สวัสดีครับ คุณ mee_pole
อย่างที่เขียนเรียบเรียงประวัติไว้แหละครับ แต่เดิมตอนที่เราใช้ตาม function ของมัน คือเป็นเสื้อคลุมนั้น ไม่ต้องเตือนก็ไม่มีใครอยากจะใส่ออกไปเดินข้างนอกโรงพยาบาลอยู่แล้ว ทั้งร้อน ทั้งสกปรก
แต่ภายหลัง งานของแต่ละหอผู้ป่วยก็เริ่มเปลี่ยนไป การมีเครื่องมือเครื่องไม้ช่วยตรวจ ช่วย investigate หาวินัจฉัย ก็ทำให้บางหัตถการที่หมอต้องลงไป "คลุก" ก็มีความจำเป็นน้อยลง และยิ่งเดี๋ยวนี้ เสื้อกาวน์ไม่ได้เป็น "เสื้อคลุม" แล้ว นักเรียนแพทย์ (หรือแพทย์ที่จบแล้วก็ตาม) หลายโรงพยาบาลใส่เสื้อขาวชั้นเดียว เป็นเหมือนเครื่องแบบไปเลย ไม่ได้มีเสื้อคลุมอีกต่อไป
ในกรณีนี้เราก็ไม่ควรเรียกมันว่า "เสื้อกาวน์" แล้วล่ะครับ มันเป็นชุดทำงาน และมีอยู่ชั้นเดียว ถอดออก ก็เหลือแต่เสื้อกล้าม (ถ้าใส่) หรือเสื้อชั้นใน ยกทรง หรือตัวเปล่าๆไปเลย
ตอนผมเรียน immunology อยู่ที่อังกฤษ เสื้อคลุมก็เป็นเสื้อ lap อย่างที่คุณ mee_pole เล่ามา และห้ามใส่ออกนอกบริเวณแน่นอน เพราะสารเคมีที่เราใช้นั้น มีอันตรายมากมายหลายรูปแบบ
ทีนี้ก็เลยเป็นที่มาว่าทำไม เดี๋ยวนี้เราถึงเห็นหมอเดินชุดทำงานต๊อกแต๊กมาจากหอ เข้าโรงอาหาร ไปทำงาน ไปมันหมดทุกที่ เพราะมันไม่ได้เป็นเสื้อคลุมอีกต่อไปนั่นเอง ตอนแรกๆก็มีการเตือน มีการห้ามแหละครับว่าไม่ควรใส่ออกนอกโรงพยาบาล แต่ในทางปฏิบัติบางทีมันก็ลำบากเหมือนกัน เพราะมันใส่อยู่ชั้นเดียว ไม่ได้มี locker ที่โรงพยาบาลด้วยที่จะมีชุด private เปลี่ยน ยังไงๆก็ต้องกลับไปเปลี่ยนที่หอพักบ้าง ที่บ้านบ้าง ฯลฯ
แต่ถ้าจะปลอบใจ โดย commonsense ถ้าคุณหมอรู้ตัวว่าวันนี้อาจจะสกปรกโสโครก ด้วยความที่ทำงานด้านนี้ คุณหมอท่านนั้นน่าจะรู้ว่ามันควรจะทำยังไง แต่ถ้าเดินออกมาไปไหนมาไหน แสดงว่าวันนั้นอาจจะไม่ได้ทำอะไรที่มันจะเลอะเทอะนัก เหมือนเสื้อธรรมดาๆของคนทั่วๆไป อันนี่เรียกว่าฝากความหวังไว้กับ conscience ของคุณหมอนั่นเอง