เสื้อกาวน์

วันสองวันมานี้ เห็นรูปฉลองอะไรแว่บๆในหลายๆที่ ปรากฏว่าเป็นเทศกาล "รับเสื้อกาวน์" ของน้องๆนักเรียนแพทย์ชั้นปรีคลินิกนั่นเอง สาเหตุที่เห็นในปีนี้ (ทั้งๆที่มันมีมาทุกปี) เพราะว่ายุคแห่ง FB นั่นเอง ที่ทำให้เราใกล้ชิดกับ real world event มากขึ้น เพราะมันมาปรากฏอยู่บนจอมอนิเตอร์ของเราได้เลย ไม่ต้องเดินไปดู

นึกย้อน (ที่จริงต้องทำเสียงยาาวววกว่านี้ เช่น ย้ออออออออน เพราะไกลมาก) ไปสมัยที่รับเสื้อกาวน์ เป็นสัญญลักษณ์อะไรบางอย่างที่สำคัญสำหรับเด็กที่มาเรียนแพทย์ เพราะตอนชั้นปีต้นๆ (เราเรียกว่าชั้นปรีคลินิก preclinic หมายถึงยังไม่ได้ขึ้นไปปฏิบัติงานบนหอผู้ป่วยในโรงพยาบาล มักจะเดินวนเวียนแถวห้องบรรยาย) เรายังไม่ได้ "รสชาติ" ความเป็นหมอสักเท่าไหร่ ชีวิตในปรีคลินิกสมัยผมนั้น กอดหนังสือ หนุนหนังสือ คาบถ้วยกาแฟเป็นหลัก สอบมันได้ทุกอาทิตย์และอาทิตย์ละสองสามวิชาตลอด 52 สัปดาห์ ไม่ได้เจอคนไข้จริงๆเลย ความรู้สึกเป็นหมอยังไม่บังเกิด หรือเกิดก็แค่ "หมอกระดาษ" เท่านั้น ตอนปลายๆปีสามก็เริ่มมีชั่วโมงแนะนำชั้นคลินิก เริ่มสอนการสัมภาษณ์ การตรวจร่างกายคน ก็เริ่มตื่นเต้นแล้ว มีอุปกรณ์ใหม่ๆที่ซื้อมาพกพา อาทิ stethoscope (หูฟังหัวใจ) ที่เราเคยเห็นในทีวี เอามาอวด เอามาแลกกันดู บางคนก็ดัดจริตไปซื้อของหมอหัวใจจำเพาะมาเลย หนักอึ้ง หัวเบ้อเริ่มเทิ่ม และอุปกรณ์ที่ drama มากๆอีกประการก็คือ "เสื้อกาวน์" นี่แหละ

ยกเว้นคนที่มีพ่อแม่ หรือญาติเป็นหมออยู่ในบ้าน ผมคิดว่าคนส่วนใหญ่จะรับรู้ว่าหมอหน้าตาท่าทางเป็นยังไงจากทีวีนี่แหละ และถ้าถามผู้กำกับไหนๆก็ตาม อยากจะให้ใคร "ดูเหมือนหมอ" ก็จะมี gears ไม่กี่ชิ้นที่ใส่ปุ๊บ ใครๆก็รู้ว่าเป็นหมอ นั่นคือ สวมเสื้อกาวน์ ใส่แว่น พก steth ห้อยคอ หรือในกระเป๋าเสื้อกาวน์ ถ้าในสมัยก่อน จะให้ครบเครื่องต้องมีไม้เคาะเข่า (ไม้ตรวจ reflex) เหน็บอีกหนึ่งอัน เพียงเท่านี้ก็เรียบร้อย แม้แต่หนังในปัจจุบัน เวลาใครจะปลอมเป็นหมอ ก็แค่นี้แหละ พอ

นั่นเป็นความรู้สึกทาง "สัญญลักษณ์" เหมือนพระต้องห่มจีวร ตำรวจใส่เครื่องแบบพุงปลิ้น (ถ้าไม่คับ แสดงว่าปลอม) ศาลก็มีชุดของท่านจำเพาะ แม้แต่หมอผีในยามปฏิบัติงาน ถ้าไม่มี gear ครบเครื่อง เช่น ผ้าขาวม้าห่มเฉียง ย่าม หนวดเคราพอเสริมความขลัง ก็ดูจะขาดอะไรๆไป ในความเป็นจริงแล้วเครื่องมือเหล่านี้ที่เราเห็นบ่อยๆจนเป็นตัวแทนวิชาชีพนั้น มันมีที่มาที่ใช้จริงๆ

อย่างเสื้อกาวน์นี่ก็คือ "เสื้อคลุม" นั่นเอง ไม่ได้ใส่ให้มันร้อน (เพราะเราจะต้องแต่งตัวเรียบร้อยอีกชั้นข้างในนะครับ อย่าคิดว่านักเรียนแพทย์เดินใส่เสื้อกาวน์ตัวเดียว ข้างในเย็นสบาย!!) แต่เป็นเพราะงานของเรานั้นมันจะต้องคลุกเคล้า คลุกคลีกับโรคภัยไข้เจ็บ เชื้อโรค สิ่งที่ผู้คนคิดว่าสกปรกมากมาย เราก็เลยควรจะใส่ปกป้องกันตัวเองไว้ ดังนั้นเสื้อกาวน์ยุคแรก ก็จะเหมือนเสื้อ laboratory คือ เพื่อ "ป้องกัน" จริงๆ แขนยาวคลุมถึงข้อมือ และชายเสื้อยาวคลุมกางเกง กระโปรงหมด มีกระเป๋าเสื้อกาวน์ใบใหญ่ เพื่อใส่อุปกรณ์พื้นฐานในการตรวจคนไข้ อย่างหูฟังนั่นก็ควรมีของตนเอง ถึงแม้ว่าทุกหอผู้ป่วยจะมีให้อยู่แล้ว แต่เนื่องจากเวลาเราใช้ เราต้องเอาปลายยัดเข้าไปในรูหูลึกพอประมาณ ซึ่งมักจะติดขี้หูคนใช้ออกมาด้วยได้ง่ายๆ ถึงเราจะถูกให้กำลังใจว่าคนใช้คนก่อน เขาจะล้างให้แล้วล่ะด้วยอัลกอฮอล์ (แต่อาจจะลืมก็ได้นะหมอ) ตัดปัญหาก็ต่างคนต่างมีก็แล้วกัน และการที่เราดูคนไข้หลายคนต่อวัน ยิ่งควรจะป้องกันให้ดี

แต่ไปๆมาๆ ผมไม่แน่ใจว่า "function" ของเสื้อกาวน์มันเลือนๆหายไปตอนไหน ในภายหลังเสื้อกาวน์กลายเป็น "เครื่องแบบ" และเริ่มวิวัฒน์ไปในรูปแบบต่างๆกัน

และคงจะด้วยความที่เราเป็นเมืองร้อน ก็เลยเกิด idea ว่าไม่อยากใส่เสื้อสองชั้นให้มันลำบาก ก็เลยใส่เสื้อกาวน์ชั้นเดียวนี่แหละ เป็นเครื่องแบบมันซะเลย (เป็น idea ที่ Hollywood ยังไม่ยอมรับ เพราะภาพยนต์ยังยืนยันแบบสวมสองชั้นอยู่เป็นส่วนใหญ่)

และวิวัฒน์ต่อไปกลายเป็นประเพณีสัญญลักษณ์การขึ้นเรียนชั้นคลินิกของนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่สาม ขึ้นชั้นปีที่สี่ นั่นคือ "พิธีรับเสื้อกาวน์"

บางที่ก็จัดได้อลังการงานสร้าง ซาบซึ้งตรึงใจ และเดี๋ยวนี้ก็ต้องมีถ่ายรูปกันเป็นที่รำลึก เป็นหลักฐานว่าครั้งแรกของเสื้อกาวน์ชั้น หน้าชั้นเด็กขนาดไหน (หารู้ไม่ว่าจะตกใจ เมื่อเปรียบเทียบกับในเวลาต่อมาไม่นาน!!) คนรับก็ดูจะดีอกดีใจไม่น้อย มีคุณพ่อคุณแม่ ญาติๆมาร่วมงานพิธีกันคับคั่ง ถ่ายรูปกันแบบเรียกว่าถือเป็นซ้อมใหญ่ก่อนงานรับปริญญาอีกสามปีนั่นเลยทีเดียวก็มี

แต่สิ่งที่ผมอยากจะให้น้องๆไม่ลืม และไหนๆก็จะทำเป็นสัญญลักษณ์แล้ว ก็คือ "ทำไม" วิชาชีพเราถึงได้สวมใส่เสื้อกาวน์มาแต่แรกเริ่ม นั่นเป็นสัญญลักษณ์ประการหนึ่งว่า งานของวิชาชีพเรานั้น เราจะต้องคลุกคลี ทำงานใกล้ชิดกับโลหิต ปฏิกูล มูตรคูถ เสมหะ นี่คืออภิสิทธิ์ของวิชาชีพที่เรายินดีที่จะใกล้ชิดกับสิ่งเหล่านี้ด้วยความรักคนไข้ ด้วยความหวังที่จะเยียวยาผู้ที่อยู่ในความทุกข์ ก็ขอให้น้องๆในงานรับเสื้อกาวน์นี้ ได้ทุกสิ่งทุกอย่างที่สัญญลักษณ์ดังกล่าวมีมาเพื่อ และเป็นหมอที่มีความสุขจากงานที่จะได้ทำด้วยครับ