานของพวกเรา ชาวเดินโพลล์ ผมจึงตั้งชื่อหัวเรื่องไว้ว่า “เรื่องเล่าชาวเดินโพลล์” ทั้งนี้เพราะว่าการทำงานของเรา มันต้องเดินกันจริงๆ เดินกันทั้งวัน ซอกเล็ก ซอยน้อย ฝนจะตก แดดจะออก เราก็เดิน ยกเว้นเวลาที่โดนหมาไล่ ใครจะเดินก็เดินไปผมขอวิ่งก่อนก็แล้วกันนะครับ ฮ่า......ฮ่า

อันเนื่องมาจากการเดิน เดินทางไปยังที่ต่าง ๆ ทำให้ได้พบเห็น รับรู้ประสบการณ์ต่าง ๆ มากมาย ทั้งหวานอมขมกลืน หน้าชื่นอกตรม หรือหน้าบานเป็นจานเชิง ฯลฯ มันเป็นประสบการณ์ที่ไม่สามารถอธิบายเป็นภาษาเขียนให้สัมผัสได้ นอกจากต้องมาสัมผัสด้วยภาษาใจเท่านั้น คล้าย ๆ กับคนหนึ่งกลุ่ม นั่งมองเมฆบนฟ้าด้วยกัน ต่างคนก็เห็นต่างกัน ตามจินตนาการและใจสัมผัส (เขียนเอง ก็ชักจะเอียนเอง เดาะใช้ภาษากวี ซะด้วย) สิ่งนี้เองที่ทำให้ผมตกหลุมรักงานนี้จนถอนตัวไม่ขึ้น และยังก่อให้เกิด เรื่องเล่าชาวเดินโพลล์ ที่หลากหลาย เล่าไม่รู้จบ แต่คงจะรู้เบื่อถ้าเป็นเรื่องซ้ำ ๆ ฮ้า....ไฮ้ .... เจี๊ยก ๆ

ไหน ๆ ก็ยกหางตัวเองมาแล้ว เรื่องเล่าชาวเดินโพลล์ ตอนนี้ ก็ขอยกหาง เอ้ย ! เรื่องของผมมาเป็นตัวชูโรงก่อน หวังว่าท่านผู้อ่านคงไม่เบื่อกันก่อนนะครับ ไว้ถ้ามีโอกาสคราวหน้า (ถ้าผู้อ่านยังเมตตาสนใจติดตาม และ บอ กอ ไฟเขียวให้เขียนต่อ ทำตาซึ้ง แสดงอาการเว้าวอน.....โปรดเถิดดวงใจ...โปรดได้อ่านเรื่อง....ฉานก่อน...) ผมก็จะเอาเรื่องเล่า ของพี่น้องผองเพื่อนชาวเดินโพลล์ คนอื่น ๆ มาเล่าสู่กันฟัง

หลังจากผ่านการตรวจสอบการทำงาน ผมก็มีโอกาสได้ไปเยือนเมืองเหนือ “แดนถิ่นหนาวกับสาวงาม” วี๊ด...วิ้ว แค่คิดก็กระชุ่มกระชวย แล้ว (ท่านผู้อ่านอย่าพึ่งเหมา ว่าผมเป็นพวกหูดำ หรือเป็นลูกหลานเก็งกองนะครับ ก็เป็นธรรมดาของชายหนุ่มครับ พบเห็นสิ่งสวยงามเราก็ต้องชมเพื่อให้เกียรติกัน จริงไหมครับ)

มาเยือนครั้งแรกก็เป็นเรื่องอีกแล้วครับ ระหว่างเดินทางจากตัวเมืองเชียงใหม่ไปยังอำเภอเป้าหมาย ท่านผู้อ่านที่เคยไปเที่ยวทางภาคเหนือน่าจะพอนึกภาพออกนะครับ ว่าเส้นทางระหว่างอำเภอและจังหวัดมันคดเคี้ยวลดเลี้ยวขนาดไหน เดี๋ยวขึ้นเขา ลงห้วย เดี๋ยวเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา ใครเลือดลมไม่ดี มีโอกาสต้องใช้ “ถุงยาง” สูง

นั่นแน๊ ! อย่าพึ่งมองว่าผมทะลึ่ง หรือลามกนะครับ ก็ ไอ้ถุงยางนี่แหละครับ ทำผมเกือบเสียฟอร์ม เสียว.......แว๊บ ๆ จะเสียวอะไร หรือมีอะไรให้เสียว ก็ขอเชิญล้อมวงเข้ามาครับ

เอ้า ! เข้าเรื่องครับ...เข้าเรื่อง ระหว่างการเดินทาง ผมก็ได้ประสบพบพักตร์สาวน้อยนางหนึ่ง รูปร่างน่าตา ก็จัดว่าสวยในแบบฉบับชาวเหนือ ตอนเธอขึ้นรถมาผมก็สละที่นั่งให้ตามฟอร์มสุภาพบุรุษ ซึ่งเราก็ได้ส่งยิ้ม ส่งสายตาทักทายเชื่อมสัมพันธ์กันและกัน ไประหว่างทาง

จนในที่สุด เมื่อเวลานั้นมาถึง เวลาที่มันเริ่ม ขึ้น ๆ ลง ๆ ซ้าย ๆ ขวา ๆ (เส้นทางนะครับ) หูผมเริ่มอื้อ ตาผมเริ่มลาย เอ๊ะ ! ทำไมน้องคนสวยมองผมด้วยสายตาแปลก ๆ ตึก...ตึก...ตึก....(หัวใจเต้นรัว) โอ๊ย ! ไม่ไหวแล้ว ผมหน้ามืดแล้วครับ

“อ้าย...อ้าย เอาถุงยาง ก๊อ อ้าย ?” (พยายามจินตนาการตามให้เป็น คำเมือง นะครับ) เอ้ย ! ผมสะดุ้ง ตื่นจากพวังค์ หายอาการเมารถเป็นปลิดทิ้ง ทำไมน้องถามพี่อย่างนั้น

“พึ่งจะเคยครั้งแรก ก๊อ ? อีกเดี๋ยวก็ชินเน้อ...ว่าแต่จะเอาถุงยางก๊อ อ้าย” เธอถามพร้อมส่งสายตาหวาน ๆ หยาดเยิ้ม (ความรู้สึกผมในขณะนั้น ที่ยังเลื่อนลอยและมึนงง) นั่นทำให้ผมพยักหน้าตอบเธอไป

เธอยิ้มหวาน (อีกแล้ว) พร้อมยื่นมือขาว ๆ มาทางผม ใกล้เข้ามา...ใกล้เข้ามา ตุบ...ตับ ๆ (ใจเจ้ากรรมมันเต้นอีกแล้ว)

“นี่เจ้า ! อ้าย....ถุงยาง” เฮ้ย ! ถุงยางในมือเธอก็คือถุงพลาสติกใสที่ใส่ข้าว ใส่ขนมหวานนี่เอง อยากจะกระโดดลงจากรถดิ่งลงเหวไปให้แดดิ้น เฮ้อ ! นี่เราคิดอกุศลกับน้องไปได้อย่างไร ก็ผมแค่มีอาการเหมือนจะเมารถ ส่วนน้องเขาก็หวังดี หาถุง...ยาง มาให้ เฮ้อ ! ฮ้า...ไฮ้ เจี๊ยก....เจี๊ยก

 

ไปลา (กราบขอบพระคุณ...ที่ทนอ่านมา)

     ผมขอจบเอาดื้อ ๆ แบบนี้แหละครับ (ให้ผู้อ่านหมั้นไส้เล่น) ก็อายจนแทบพลิกแผ่นดินหนีนี่ครับ จริง ๆ ถ้าจะว่าไปแล้ว เขาให้ผมมาเขียนแค่หน้ากระดาษเดียว แต่ผมเล่นพล่ามแต่เรื่องของผมมาซะเกือบ 4 หน้า ไม่รู้ว่า บอ กอ จะอนุมัติหรือเปล่า และก็ไม่รู้ว่า ก๋วยเตี๋ยว ชามนี้ของผม พอจะถูกปากถูกคอ ท่านผู้อ่านได้บ้างหรือไม่

เอาเป็นว่าถ้ามีโอกาสหน้า ผมจะมาปรุง เรื่องเล่าชาวเดินโพลล์ ให้ท่านได้ลองชิมกันอีก เพราะเรื่องเล่าของพวกเรา พี่น้องผองเพื่อนยังมีอีกมากมาย หลายมุม  หรือเป็นไปได้ก็อยากจะให้ท่านช่วยกันปรุงก๋วยเตี๋ยวชามต่อไปของเรา (ระหว่างผมกับท่านผู้อ่าน ย้ำส่งท้าย) ด้วย เพื่ออรรถรส และสัมพันธภาพที่ดีระหว่าง “เรา”

 

-  ขอขอบคุณที่มาช่วยกันชิมครับ  -

 

ขุนพลน้อย (ภัทร)

24 มกราคม 2554