การอ่าน เริ่มต้นจากการฟัง ดังนั้น การฟังนิทานจึงเป็นปฐมบทที่สำคัญยิ่งของการอ่าน อีกทั้งยังเป็นช่องทางของการรับรู้ เพื่อที่จะเรียนรู้ และเข้าใจความหมายของเรื่องราวต่างๆ ผ่านตัวภาษา และ ภาพเล่าเรื่อง
การฟังนิทานจึงเป็นกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริม และปลูกฝังให้เด็กๆ รักหนังสือและรักการอ่านหนังสือได้เป็นอย่างดี
ครูติ๊ก – เยาวราช คุณครูแกนนำจัดการความรู้ช่วงชั้นอนุบาล จึงเปิดวงแลกเปลี่ยนเรียนรู้เป็นเวทีเล่านิทานกัน แล้วก็ได้พบว่าคุณครูอนุบาลมีวิธีการเล่านิทานแบบต่างๆ มาแลกเปลี่ยนกันมากมาย
ครูแหม่ม(สุรีย์รัตน์) - เล่านิทานเรื่องยักษ์สองตนแบบอ่านตามเนื้อเรื่อง โดยนั่งเปิดหนังสือให้เด็กๆได้เห็นภาพในหนังสือ ระหว่างเล่าก็ยังคอยถามเด็กๆดูภาพ ตามเนื้อเรื่อง ชวนน่าติดตามเมื่อเล่าจบคุณครูก็ยังทบทวนถามเด็กๆ ซ้ำถึงเรื่องราวในหนังสือกับเด็กๆ อีกครั้ง
ครูหนึ่งฤทัย - เล่านิทานเรื่องกระต่ายน้อยปีเตอร์ ในขณะที่เล่าเรื่องตามหนังสือก็ใส่อารมณ์ตามเนื้อเรื่อง เคล็ดลับคือ การใช้น้ำเสียงที่เปลี่ยนแปลงตามตัวละคร และใช้สีหน้า สายตา ที่คล้อยตามเนื้อเรื่องในทุกบททุกตอนอย่างตั้งอกตั้งใจ
ครูอ้อม -เล่านิทานเชิงวิทยาศาสตร์ โดยมีหนังสือภาพของสัตว์ต่างๆ มาประกอบทำให้น่าสนใจและสืบค้น ครูอ้อมบอกว่า เด็กๆ จะชอบดูภาพสัตว์ต่างๆ ที่มีอยู่ในหนังสือ และชอบที่จะตอบคำถามของครู
ครูนาต - เล่านิทานคำคล้องจอง เรื่อง ลูกหมูสามตัว โดยมีคุณครูกิม ครูคู่ชั้น ร่วมเล่นระนาดออร์ฟให้จังหวะ ทำให้การเล่านิทานเป็นศิลปะที่น่าติดตาม จากการฟังสัมผัสของคำคล้องจองตามเนื้อเรื่องและจังหวะของระนาด นิทานเรื่องนี้จึงสามารถดึงดูดความสนใจของเด็กๆ เอาไว้ได้อย่างดี
ครูแนน ครูตาล - ร่วมกันเพิ่มสีสรรให้กับนิทาน เล่มใหญ่ (big book) เรื่องอีเล้งเค้งโค้ง ด้วยท่าทางของมือที่เลียนแบบ คอยาวๆ ที่ไกวไปมาของห่าน โดยจะยกแขนขึ้นสูงเหนือศีรษะ เมื่อเล่ามาถึงคำว่า อิเล้งเค้งโค้ง ทุกครั้งไป ทำให้เด็กๆ จดจำคำและ ประโยคต่างๆ ได้อย่างสนุกสนาน ทั้งเสียงคำในนิทาน และท่าทางของคุณครูดึงดูดความสนใจของผู้ฟังเอาไว้ได้ตลอดเรื่อง คุณครูเล่าให้ฟังว่า เด็กๆ ในห้องจดจำบทคล้องจองที่เป็นเนื้อเรื่องในนิทานได้ตั้งแต่ต้นจนจบ และเดี๋ยวนี้เด็กๆจะเป็นผู้เล่าให้คุณครูฟังแทน
ครูกุ้ง (รสริน) –เล่านิทานประกอบกับการพับกระดาษ โดยเริ่มจากการพับกระดาษเป็นรูปสามเหลี่ยม แทนรูปจั่วบ้าน พร้อมกับเล่าเรื่องไปเรื่อยๆ และเมื่อถึงตอนที่ลมแรงจั่วบ้านก็พับล้มลงด้วยแรงลม กระดาษสามเหลี่ยมที่เป็นจั่วบ้านก็พับลงครึ่งหนึ่ง แล้วตัวบ้านก็เอนราบลงกับฝ่ามือ กระต่ายตัวที่อยู่ในบ้านจึงต้องหนีออกจากบ้านที่ถูกลมพัดล้มลง และแล้วส่วนของจั่วบ้านถูกดึงขึ้นเป็นหูกระต่าย ส่วนประตูบ้านที่พังพับไปก็กลายเป็นส่วนหางของเจ้ากระต่ายตัวเอกของเรื่อง ครูกุ้งเล่าว่า การพับกระดาษประกอบการเล่าเรื่อง ทำให้เด็กๆ สนใจติดตามชมและฟังกันนิทานมากขึ้น
ครูปอย - เล่านิทานพื้นบ้านเรื่องไกรทอง ที่มีภาษาแตกต่างไปจากหนังสือนิทานทั่วไป มีคำราชาศัพท์ที่เด็กๆ พอที่จดจำได้เช่น พระสวามี พระมเหสี ฯลฯ โดยครูปอยจะค่อยๆเล่าให้ฟังทีละตอน เพื่อการเรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆ
ครูศิ - เลือกเล่านิทาน วาดรูป เรื่อง เกาะประหลาด ระหว่างที่ครูศิเล่า ก็จะใช้ปากกา ลากเส้นวาดรูป ตามคำบรรยายอย่างช้าๆ เพิ่มการจดจ่อให้กับผู้ฟังได้ดี เช่น ชาวประมง แล่นเรือ เล็กๆไปในท้องทะเลที่กว้างใหญ่ ครูศิก็ค่อยๆ ลากเส้น โค้งขึ้นลงเป็นรูปคลื่นแล้วลากเส้น รูป สามเหลี่ยม เล็กๆเหนือ เส้นโค้ง เมื่อครูศิเล่าถึงเกาะที่ใหญ่กลางทะเลก็วาดเส้นโค้งใหญ่ส่วนปลายของเส้นโค้ง ชิดกับรูปเรือที่วาดไว้ก่อนหน้า ผู้ฟังเริ่มจะเห็นว่ารูปที่ครูศิเล่า เหมือนกับอะไร จนมีคนอดใจไม่ไหว ตอบออกมาก่อนว่า เหมือน ปลาวาฬ บรรยากาศก็คงจะเช่นเดียวกันกับที่เด็กๆได้ฟังครูศิเล่า ครูศิ ไม่จบเรื่องที่เล่าเพียงเท่านั้น ชักชวนผู้ฟังให้ฟังและทายต่อ เมื่อเกาะประหลาดเริ่มมีถ้ำเล็กๆ และมีน้ำพุเล็กๆ เกิดขึ้นมา
เมื่อถึงตอนนี้ รูปที่ครูศิเล่าก็เสร็จสมบูรณ์เป็นปลาวาฬที่ลอยคอพ่นน้ำอยู่ในท้องทะเล ทุกคนสนุกเพลิดเพลินที่ได้ฟังทั้งนิทาน และดูภาพวาดประกอบที่ค่อยๆ เกิดขึ้น
ครูแวว เล่านิทานตามรูปภาพ เรื่อง เม่น หลบ ฝน ที่เป็นหนังสือที่มีแต่ภาพ ของสัตว์ และสัญลักษณ์ จุดกลมๆ เป็นจำนวน ครูแววชวนเด็กๆนับจำนวนของสัตว์ที่ค่ยๆออกมาหลบฝนที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ให้เด็กๆ คิด และติดตามตามเรื่องที่ครูเล่าตั้งแต่สัตว์ตัวแรกที่เล็กๆจนเมื่อมีสัตว์ตัวใหญ่และเพิ่มจำนวนมากขึ้น ครูแววคอยถามผู้ฟังว่ามีสัตว์ที่มาหลบฝนกี่ตัวแล้ว และให้เด็กแสดงความคิดเห็นว่า เจ้าสัตว์ที่ตัวโตๆ อย่าง ยีราฟ ช้าง จะอาศัยหลบฝนใต้ต้นไม้ด้วยได้ไหม ซึ่งครูแววใช้วิธีขอความคิดเห็นจากเด็กๆ ให้เด็กได้คิดตามจินตนาการ และเสริมสอดแทรกสาระต่างๆที่เหมาะกับเด็กวัยเตรียมอนุบาลระหว่างเล่าด้วย เช่น ชื่อ และลักษณะของสัตว์ จำนวนนับ เป็นต้น ทำให้ฟังนิทานแต่ละครั้งช่วยเสริมสร้างจินตนาการและความรู้ไปด้วยกัน
ครูเจี๊ยบ –เล่านิทานเรื่อง กุ๋งกิ๋งเป็นหวัด ในขณะที่เล่าใช้น้ำเสียงที่ไพเราะอ่อนโยน และทำเสียงเล็กเสียงน้อยต่างๆ ตามบทในหนังสือ โดยเป็นเสียงเด็กน้อยกุ๋งกิ๋งบ้าง คุณแม่บ้างสลับกัน สะกดคุณครูที่ร่วมวงแลกเปลี่ยนให้ติดตามฟังได้อย่างตั้งใจ
ครูหุย เล่านิทานประกอบการวาดรูปสดๆ โดยดัดแปลงตัวละครจาก นิทานเรื่อง พระจันทร์อร่อยไหม โดยขณะเล่าก็วาดภาพตัวละครประกอบไปทีละตัวประกอบใส่กระดาษชิ้นเล็กๆ อย่างคล่องแคล่ว เมื่อตัวละครค่อยๆ เพิ่มขึ้น กระดาษชิ้นเล็กๆ ที่ใช้วาดตัวละครเหล่านั้นก็เรียงกันสูงขึ้นตามขึ้นไปจับพระจันทร์มาแบ่งกัน
นอกจากนั้นครูหุยยังให้ผู้ฟังได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเป็นตัวละครตัวใดตัวหนึ่งในเรื่อง โดยเมื่อครูถามว่าจะให้ใครไปช่วยเอื้อมมือไปหยิบให้หน่อย เมื่อเด็กบอกชื่อขอมีส่วนร่วม ครูก็จะวาดรูปเด็กคนนั้นและนำไปประกอบเป็นรูปในขณะเล่าเรื่องทำให้เด็กๆสนใจ อยากมีส่วนร่วมหรือเสนอความคิดเห็นให้เพื่อนได้มีส่วนร่วมด้วย
ช่วงของการฟังนิทาน เป็นช่วงเวลาที่เด็กๆ มีความสนใจจดจ่อต่อเนื่องเป็นอย่างดี ซึ่งเป็นโอกาสที่จะคุณครูสามารถสร้างข้อตกลง และฝึกให้เด็กๆ ทำตามกติกาต่างๆ ได้ดีที่สุดช่วงเวลาหนึ่งทีเดียว
ขอบคุณค่ะ..น่าสนใจมาก..ทำให้คิดว่า..เราควรรักษาวิธีดั้งเดิมแบบนี้ที่สร้างการมีส่วนร่วมระหว่าครูกับนักเรียน..มากกว่าจะปล่อยให้เด็กๆอ่านตามลำพังจากหนังสือ หรือสื่อออนไลน์นะคะ..
เคยเล่าให้ลูกฟัง แต่ลูกต้องการฟังทุกวัน เล่าไปเล่ามาฝนซ้ำของเก่า อ้าว คนเล่าหมดพุงเสียแล้ว
สวัสดีครับครูใหม่
เป็นเรื่องที่ดีครับ ฝึกการสร้างจิตนาการที่ดีแก่เด็ก
ผมก็อ่านนิทานให้ลูกฟังก่อนนอน นอนอ่านสักพักนึง ลูกตั้งใจฟังมาก แต่พ่อหลับ ตื่นเพราะลูกถามทำไมหยุดอ่าน
อ่านแล้วลูกตาแป๋ว แต่พ่อตาปิด
ขอบคุณครับ
ในความเห็นของใหม่ การปล่อยให้เด็กอ่านนิทานเองก็สนุกอีกแบบค่ะ เด็กจะได้เรียนรู้เรื่องของการอยู่ตามลำพัง การสร้างจินตนาการ แต่ครูอ่านให้ฟังพร้อมกับเพื่อนนี่ เป็นบรรยากาศประทับใจของวันในวัยเยาว์ ที่พอหวนกลับมานึกถึงทีไรก็เป็นสุข แม้ว่าจะพ้นวัยไปแล้วก็ตาม เป็นการซึมซับความรัก และความอบอุ่นทางใจ ที่สร้างขึ้นด้วยตัวเองไม่ได้ค่ะ การเล่านิทานให้เด็กฟังจึงเป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่ทุกคนควรทำอย่างยิ่ง
คุณพ่อที่มาอ่านบันทึกนี้น่ารักกันจังเลยนะคะ... ดีใจแทนลูกๆ ของคุณโสภณ และคุณบินหลาดงด้วยค่ะ :)
แล้วจะจำวิธีการของคุณครูแต่ละท่าน ไปเล่าให้ลูกฟังนะคะ ดีมากเลยค่ะ
อยู่ไกลลูกค่ะ ลูกอยู่กับคุณตาคุณยายต่างจังหวัด ส่วนตัวเองทำงานอยู่กรุงเทพ จะมีโอกาสกลับไปหาลูกอาทิตย์ละครั้ง จึงใช้วิธีหานิทานสนุก ๆไปอ่านให้เขาฟังในช่วงวันหยุดที่อยู่กับเขา ชี้ชวนดูภาพจนเขาพอจำได้ว่าในนิทานมีตัวละครอะไรบ้าง พอหลังจากนั้นต้องกลับมาทำงาน ก็จะใช้วิธีอ่านให้ลูกฟังทางโทรศัพท์โดยเปิด speaker phone (จะให้คุณตาคุณยายอ่านให้ฟังก็ตาไม่ดีซะแล้วค่ะ..มองไม่ค่อยเห็น) บางทีลูกก็นอนฟัง หรือบางทีก็เปิดหนังสือนิทานพร้อมไปด้วยอยู่ทางโน้น แม่ก็พยายามจำเนื้อเรื่องนิทานและเล่าอย่างสนุกสนานอยู่ทางนี้....วิธีแบบนี้ลูกจะได้อะไรมั้ยค่ะ เท่าที่ทราบคุณยายบอกว่าเวลาที่โทรไปเล่านิทานให้ฟัง เขาจะนิ่งและนอนฟังอย่างดีเลยค่ะ...ไม่รู้ว่า คอกฟี่ คอกฟี่ หลับไปแล้วหรือเปล่า
และการที่ลูกอยากฟังนิทานทุกวัน ก็เพราะเขาอยากอยู่ใกล้ๆ คุณพ่อ และแน่นอนว่าเขามีความสุขมากที่คุณพ่อยกเวลานั้นให้เขา... นิทานอาจเป็นเป็นเงื่อนไขและความเพลิดเพลินที่ตามหลังมาต้อยๆ ก็ได้นะคะ