สมาชิกหลายท่านได้เขียนถึง "ความดี" ของ GotoKnow อ่านแล้วประทับใจ  และเห็นด้วยทุกความคิดเห็น  เพราะอย่างนี้ทำให้ฉันจึงต้องเป็นนัก(อยาก)เขียน นักเล่า วันนี้คิดว่าไม่มีเรื่องเขียนเล่า  ฉันชอบเล่าเรื่องจริงและประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเองโดยเฉพาะเรื่องของตัวเองเพราะมันเป็นข้อเท็จจริง

          ตอนบ่ายวันนี้ได้นำรถไปเข้าศูนย์ตรวจซ่อมระยะหนึ่งหมื่นกิโลเมตรแรก  ความจริงการใช้รถยังไม่ถึงกำหนด  แต่เพื่อไม่ให้ฉุกละหุกตอนสิ้นปีหรือตอนเทศกาลปีใหม่  กลัวจะเป็นภาระหนักแก่พนักงาน

         พนักงานรับรถบอกว่า "หากรอก็ต้อง ๓ ชั่วโมง" ก็ดีเหมือนกัน  เพราะฉันเตรียมหนังสือไป ๒ เล่มคือ "บ้านเกิด" เขียนโดยผกามาศ ปรีชา นำวัตถุดิบจากคนที่อยู่ในคุก  และเขียนต้นฉบับสำเร็จที่ในคุกด้วย  มาเขียนและอีกเล่มหนึ่งคือ "เราจะเดินไปไหนกัน" เขียนโดยอาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์

         ห้องพักรับรองเย็นสบาย มีน้ำดื่ม กาแฟรอต้อนรับ มุมหนังสือ Internet โทรทัศน์ และห้องสำหรับเด็กเล่นไว้บริการลูกค้า  "๓ ชั่วโมงคงเป็นโอกาสดีที่จะได้นั่งอ่านหนังสือรอ" จนกว่ารถจะเสร็จ

          ฉันเข้าไปนั่งและหยิบเล่มแรกมาอ่านต่อจากที่ค้าง  ประมาณ ๓๐ นาที และจบลงด้วยบทบาทชีวิตที่ผกผันตามความเปลี่ยนแปลงของสังคม บ้านเมือง ที่ถูกคุกคามด้วยความเจริญที่หลั่งไหลเข้ามา

          ต่อจากนั้นจึงนำเล่มที่สองขึ้นมาอ่าน "เราจะเดินไปไหนกัน" อ่านไปและคิดตามไปคิดว่า "ตัวฉันเป็นบัวประเภทไหนเสมอ" เมื่ออ่านข้อคิด สอนใจ หรือธรรมะ อ่านถึงตอน "ทางยาก ทางง่าย ทางลัด หรือเพียงแค่ในทางกลับกันของความคิด" ฉันต้องหยุดคิดนานมาก "พลังของการกำหนดความคิดให้เป็นไปในแง่บวก มันยังอ่อนเกินไป  ต้องมีกระบวนการใช้ การฝึกฝน   ฝึกจนกระทั่งเกิดภาวะที่ว่า ทุกชั่วขณะที่มีความรู้สึกเป็นปัจจุบันที่เมื่อได้พบเจอเข้ากับเหตุการณ์ที่เป็นจริงต่าง ๆ จิตยังสามารถเบิกบานอยู่ได้  และสิ่งที่เราเรียกว่าความคิดนี้  ยังเป็นกลไกทางความคิดที่มีต่อสถานการณ์ในอนาคต  ในขณะที่ตัวความรู้สึกนั้นมันเป็นปัจจุบันขณะ"

           บทเรียนได้เกิดขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว  "ผู้ชายคนหนึ่งอายุประมาณ ๓๕ - ๔๐ ปี  เดินเข้ามาเลือกนั่งหน้าโทรทัศน์  และนั่งบังคนที่นั่งอยู่ด้านหลังซึ่งนั่งอยู่ก่อนแล้ว  หลาย ๆ คนมองเริ่มหน้ากัน  บางคนก็ขยับหลีกไปนั่งที่ใหม่  เพราะกำลังชมข่าวพอดี  ไม่เท่านั้นเขาได้หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาพูด เสียงดังลั่นไปหมดทั้งห้อง  บางคนก็อมยิ้ม บางคนก็ส่ายหน้า"

           ส่วนฉันนั่งมุมด้านหลังสุดจึงได้รู้เห็นเรื่องของชาวบ้านถนัดนัก สำคัญที่ฉันจะ "คิดบวก" ได้อย่างไร  เมื่อมีแบบฝึกมาทดสอบจริง ๆ เช่นนี้ ฉันจึงไม่มองคนอื่น ๆ เพราะกลัวเป็นการแบ่งรับความไม่พอใจ  พยายามก้มหน้าอ่านหนังสืออยู่หน้าเดิมและฟังเขาเล่าเรื่องทางโทรศัพท์ได้ความรู้ว่า "การเดินทางเข้าออกชายแดนอรัญประเทศนั้นต้องทำอย่างไรบ้าง  มีปัญหาอุปสรรคจะแก้อย่างไร  เป็นการดีที่เขาเอื้อเฟื้อในเรื่องที่เรายังไม่รู้" ส่วนมารยาทไม่ต้องพูดถึงเพราะเป็นสมบัติของแต่ละบุคคล และฉันก็อ่านหนังสือต่อได้ในไม่นานนัก โดยไม่ได้ยินเสียงนั้นอีกต่อไป  แม้ว่าเขาจะยังคุยต่อก็ตาม

           ฉันพยายามถามตัวเองว่า "เราเป็นบัวประเภทไหนกับข้อคิดคำสอนข้างต้น เมื่อไรจิตจะเบิกบาน

          คำตอบที่ได้ก็คือ "อ่านหนังสือแต่ละครั้ง  ไม่ว่าจะอ่านเรื่องใด ก็ได้รู้คำตอบสำหรับตัวเองว่าฉันยังโง่อีกมากมาย"  เพราะในหนังสือแต่ละเล่มมีเรื่องที่ฉันไม่เคยรู้มาก่อนทั้งนั้น  บางเล่มอ่านไม่เข้าใจต้องอ่านหลายรอบก็มี

          ขอขอบคุณ GotoKnow ที่เป็นแรงบันดาลใจให้ฉันเป็นนัก(อยาก)เขียน นักเล่า และขอขอบคุณกัลยาณมิตรทุกท่านที่แวะเวียนมาให้กำลังใจค่ะ