หลังจากมีการจัดให้ชิม SHA กันตามโรงพยาบาลต่างๆ  หรือไม่ว่าจะเป็นตามภาคต่างๆไปแล้ว  เมื่อจัดเป็น SHA ถ้วยโต  ที่ให้คนทั้งประเทศได้มาร่วมจิบกัน  นับว่างานนี้  SHA  กลมกล่อมและนุ่มละมุนจริงๆ  บางถ้วยกันก็เข้มข้น  บางถ้วยแม้จะสีจางๆบ้างแต่ว่ารสชาดไม่ได้อ่อนไปตามสี  หากแต่กลิ่นของ SHA ยังหอมหวลชวนดื่มมากมาย

                              

         ถ้วยแรกที่ยกมาเสริฟให้พวกเราได้จิบกันแต่เช้าตรู่เห็นจะเป็น SHA ของแม่ต้อยที่มีแขกรับเชิญมาร่วมจิบและร่วมวงเสวนาได้แก่ นพ.มงคล ณ สงขลา  และ ศ.พญ.ชนิกา  ตู้จินดา (กรรมการกำกับทิศในโครงการ SHA) ในหัวข้อเรือ่ง "คุณค่าและความหมาย...นิยามใหม่ในงานคุณภาพ"  ได้พูดถึงสำนึกใหม่  มิติใหม่ในงานคุณภาพ
        ศ.พญ.ชนิกา  ตู้จินดา  กล่าวว่า  "ไม่ต้องคิดอะไรมากในการให้บริการ  แค่พูดจาดี  ยิ้มแย้มแจ่มใส  ก็คลายทุกข็ได้แล้ว  ขอแค่ให้มีสมาธิ  ตั้งจิตให้มั่น  คิดในสิ่งที่ดี  แล้วลงมือทำดี  พูดดี  ที่สำคัญต้องสร้างทีม  เพราะเราทำคนเดียวไม่ได้  ทำร่วมกับผู้ป่วยและญาติ  ผู้ให้บริการและผู้รับบริการต่างก็เป็น Partner ซึ่งกันและกัน...มิติจิตวิญญาณถือเเป็นความละเอียดอ่อนของระบบคุณภาพ  ขอแค่เริ่มง่ายๆ  อย่างเช่น  การวัดความดันโลหิตหากเราทำเพียงเพราะเป็นหน้าที่  กับการทำที่ตั้งใจทำเหมือนกับเขาเป็นญาติของเรามันจะต่างกัน  มองเห็นจิตวิญญาณของผู้ให้บริการเกิดขึ้นทันที"
       นพ.มงคล  ณ สงขลา  ยังกล่าวอีกว่า  "การขับเคลื่อนโรงพยาบาลไปข้างหน้า  การสร้างจิตสำนึกที่ดี  จำเป็นต้องมีนโยบาย  สำหรับองค์กรหรือผู้บริหาร  หากแต่จะใช้อำนาจอย่างเดียวคงไม่ประสบผลสำเร็จ  หรือสำเร็จได้อาจไม่ยั้งยืน  เพราะ อำนาจไม่เคยสร้างสิ่งที่ดีงาม  จึงอยากจะชักชวนให้ทุกคนคิดดี ทำดีและทำต่อๆไป  และชักชวนคนอื่นๆมาทำดีด้วยกัน  การกระทำหล่านี้  จะดีกว่าเป็นนโยบายสาธารณะ...คนแต่ละคนมีความแตกต่างกันมากมาย  ความเจ็บป่วยแต่ละโรคนั้นก็มีความซับซ้อนมากพอ  กระบวนการให้บริการที่มีความหลากหลาย หากทำด้วยจิตที่มุ่งมั่น  ทำให้เขาอย่างดีที่สุด  ทำให้เกิดการพิจารณาและเตรียมการออกมาทั้งหมด  เหล่านี้แหละที่เราไม่ได้ให้บริการเพียงเพราะเป็นหน้าที่  หากเป็นจิตสำนึกใหม่ในกระบวนการคุณภาพ  เราไม่ได้รักษาเฉพาะเพียงโรคที่เขาเป็นอยู่เท่านั้น  เราจะต้องรักษาโรคทางกาย  และโรคทางใจของเขาด้วย  การให้บริการด้วยใจที่ตื่นและเบิกบาน  เราจะเป็นพระโพธิสัตว์ในการให้บริการด้วยใจที่สูงส่ง  แม้งานจะมาก  แม้งานจะหนัก  เราจะไม่เหนื่อย  เพราะใจเรามันปิติ...บางครั้งเราลืมดูแลใจ  ตัวเราเอง  ใจเราเอง  เราต้องการการเยียวยา  ขอให้นั้งสมาธิสัก ๕-๑๐ นาที  จิตเราจะได้พักและปิติ  จะนับถือศาสนาอะไรก็ตาม  อยากจะให้ทุกคนได้พักจิตบ้าง"
         "การให้การรักษาผู้ป่วยนอกจากเยียวยาผู้ป่วยแล้ว  สิ่งเหล่านั้นก็จะกลับมาเยียวยาตัวเราเอง  หล่อเลี้ยงเราเองให้เกิดปิติ"

                           

         แม่ต้อย  จึงรุกถามว่า  "บางครั้งเรามองเฉพาะโรค  ดังนั้นต้องมองทั้งหมด  มองถึงครอบครัว  แล้วเราจะบ้ามั้ย ?  ทำอะไรอยู่ได้ก็ไม่รู้  อะไรๆก็ Spiritual
          คำตอบที่ชวนคิดจาก  นพ.มงคล  ณ สงขลา  ตอบว่า  "สิ่งที่เราทำเป็นสิ่งดี  ขอให้เราทำดีต่อไป  อาสาสมัครของ ฉือจี้  จะได้ทำงานเป็นจิตอาสา  ยังต้องรอคิวที่ยาวนานถึง ๓ เดือน  จะได้เป็นพระโพธิสัตว์กัน  อย่าคิดว่าแต่ละคน  อายุมากน้อยต่างกัน  เด็กๆก็มีแรงทำได้ทำไป  หรือเรื่องเข้าวัดเป็นเรื่องของคนสูงอายุ...ชิล ชิล (เด็ก เด็ก) ไม่รู้คิวเลย...ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้ตื่นมาเราจะยังมีลมหายใจได้ทำดีอยู่หรือไม่  ทำดีจึงไม่ใช่แค่ชิล ชิล  ไม่มีอาวุโส  อย่ากังวล  อย่าวิตก
        แม่ต้อยจึงเสริมว่า  "เราไม่ต้องรอคิวเหมือน  ฉือจี้ของใต้หวัน  เรามีโอกาสได้ทำดี  ได้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์  มีโอกาสได้เป็นพระโพธิสัตว์  อยากให้เราทำเลย...หากเราไม่ยึดมั่น  ถือมั่น  ใครจะว่า  เราไม่มีตัวตนอยู่แล้ว  หากคิดได้ทำได้อย่างนี้จะเป็นภูมิคุ้มกัน  ให้เราทำดีได้โดยสะดวกใจ
         กลับมาคราวนี้  ฉันได้คำสอนและข้อคิดของ นพ.มงคล  ณ สงขลา  ที่ว่า  เวลานอน  ก่อนหลับ  ให้ยิ้มไว้  การยิ้ม  เป็นการชำระสิ่งต่างๆที่คาราคาซังในใจเรา  ให้หมดสิ้นไป  ยิ้มไว้จนกว่าจะหลับ...ถึงจะตายก็ตายด้วยการยิ้ม
        ลองปฏิบัติดูนะคะ  เผื่อสิ่งที่คาใจ  หนักใจ  เราอยู่จะผ่อนคลายหรือหมดไปอย่างอาจารย์ว่า
        พาจิบ SHA เท่านี้ก่อนนะคะ...ราตรีสวัสด้วยรอยยิ้มค่ะ