บทความที่ 500: ลิขิตกรรมเพื่อการเยียวยา

อีกประมาณ 9 วันจะครบวาระ 4 ปีที่ผมเริ่มเขียนลง gotoknow และโดยบังเอิญ ชำเลืองไปดูสารบาญประจำ blog ที่ทาง Usable Lap ทีมจัดทำมาอย่างดี ผมได้เขียนมาถึง 499 บทความไปแล้ว ฉะนั้นฉบัับนี้จึงกลายเป็นฉบับที่ 500 ไปโดยปริยาย โดยไม่ใช่เป็นปริโยสาน เนื้อหานั้นก็มีทั้งปริยัติ ปฏิบัติ ส่วนใครจะปฏิเวธ (แม้แต่ผู้เขียนเอง) ก็สุดแล้วแต่และนอกเหนือจินตนาการ เหตุการณ์ในประเทศก็มีทั้งปฏิวัติ ปฏิรูป และปฏิสนธิมากมายในระหว่างทาง

การค้นพบว่าเป็นบทความที่ 500 ทำให้มีผลหลายอย่าง ที่แน่ๆแทนที่จะเขียนลงไปสบายๆ (อย่างทุกบท) มันเกิดมีวาระขึ้นมา ซึ่งเราเป็นคนสมมติขึ้นเองให้เป็นวาระ ฟุ้งซ่านอยู่หลายร้อยวินาทีก่อนที่สติจะกลับมาบอกว่า "ก็เขียนๆไปเหมือนปกติแหละ"

...ตามนั้น...

เช้านี้ในกระดานข่าวคณะแพทย์ มีคอลัมภ์หนึ่งมีบทความของอาจารย์นายแพทย์ธาดา ยิบอินซอย ให้ download ฟรีในรูปแบบ pdf file เป็นหนังสือที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพของท่านอาจารย์ ซึ่งผมขออนุโมทนาว่าเป็นการแสดงถึงความเคารพท่านในวิธีที่ดีที่สุด คือ เอาความเชื่อ คำแนะนำ และความคิดของบุรพาจารย์มาใคร่ครวญไตร่ตรองต่อ อ่านแล้วก็เกิดแรงบังดาลใจ ประหลาดใจ สะเทือนใจ หลายอารมณ์ขึ้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื้อหาส่วนที่เกี่ยวกับแพทยศาสตรศึกษาที่ท่านเขียนมาตั้งแต่ปี 2537 ถึง 43-45 ก็หลายปีอยู่ ซึ่งด้วยความ ignorance ของผมเองหาทราบได้ไม่ว่าเคยมีบทความระดับนี้อยู่ใกล้ๆ เชื่อว่าบุญตามทัน ก็เลยทำให้ยังมีโอกาสได้อ่านตอนนี้

บทความที่จะเขียนนี้ ไม่ใช่บทวิเคราะห์ข้อเขียนในหนังสือดังกล่าว แต่ว่าเขียนหลังจากได้อ่านหนังสือเล่มนั้น ถือว่าเกี่ยวกันแบบนี้ (ก็แล้วกัน)

งานของหมอคือการเยียวยาผู้คน ประโยคนี้ไม่ได้หมายความเพียงว่า "หมอเท่านั้นที่สามารถเยียวยาผู้คน" เหมือนๆกับใครๆก็ทำอาหารได้แต่ทุกคนไม่ได้มีอาชีพขายอาหาร ใครๆก็สอนอะไรบางอย่างกับใครบางคนตลอดเวลาแต่ก็ไม่ได้มีอาชีพเป็นครู แต่เราตกลงปลงใจว่าในสิ่งที่ชีวิตนี้เราเลือกจะเรียกว่าเป็น "งาน" ฉันขอทำงานเพื่อการเยียวยาผู้คน และจากตรงนี้ก็เลยเป็นที่มา ที่อธิบายพฤติกรรมต่างๆนานาของหมอ ว่าจะทำอะไรบ้างจะได้ทำงานที่ว่านี้ได้

การเยียวยาเป็นคำใหญ่ (ของผม) เพราะมันเป็นกระบวนการธรรมชาติที่ทรงพลัง แม้แต่ตอนนี้เองที่เราเดินทางไปถึงดาวพลูโต (ก่อนจะพบว่ามันไม่ใช่ดาวในระบบสุริยะแล้วได้นำชื่อนี้ออกไป... หลังๆนี่ได้ข่าว ชักมีคนไม่แน่ใจอยากจะดึงกลับมาอีก) ก็หาได้แปลว่าเรารู้เรื่องในตัวเราหมดแล้วไม่ ตรงกันข้าม ความอหังการบางอย่างที่เรารู้เรื่อง (อื่น) มากๆ ทำให้เราหลงเพ้อว่าเรารู้บางเรื่องไปด้วยอย่างไร้สาระ ไร้เหตุผลสิ้นดี อีกมากมายหลายเรื่อง

สิ่งมีชีวิตมีการเยียวยาเป็นหน้าที่หนึ่งของระบบมาแต่แรกเริ่ม เยียวยาร่างกาย อวัยวะ สมดุล ต่างๆ อยู่ตลอดเวลา และตรงนี้เราพอจะสามารถ assume หรือสรุปโดยอ้อมว่า ถ้าเราเยียวยาร่างกายได้ด้วยตนเอง มิติอื่นๆของชีวิตที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ร่างกายเท่านั้น ได้แก่ ความรู้สึกนึกคิด จิตใจ จิตวิญญาณ ก็น่าจะมีกลไกตามธรรมชาติเยียวยาอยู่เหมือนกัน

รึเปล่า?

อาทิ การ counseling หรือการให้คำปรึกษานั้น ทักษะที่สำคัญที่สุดคือการฟังอย่างลึกซึ้ง และผลแห่งการฟังนี้ ก็สามารถเร่ิมขั้นตอนการเยียวยาให้เกิดขึ้นได้แล้วในตัวผู้ระบายออกมา การฟังที่ดีของแพทย์กล่าวได้ว่าเริ่มการเยียวยาแก่ผู้ป่วยแล้วตั้งแต่ที่ OPD โดยที่ยังไม่ทันได้สั่งยา ตรวจร่างกาย ส่ง investigate อะไรเลย แต่ที่น่าสนใจก็คือ แล้วคนที่เรียกตัวเองว่า "หมอ" ที่หน้าที่คือการเยียวยานั้น รู้ตัวหรือไม่?

สำหรับบางคน ที่ไม่พอใจเรียกตัวเองแค่ "หมอ" แต่ "ผมเป็น diagnostician (หรือ นักวินิจฉัยโรค)" (อย่างหนัง series การแพทย์ในดวงใจของหลายๆท่าน คือ House) ถ้าเรียกตัวเองอย่างนั้น การฟังคนไข้ที่ยังไม่ได้นำไปสู่การวินิจฉัย (diagnosis) ก็จะยังไม่บรรลุ mission ของท่านที่จะต้อง "วินิจฉัย" ให้ได้เสียก่อน และในขณะเดียวกัน ก็ทำให้เรามองเห็นพันธกิจของท่านที่ว่านี้ได้ว่า ท่านไม่ได้ทำงานเพื่อคนไข้ แต่ท่านทำงานเพื่อ ego ของท่านเองว่่าสิ่งสำคัญที่สุดคือ "การบอกโรคได้" และอาจจะยิ่งชัดขึ้น เมื่อกลุ่มแพทย์ทางเลือกอื่นๆ ที่จงใจเรียกตัวเองว่าเป็น Healer (ผู้เยียวยา) จะได้แยกแยะออกจากบรรดา "หมอ" อื่นๆ

คำหลายๆคำเหล่านี้ บ่งชี้ถึง "function หรือหน้าที่" มากกว่าสถานะ ซึ่งตรงนี้เราต้องไม่สับสน

เพราะสถานะนั้นประกาศยืนยันด้วยประกาศนียบัตร หรือใบปริญญาที่เรานิยมแขวนในที่ อรโหฐาน ว่าเราเป็นโน่น เป็นนี่ แต่คนไข้เขาจะเรียก (หรืออยากจะเรียก) เราตามสิ่งที่เรา "ปฏิบัติ" กับเขามากกว่า

การเรียนการสอนแพทยศาสตรศึกษาของเราก็น่าสนใจว่า เราใช้เครื่องมือต่างๆทางการศึกษามากมายนั้น เรา create healer หรือ doctor กันแน่?


ลิขิตกรรมเพื่อการเยียวยา

หลังจากที่ชาว gotoknow ได้ช่วยๆกันสร้างชุมชนแห่งนี้ขึ้นมา และผมได้มาระบายอะไรต่อมิอะไรตามอำเภอใจจนจะครบ 500 ในฉบับนี้ ก็ถึงเวลาสะท้อนว่าเกิดอะไรขึ้น เห็นอะไร รู้สึกอะไร เรียนอะไร ตามธรรมเนียมของบทความครบวาระต่างๆ

ไม่ต้องพูดถึงสิ่งที่ obvious คือ "ได้เขียน" หรือ "ได้เจอเพื่อน ได้เพื่อน" ฯลฯ ซึ่งเป็น common sentimental ที่หลายๆคนได้พรรณนาด้วยโวหารระดับเทพไปเยอะแยะมากมาย ผมขอเติมว่า "การเขียนเป็นการเยียวยา" ระดับสุดยอดวิธีหนึ่ง

เพราะอะไร?

ผมเขียนตอบคุณหมอปัทมา ที่มีปุจฉาว่าทำงานอย่างไรไม่เกิด burn out เอาไว้ว่า

สำหรับ ตัวผม "ชีวิต" คือ function เป็นการกระทำ เป็นการมีปฏิสัมพันธ์ ทั้งภายในและภายนอก และการได้ "มอง" ปรากฏการณ์เหล่านี้สำหรับผมเป็นการใช้ชีวิตที่เพลิดเพลิน

ดังนั้นมีสององค์ประกอบ คือ เรายัง "ทำ" อยู่ไหม และที่เราได้ทำ เรายัง "มอง" อยู่ไหม ตราบใดที่ทั้งสองประการ สององค์ประกอบยัง flow อยู่ ไม่ว่าจะเป็นงาน หรือเป็นอะไรก็ตาม ผมยัง "มีชีวิตและใช้ชีวิต"​ ที่ OK อยู่

นั่นคือตราบใดที่เรามีสติ มีความรู้ตัว และมองเห็นสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้่นกับเรา ในตัวเรา และกับสิ่งรอบๆข้าง ด้วยเหตุผลบางประการ ความทุกข์ต่างๆดูจะชะลอและหยุดเติบโต ตราบใดที่เรายัง "มีใจ" ใคร่ครวญกับสิ่งนี่้อยู่อย่างมีปัญญษ

และการเขียนนี่แหละ ที่ทำให้เราหยุด หรือ "ช้าลง" และเกิด awareness that we aware หรือ awareness that we are feeling ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งนัก

กลไกไม่ทราบชัดเจน แต่ที่แน่ๆ ถ้าเราจะเขียนอะไรสักอย่าง เราสามารถสังเกตได้เลยว่า "การเขียน" ใช้ function ของอวัยวะมนุษย์ที่พัฒนาเต็มที่ ได้แก่ fine movement ของนิ้วและของมือ ไม่นับสมองส่วนหน้าที่พัฒนาแตกต่างจากสัตว์อื่นๆ ผลงานมนุษย์ที่เป็นงานขีดเขียนนี่แหละที่เป็นจุดเริ่มต้นประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของ Homo sapiens sapiens

แม้ว่าจะไม่ถึงขนาดเขียนแล้วหายหวัด หายไอ มะเร็งหดตัว ลิ้นหัวใจไม่รั่ว แต่มีกระบวนการเยียวยาเชิงระบบเกิดขึ้นอย่างละเอียดอ่อนในตัวเราเองแล้วแน่นอน บางคนทะลุความกลัวอะไรบางอย่างถึงเขียน บางคนสงสัยอะไรบางอย่างก็เขียน บางคนเกลียดอะไรบางอย่างก็นำมาเขียน

แล้วก็เยียวยา

หมอเองเวลาเจอคนไข้ ซักประวัติ ตรวจร่างกาย เสร็จแล้วก็เริ่มเครียด ไม่ทราบว่าเป็นโรคอะไร กลับมานั่งเขียน OPD card (หรือบางที่ก็ใช้พิมพ์ แล้วแต่ความ so-called high-tech) พอเริ่มเขียนไปได้หน่อย ชีวิตมันเกิด "ความชัด" ขึ้น เหมือนกับเรามีของที่เป็นนามธรรม (เช่นความคิด) แล้วสิ่งนั้นค่อยๆเปลี่ยนเป็นรูปธรรม สัมผัสได้ด้วยผัสสะทั้งหก สฬายตนะทั้งห้าของเรา เหมือนกับเราสามารรถ "มองเห็น" ความคิดของเราเอง คำตอบว่าจะทำอะไรต่อไปดี ก็หลุดออกมาได้โดยไม่มีเหตุผล

บ่อยครั้งที่การอ่านก็ทำให้เกิดสิ่งเหล่านี้ได้ แต่ผมคิดว่าในดีกรีที่น้อยกว่าเราเป็นคนเขียนเองเยอะ อธิบายไม่ได้เหมือนกัน

ก็อยากจะขอบคุณ gotoknow ทั้งคนผลิต คน maintenance และชาวประชาที่คอยอ่านเงียบๆ อ่านดังๆ อ่านแล้วบ่น ด่า ชม เถียง ฯลฯ เพราะผมเชื่อว่าในพื้นที่รุ่มรวยแห่งนี้ ไม่เพียงแค่สร้างสรรค์สังฆะ กัลยณมิตร แต่ยังเป็น sanctuary สถานอภิรมย์แห่งการเยียวยา ซึ่งสังคมเราจำเป็นต้องมีอย่างยิ่งยวดแล้วในขณะนี้

สุดท้าย อย่างน้อยผมตายไป คนจะทำหนังสืออนุสรณ์ก็ไม่มีปัญหาว่าจะหาบทความมาลงไม่ได้ ปัญหาก็คงจะเป็นจะเอามาลงแค่ไหน ซึ่งง่ายกว่ากันเยอะ