เขียนโครงการโดยไม่มีงบประมาณ ไม่มีแหล่งทุนดูมันง่าย ไม่ติดเงื่อนไขและเป้าหมายที่แหล่งทุนต้องการ

         วปช. 2 นักศึกษาที่จบจากวิทยาลัยป้องกันชุมชนทุกคนได้ตำแหน่ง นวปช.(นักวิชาการปฎิบัติการป้องกันพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมชุมชน ผู้เขียนให้ตำแหน่ง)  รุ่น 2 เรามีกิจกรรมต่อเนื่อง  ปลายปีที่แล้ว เดือนธันวาคม 2553 พวกเรานัดกันขึ้นไปหารือพูดคุยกัน ท่ามกลางฝนโปรยไพรในป่าต้นน้ำตะแพน

       ทุกคนมาด้วยใจ ฝนห่าใหญ่ตกตลอดวันพวกเรายังมุ่งมั่นมาทำกิจกรรมร่วมกัน ที่น่าสงสารและเห็นใจก็พี่น้องที่มาจากสามจังหวัดชายแดนใต้ ไม่เคยขาดกิจกรรมนับถือ  นับถือต้องคารวะในความมานะพยายามมาทำกิจกรรมร่วมกัน

      เรานัดกันมาในวันนั้นเพื่อทำแผนปฎิบัติการ จุดประกายให้ความรู้กับเพื่อนพ้องน้องพี่ที่จบหลักสูตรป้องกันชุมชนร่วมกันมา  โดยเฉพาะในประเด็นสิทธิ์ชุมชนตามรัฐนูญ มาตรา 67 ที่เป็นหัวใจสำคัญในการป้องกันชุมชน

ร่มกันทำแผน แผนใช้ใจนำงบประมาณ

 

 

     ผู้เขียนเดินทางด้วยเจ้าสี่เกียร์คู่ชีพ บุกลุยโคลน นึกในใจว่าคงเข้าไปไม่ถึงที่นัดหมาย ผนึกกายใจกับรถเป็นหนึ่งเดียวเอาความมุ่งมั่นเป็นที่ตั้ง  ก็ฝ่าไปถึงที่นัดหมายได้อย่างปลอดภัย  

    ในวันนั้นนอกจากได้ใจจากพรรคพวกแล้วเรายังได้งาน  แผนปฎิบัติการจุดประกายให้กำลังใจจากพื้นที่ครูสู่พื้นที่แห่งการเรียนรู้ โดยเฉพาะสามจังหวัดชายแดนใต้คือเป้าหมายที่ต้องไป เป็นวัฒนธรรมใหม่ของนวปช.ในการลงไปให้จุดประกายให้ความรู้เรื่องชุมชนคือ เราคิดโครงการ แผนปฎิบัติงานโดยไม่มีงบประมาณ  ใครจะไปต้องรับผิดชอบตัวเองทั้งค่า

    เขียนโครงการโดยไม่มีงบประมาณ ไม่มีแหล่งทุนดูมันง่ายไม่ติดเงื่อนใข และเป้าหมายที่เจ้าของทุนอยากได้ เมื่อมาทำงานโดยไม่มีงบประมาณ

    อาหารเที่ยงของวันนี้เจ้าภาพ ทำหัวกลอยมาให้กิน เมื่อสักสี่สิบปีผ่านผู้เขียนมีความช่ำชองในการทำหัวกลอย มารับประทาน มาวันนี้ ได้ฟื้นความหลังกับกลอยหวันเที่ยง ที่แสนอร่อยกับธรรมชาติแห่งป่าต้นน้ำ  คิดดี ทำดี กินดี โอกาสอย่างนี้มีไม่บ่อยนัก หากไม่ใช่นักวิชาการปฎิบัติรักษาทรัพยากรสิ่งแวดล้อมชุมชน(นวปช.) 

อาหารอร่อยกลอยซาวพร้าว

สงสัยเมากลอย

ทำความรูจักหัวกลอยกับครูบ้านนอกดอดคอม 

 

กลอย ...เป็น...
พืชชนิดหนึ่งที่สามารถนำมาทำอาหารได้ทั้งคาวและหวาน มีคนนิยมบริโภคกันเป็นจำนวนมาก ชาวบ้านแบ่งประเภทของกลอยตามลักษณะของลำต้นและ
ตามสีในเนื้อหัวกลอยคือ กลอยข้าวเจ้า ลักษณะของเถาและก้านใบสีเขียว
ส่วนกลอยข้าวเหนียว เถาเป็นสีน้ำตาลอมดำ เมื่อนำหัวกลอยมาปอก
เปลือกและหั่นเป็นแว่นบาง ๆ พบว่ากลอยข้าวเจ้ามีเนื้อสีขาวนวลและ
เนื้อหยาบกว่ากลอยข้าวเหนียว ซึ่งมีสีเหลืองอ่อนถึงเหลืองเข้ม เนื้อเหนียว
และรสชาติดีกว่ากลอยข้าวเจ้า ดังนั้นคนจึงนิยมรับประทานกลอยข้าว
เหนียวมากกว่า.........................................................

กลอยทั้งสองมีพิษพอๆกันใช้เป็นยาฆ่าแมลงได้แต่ต้องระวังในการใช้

ชาวบ้านนิยมทาน หันฝอยบางๆ แล้วหมัก ไม่รู้เขาหมักไว้กี่วัน
จากนั้นก็ปั้นเป็นก้อนกลมๆ เอามานึ่ง เวลาจะทานก็ขูดมะพร้าวโรยหน้าแล้วเอาน้ำตาลกับเกลือโรยลงไปเล็กน้อย อร่อยดีเหมือนกัน
แต่ถ้านึ่งไม่สุก ก็เป็นอันตรายเหมือนกันทำให้เวียนศรีษะได้

 
คลิ๊กที่ภาพ

ในหัวกลอยจะมีแป้งมากและมีสารพิษที่ชื่อว่าไดออสคอรีน (Dioscorine) สามารถละลายน้ำได้ดี พิษชนิดนี้จะมีฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลาง อาจทำให้เกิดอัมพาตหรือหยุดหายใจได้
ผู้ที่ได้รับพิษจะมีอาการรุนแรงไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับจำนวนและความ ต้านทานของแต่ละคน
อาการที่ที่พบได้บ่อยได้แก่ คันที่ปาก ลิ้น คอ คลื่นไส้ อาเจียน มึนเมา วิงเวียน ใจสั่น ตาพร่า อึดอัด และเป็นลม ทั้งนี้ปริมาณสารพิษในหัวกลอยแต่ละฤดูกาลจะแตกต่างกัน จากการทดลองเปรียบเทียบพิษของกลอยที่ขุดมาแต่ละฤดูพบว่า ในเดือนสิงหาคมจะมีปริมาณสารพิษสูงที่สุด
ซึ่งภูมิปัญญาชาวบ้านเชื่อกันว่ากลอยจะมีพิษสูงสุดตอนที่มีดอก กลิ่นดอกกลอยจะหอมไปทั้งป่า ส่วนในช่วงฤดูร้อนประมาณเดือนเมษายนกลอยจะพิษน้อยที่สุด อย่างไรก็ตามหากประชาชนนำกลอยมาบริโภคดิบๆ หรือนำมาบริโภคโดยที่ยังเอาสารพิษออกไม่หมดอาจเป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้


"ในการนำกลอยมาประกอบอาหารจะต้องทำอย่างถูกวิธี โดยต้องใช้ผู้
ชำนาญกำจัดสารพิษออกให้หมด
หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าการหักเมา นิยมทำ 2 วิธี คือปอกเปลือกทิ้งแล้ว
หั่นเป็นชิ้นบางๆ ใส่ในภาชนะโปร่ง
เช่น ถุงตาข่ายแล้วนำไปแช่ในน้ำไหลประมาณ 3-7 วัน เพื่อให้พิษละ
ลายออกไปแล้วจึงนำมาประกอบอาหาร
ส่วนวิธีที่ 2 อาจใช้หมักกับน้ำเกลือประมาณ 3 วัน ระหว่างนี้ให้เปลี่ยน
น้ำเกลือหลายๆครั้งจึงจะนำมาบริโภคได้


(ควรแช่ 4วันเปลี่ยนน้ำทุกวัน
ตอนเปลี่ยนน้ำเกลือให้บีบคั้นน้ำขาวๆออกด้วย)

(ขอบคุณข้อมูลจากครูบ้านนอกดอดคอม)