บันทึกนี้มอบความดีให้ไว้กับ "พ่อ" ที่จากไปนานแสนนาน....
ต่อจากบันทึกที 1) และ 2) ค่ะ พี่เม่ยหลงลืมบอกเล่าไปเรื่องนึงค่ะ คือทีมเขียนคู่มือฯของท่านเอื้อทีมนี้มีหลายคนนะคะ นำทีมโดยท่านเอื้อแล้วก็มี อ.ปลื้มจิต คุณสุคนธ์(คุณไมโต) คุณปนัดดา และพี่เม่ย และดูเหมือนว่าท่านจะเรียกมาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆและมอบหมายงานให้ตามความถนัดของแต่ละคนค่ะ
การทำงานเอกสารที่ "ต้องคิดไปเขียนไป" เนี่ย ถ้าใช้วิธี "จิ้มดีด" ก็จะเป็นอุปสรรคสำคัญเชียวค่ะ โดยเฉพาะเอกสารที่ต้องใช้ทั้งภาษาไทย (ที่มีทั้งสระและพยัญชนะมากมายเต็มไปหมด) ปนกับภาษาอังกฤษด้วยแล้ว หลายคนถึงกับออกปากบอกว่างานเดินช้าก็เพราะอุปสรรคเรื่องนี้ค่ะ ถ้าจะให้เขียนลงกระดาษแล้วส่งต่อให้คนอื่นพิมพ์ ก็ไม่ได้ดังใจอีก......
นอกเรื่องนิดนึงค่ะ...สมัยพี่เม่ยเรียนหนังสืออยู่ชั้นประถม พอช่วงปิดเทอมก็ว่างงาน นอนตื่นสาย อ่านแต่หนังสือกำลังภายใน พ่อทนดูอยู่ไม่ได้จึง "บังคับ" ให้ไปหาความรู้ใส่ตัวด้วยการให้ไปเรียนพิมพ์ดีดสัมผัสภาษาไทยวันละ 1 ชั่วโมง ตลอดปิดเทอม (ประมาณสองเดือน)ค่ะ หลังจากนั้นพี่เม่ยก็บังคับตัวเองให้ไปเรียนพิมพ์ดีดภาษาอังกฤษต่ออีกสองเดือนค่ะ ทำให้มีทักษะเรื่องนี้พอเอาตัวรอดได้.......
เป็นมรดกชิ้นโตที่พ่อมอบให้ และมีคุณค่าเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆเมื่อเวลาผ่านมาจนถึงปัจจุบัน
ย้อนกลับมาเรื่องการเขียนเอกสารของระบบคุณภาพต่อดีกว่าค่ะ.......
การใช้พิมพ์ดีดสัมผัสจึงช่วยเติมเต็มการทำงานเขียนเอกสารฯให้พี่เม่ยได้เป็นอย่างดีค่ะ.... คิดไปพิมพ์ไป ทำได้ทันกันก็ทำให้เรารู้สึกสนุกกับงาน ไม่เบื่อไม่เครียด.....
พี่เม่ยนำมรดกที่พ่อให้ไว้....มาใช้ประโยชน์ค่ะ.....
สืบสานต่อให้ คุณลูกๆ พิมพ์หรือยังครับ
สวัสดีวันอาทิตย์ครับ

เห็นด้วยอย่างยิ่งค่ะ
คนที่พิมพ์เร็วกว่า ย่อมได้เปรียบค่ะ
เพราะว่ายุคนี้เป็นยุคแห่งการสื่อสาร
ขอชื่นชม คุณพ่อ ของคุณพี่ค่ะ
ว่ามีวิสัยทัศน์ กว้างไกลมากค่ะ