บรรยายโครงการนอกหลักสูตรเรื่อง "จริยธรรมผู้นำ"

ฝึกจริยธรรม กระตุ้นให้นิสิตเรียนรู้การเปลี่ยนแปลงตนเองจากภายในด้วยจิตสำนึกของคนดี

ได้รับเกียรติจากคณบดีคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา  อาจารย์เติมศักดิ์ สุขวิบูลย์ เชิญเป็นวิทยากรในหัวข้อ "จริยธรรมผู้นำ" ให้นิสิตนักศึกษา ฟังในวันพฤหัสบดี ที่ 16 ธันวาคม 2553

เนื่องจากผมยังไม่รู้จักและคุ้นเคยกับนิสิตที่จะเข้าร่วมฟัง แถมมีเวลาแค่ 3 ชั่วโมง อย่างไรก็ตามผมจะใช้เวลา 3 ชั่วโมงให้มีค่าที่สุด เพื่อทำให้นิสิตที่เข้าฟังได้รับประโยชน์ที่สุด และเป็นการเริ่มต้นในการจุดประกายให้นิสิตเหล่านี้เริ่มต้นเป็นผู้นำที่ดีของเพื่อนฝูงเพื่อเตรียมความพร้อมที่จะเป็นผู้นำและกำลังที่เข้มแข็งของประเทศชาติในอนาคต

ผมเตรียมเปิด blog นี้ไว้เพื่อให้นักศึกษาได้ทำการบ้านที่ผมมอบหมายให้ และให้ใช้ blog นี้เป็นเวทีในการสร้างผู้นำที่มีจริยธรรม ของประเทศชาติในอนาคต

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน จริยธรรมผู้นำ

คำสำคัญ (Tags)#สังคมแห่งการเรียนรู้#ช่วยกันพัฒนามนุษย์#เวทีการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง#แลกเปลี่ยนความคิดในเรื่องคุณธรรมของผู้นำ

หมายเลขบันทึก: 413814, เขียน: 15 Dec 2010 @ 02:11 (), แก้ไข: 11 Dec 2012 @ 13:37 (), สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ดอกไม้: 3, ความเห็น: 84, อ่าน: คลิก


ความเห็น (84)

เป็นเรื่องสำคัญมาก สังคมเราผู้นำขาดจริยธรรมกันมาก จึงต่ำทรุดลงเรื่อยๆ

สวัสดีครับ ท่านอาจารย์ ม.ล.ชาญโชติ

อาจารย์สบายดีนะครับ ผมแวะเข้ามาแสดงความชื่นชม เห็นหัวข้อที่อาจารย์บรรยายแล้ว รู้สึกตื้นตันใจครับที่สังคมไทยบ้านเรายังคงมีผู้ใหญ่ที่ดี ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้ และผมก็เชื่อว่ายังมีอีกมากแต่ส่วนใหญ่เป็นพลังเงียบที่ไม่ค่อยได้รับโอกาสเปิดสู่สังคมภายนอก

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมมีโอกาสได้ไปสนทนาธรรมกับหลวงตา ที่วัดบ้านอ้อ จ.อยุธยา หลวงตาเล่าให้ผมฟังว่า ท่านอุปการะเลี้ยงดูเด็กๆที่ขาดพ่อ-แม่ มาเป็นเวลานานแล้วจนถึงปัจจุบันท่านก็ยังรับอุปการะเด็กๆเหล่านี้อยู่ ท่านบอกว่าเด็กหลายคนเติบโตมีชีวิตจากข้าวก้นบาตรของหลวงตา แล้วไปได้ดิบได้ดี เป็นใหญ่เป็นโต มีตำแหน่งหน้าที่การงานที่ดี เด็กพวกนี้ส่วนใหญ่ไม่เคยลืมอดีตของตนเอง ไม่เคยลืมคำสอนของหลวงตา ทำงานอย่างมีจรรยาที่ดี มีศีลธรรมในการใช้ชีวิต อาจมีบ้างที่ลืมตัวนอกลู่นอกทางแต่หลวงตาก็บอกว่ามีส่วนน้อย "เราคงไม่สามารถทำให้ใครเป็นคนดีได้ทั้งหมด" ผมฟังหลวงตาเล่าก็รู้สึกปลาบปลื้ม ปีติ ครับและคิดว่าหากเราในฐานะเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา หากเรามีโอกาสครั้งหนึ่งในชีวิต ได้พบเจอผู้บังคับบัญชา ผู้หลักผู้ใหญ่ที่มีจิตใจเต็มไปด้วยคุณธรรม ก็ถือได้ว่าไม่เสียโอกาสในการได้เกิด และถือว่าเป็นมงคลอย่างหนึ่งในชีวิตนี้เลยก็ว่าได้

ขอชื่นชมท่านอาจารย์ในการทำหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ คนทั่วไปมีความเห็นอย่างไรผมไม่ทราบ บางคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องที่ไม่สำคัญ ใครๆก็รู้กันอยู่แล้ว ความจริงแล้วก็คือแค่รู้จักเท่านั้นครับ แต่น้อยคนนักที่จะรู้จริง รู้แจ้ง และรู้จบ ด้วยการลงมือปฏิบัติ ฝึกฝนด้วยตนเอง เท่านั้น

มีโอกาสผมจะแวะมาเยี่ยมชมแลกเปลี่ยนเรียนรู้อีกนะครับอาจารย์

chanchot
IP: xxx.121.179.228
เขียนเมื่อ 

ขอบคุณ คุณครูหยุย และคุณธนากรครับ ที่ให้ความสนใจ และแสดงความคิดเห็น โดยเฉพาะคุณธนกรณ์ ขอขอบคุณมากๆครับ ที่แสดงความชื่นชมผม ถือว่าเป็นน้ำทิพย์สำหรับผมครับ ความจริงเรื่องนี้ต้องยกให้เป็นความดีของ อาจารย์ มุขสุดา พูลสวัสดิ์ จากคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยเกษตร วิทยาเขตศรีราชา เจ้าของโครงการ ครับ ท่านเป็นผู้กำหนดหัวข้อ และติดต่อเชิญผมเป็นวิทยากร ใช้เวลาติดต่อกันหลายวันก่อนจะลงตัวครับ พรุ่งนี้ผมจะออกเดินทางจากกรุงเทพ ช่วงสายๆเพื่อไปบรรยาย ในตอนบ่าย ค่อนข้างหนักใจเพราะไม่ทราบ จำนวนและข้อมูลของผู้ที่จะเข้าฟังการบรรยาย อย่างไรก็ตามจะพยายอย่างเต็มที่เพื่อใช้เวลา 3 ชั่วโมงจุดประกายผู้เข้ารับฟังให้เกิดการตื่นตัวและเห็นความสำคัญ ตามที่ท่านเจ้าของโครงการ อาจารย์มุขสุดา คุณครูหยุย คุณธนกรณ์ ท่านคณบดี อาจารย์เติมศักดิ์ สุขวิบูลย์ และผม รวมถึงอีกหลายๆท่าน ได้ผลอย่างไรจะเรียนให้ทราบครับ

ม.ล.ชาญโชติ ชมพูนุท
IP: xxx.121.179.228
เขียนเมื่อ 

พบข้อความของคุณธนินท์ ในเวปไซด์ เลยนำมาให้อ่านครับ

ชาญโชติ

"ธนินท์"แนะจริยธรรมผู้นำ

เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ แนะผู้นำประเทศต้องมีคุณธรรม ควบคู่กับจริยธรรม

นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้กล่าวถึงจริยธรรมของผู้นำประเทศในสถานการณ์ปัจจุบัน ว่าต้องมีจริยธรรมควบคุมกับคุณธรรม และถ้าอยากให้บ้านเมืองสงบสุข ต้องมีความยุติธรรม พร้อมย้ำว่าสังคมจะต้องรู้จักการให้อภัยกัน เพื่ออยู่รวมกันอย่างสงบและสันติ นอกจากนี้จะต้องรู้จักตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน ที่สำคัญพ่อแม่ผู้ปกครองต้องสอนลูกหลานให้รู้จักกตัญญู ปลูกฝังการทดแทนบุญคุณตั้งแต่ยังเด็ก และควนสอนให้รู้จักเสียเปรียบ อย่าเอาเปรียบผู้อื่น เพราะจะเป็นการสร้างศัตรู ที่สำคัญต้องรู้จักมองความดีของผู้อื่น อย่าดูถูกคนที่ด้อยกว่า และควรจะยกย่องเค้าด้วย เพราะจะทำให้คนรักและเคารพด้วยใจ อยู่ที่ไหนก็จะปลอดภัยซึ่งทั้งหมดจะนำมาสู่โอกาสในการเป็นผู้นำ

ส่วนการแก้ปัญหาภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันของรัฐบาล ยังมองว่ารัฐบาลมาผิดทางไม่เข้าใจปัญหาเพราะหากต้องการให้เศรษฐกิจและประเทศเดินหน้าจะต้องยึดหลัก 2 สูง คือให้ขึ้นเงินเดือนข้าราชการ และการเพิ่มราคาสินค้าเกษตร อย่าไปกดราคา ซึ่งเศรษฐกิจไทยในภาวะที่ผ่านความวุ่นวายมาแล้ว เชื่อว่าจะสามารถขยายตัวได้ดีกว่าที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้ เพราะมีปัจจัยบวกหลายเรื่อง ทั้งเรื่องของการส่งออก และการได้เปรียบดุลการค้า

Content by Voice TV

27 พฤษภาคม 2553 เวลา 19:03 น.

View 2199 : comment 0

ชาญโชติ
IP: xxx.121.179.106
เขียนเมื่อ 

ได้บรรยายให้นักศึกษาปี 4 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยเกษตร วิทยาเขตศรีราชา จำนวนประมาณ 40-50 คนส่วนมากเป็นนักศึกษาหญิง ในวันที่ 16 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา กำหนดการเริ่มเวลา 14.00-17.00 น ฝนตกหนักในเวลา 13.30 น จึงทำให้มีนักศึกษาจำนวน 8-10 คนสามารถมาเข้าห้องบรรยายได้ทันเวลา ส่วนที่เหลือทยอยกันมา นักศึกษาส่วนมากเรียนเรื่องจริยธรรมจาก อาจารย์มุขสุดา มาก่อนแล้ว มีเพียงไม่กี่คนที่ไม่ได้เรียนเรื่องจริยธรรมจากอาจารย์มุขสุดา

ผมแบ่งการบรรยายออกเป็น 3 ส่วนใหญ่ๆ

1.ให้ทำความเข้าใจว่า คน คือทรัพยากรมนุษย์ที่มีค่าที่สุดขององค์กร แต่ประเทศไทยไม่ได้ให้ความสำคัญกับคน ไม่เหมือนกับประเทศสิงคโปร์ หรือ อิสราเอล การพัฒนาคนต้องพัฒนาทั้งชีวิต โลกกับการเปลี่ยนแปลงในยุคต่างๆจนถึงยุคปัจจุบัน แนวคิดเรื่องทุนมนุษย์ และแนวคิดและทฤษฏีเพื่อการเรียนรู้ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้และประสบความสำเร็จ ของ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ กล่าวถึงความหมาย รู้-รัก-สามัคคี แนวคิด ก่อนเริ่มทำงานใดๆ และหลักการทำงาน ของพระเจ้าอยู่หัว หัวข้อนี้ได้มอบหมายให้นักศึกษาทำการบ้าน โดยให้แต่ละคน กำหนดงานที่จะทำให้เสร็จภายใน 7 วัน โดยยึดแนวคิด 4 ข้อของพระเจ้าอยู่หัว ได้แก่ ทำอะไร ทำอย่างไร ทำเพื่อใคร ทำแล้วได้อะไร ส่งการบ้านใน blog นี้

2.กล่าวถึง อุปนิสัย 7 ประการของผู้มีประสิทธิภาพสูง นักศึกษาแจ้งว่าเคยเรียนมาแล้ว จึงได้ให้ตัวแทนของแต่ละกลุ่มอธิบายกลุ่มละหนึ่งอุปนิสัย ปรากฎว่า เข้าใจแบบท่องจำแต่ยังไม่สามารถทำความเข้าใจแบบลึกซึ้ง จึงได้อธิบายและยกตัวอย่างเพิ่มเติมเพื่อให้เข้าใจอย่างลึกซึ้ง และให้ซึมซับเป็นนิสัยประจำตัวของแต่ละคน หัวข้อนี้ให้แต่ละคนค้นหา ความเป็นตัวตนของแต่ละคน(ค้นหาอุปนิสัยที่หนึ่งของแต่ละคน) ให้ส่งการบ้านใน blog นี้เช่นกัน

3.ยกตัวอย่างคุณสมบัติของผู้นำที่มีชื่อเสียง สำหรับหัวข้อนี้ได้ให้การบ้านสองข้อ ได้แก่ เลือกผู้นำคนไทย 3 คน อธิบายลักษณะของผู้นำเหล่านั้น 3 เรื่องที่มีผลกระทบต่อประเทศไทย ให้กำหนดว่าตัวเองจะเป็นผู้นำแบบไหน

การบ้านทุกข้อให้ตอบทาง blog นี้

ผมปล่อยเวลาให้ล่วงมา 2 วันเพื่อดูว่าจะมีใครส่งการบ้าน หรือเข้ามาอ่าน blog นี้บ้าง แต่ผลที่ออกมาติดลบ จึงต้องหาสาเหตุว่าเป็นเพราะอะไร โดยผมยังไม่ด่วนสรุป เพราะเป็นไปได้ว่า เด็กจะมีการสอบในวันที่ 18-26 จึงต้องรอให้สอบเสร็จก่อนจึงจะหันมาทำการบ้าน

ชาญโชติ
IP: xxx.121.179.106
เขียนเมื่อ 

ขอโทษครับ ก่อนหน้านี้ลงเดือนผิด จริงๆต้องเป็นเดือน ธันวาคม ไม่ใช่เดือน พฤศจิกายนครับ

มุขสุดา พูลสวัสดิ์
IP: xxx.108.99.197
เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ ม.ล.ชาญโชติ

ดิฉันต้องขอขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่งที่กรุณาจัดทำพื้นที่เพื่อเสนอข้อมูลข่าวสารดีถึงกัน พื้นที่ตรงนี้ที่ท่านกรุณาสร้าขึ้นดิฉันจะใช้ให้เป็นประโยนช์ต่อไปค่ะ จะเอาไปเผยแพร่ และให้มีกิจกรรมต่อเนื่องร่วมกับรายวิชาที่สอนค่ะ

ขอขอบพระคุณครูหยุย และคุณธนากรณ์ ใจสมานมิตร ที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นและให้กำลังใจค่ะ

ก่อนหน้าที่ท่านม.ล.ชาญโชติ จะมาบรรยายในหัวข้อดังกล่าว ก็ให้งานนิสิตไปลงพื้นที่เพื่อสืบหาวัฒนธรรมไทยที่แทรกตัวอยู่ในเมืองใหญ่ที่ศิวิลัย เพื่อให้เขาได้สัมผัสกับวิถีชีวิตและเก็บเกี่ยวภูมิปัญญาของบรรพบุรุษเป็นทุนทางวัฒนธรรมของพวกเขาเยาวชนรุ่นใหม่ อนาคตและกำลังของชาติ พวกเขาจะเข้มแข็งและพัฒนาประเทศชาติไปในทางที่ถูกต้องและยั่งยืน เขาต้องรู้ภูมิหลังของประเทศตนเองให้ดีเสียก่อน จึงให้งานไปและจะนำเสนอในห้องเรียนหลังปีใหม่ นับว่าเป็นโอกาสที่ดีที่ท่าน ม.ล.ชาญโชติ เปิดพื้นที่ตรงนี้ขึ้น จึงขอถือโอกาสเป็นเวทีหนึ่งที่จะให้นิสิตได้เอาผลงานของเขามาเผยแพร่ต่อไป

อย่างไร ก็ขอความกรุณาเข้ามาติชม และให้กำลังใจกันด้วยนะคะ เพื่อเสริมสร้างเยาวชนของประเทศ ให้มีคุณธรรม จริยธรรม พร้อมด้วยความเก่งค่ะ เพราะกิจกรรมยังมีอีก 2 กิจกรรมที่กำลังดำเนินอยู่ค่ะ

ขอบพระคุณทุกท่านค่ะ ที่เมตตา กรุณา

มุขสุดา พูลสวัสดิ์

ชาญโชติ
IP: xxx.121.172.93
เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ อาจารย์มุขสุดา

วันที่ 18 และ วันที่ 19 ธันวาคม ผมได้ไปสังเกตการณ์ โครงการอบรม เส้นทางสู่ฝัน หรือ Recipe to Dream "What Ingredlients are needed to cook your dream" ของ ดร.เอกฤทธิ์ เลี้ยงพาณิชย์ ตลอดเวลาสองวันเต็ม ดร.เอกฤทธิ์ ได้ทุ่มเทความรู้ความสามารถอย่างเต็มที่เพื่อเป็นโค้ชให้กับผู้เข้าอบรมในการสร้างแผนที่ชีวิตเพื่อประสบความสำเร็จ เป็นโครงการณ์ที่ดีมากครับ ผู้เข้าอบรมได้เรียนรู้ความต้องการที่แท้จริงของแต่ละคนและวิธีการที่จะทำให้เข้าถึงความต้องการนั้นได้

ดร.เอกฤทธิ์ มีแผนชีวิตที่ประทับใจผมมาก ต้องการเป็นโค้ชให้กับเด็กในการสร้างแผนที่ชีวิตเพื่อประสบความสำเร็จ ดร.เอกฤทธิ์จัดโครงการที่กล่าวถึงมาถึงสองรุ่นแล้ว และมีโครงการที่จะจัดรุ่นที่สามในเดือน พฤษภาคม 2554 โครงการนี้เป็นโครงการฟรี เพราะต้องการให้เด็กทุกคนมีโอกาสได้เรียนรู้ ถือว่าเป็นงบสร้างกุศลของ ดร.เอกฤทธิ์ (5% ของรายจ่ายรวมของ ดร.เอกฤทธิ์ )

ผมอยากให้อาจารย์มุขสุดา พิจารณานำโครงการของ ดร.เอกฤทธิ์ ไปจัดให้กับลูกศิษย์ของอาจารย์ ติดต่อ ดร.เอกฤทธิ์ ได้ที่ e-mail address; [email protected] โทร 081-4324994 อย่างไรก็ตาม ผมจะติดต่อ ดร.เอกฤทธิ์ ให้เข้ามาแสดงความคิดเห็นและนำเสนอรายละเอียดโครงการของ ดร.เอกฤทธิ์ใน blog นี้ด้วยครับ

นับถือ

ม.ล.ชาญโชติ ชมพูนุท

ดร.เอกฤทธิ์ เลี้ยงพาณิชย์
IP: xxx.11.71.13
เขียนเมื่อ 

ขอบคุณครับหม่อมชาญโชติที่มาเป็นเกียตในการสัมมนาของผม และขอขอบพระคุณที่เป็นกระบอกเสียงเพื่อเผยแพร่สิ่งที่เป็นประโยชน์กับสาธารณชนครับ

เมื่อวานตอนจบ ผมเพิ่งเข้าใจจากสิ่งที่ผู้เข้าสัมมนากล่าวไว้ว่า ก่อนมาเข้าก็คิดว่าจะไม่มาเพราะคิดว่ามีธุรกิจแอบแฝง

ทำให้ผมเข้าใจเลยว่าทำใมประชาสัมพันธ์ตามมหาวิทยาลัยถึงได้ยากนัก ทั้งๆที่ไปให้ทำฟรีแท้ๆ

แต่ก็ดีใจครับที่ทุกคนเข้าใจและประทับเลยว่า สัมมนาคล้ายๆกันที่เก็บเงินเป็นหมื่นๆแต่มาที่นี่ฟรีจริงๆ

หากอาจารย์มุขสุดา เห็นว่าการที่ผมจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการปรับทัศนคติและแนะนำวิธีการวางแผนชีวิตอย่างมีแบบแผน สามารถสร้างประโยชน์ให้กับนศ.ได้ ผมยินดีเข้าไปจัดสัมมนาให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆในการจัดครับ และยินดีที่จะได้ให้ข้อมูลในรายละเอียดหากมีความประสงค์ครับ

นับถือ

ดร.เอกฤทธิ์ เลี้ยงพาณิชย์

ชาญโชติ
IP: xxx.121.179.153
เขียนเมื่อ 

สังคมปัจจุบันนี้ น่าเป็นห่วง ขาดจริยธรรม หลอกลวงกันโดยไม่เลือกเวลา เลยทำให้คนดี ที่หวังทำประโยชน์ให้กับสังคมจริงๆทำงานยากขึ้น หลายๆคนถูกหลอกลวง และบอกต่อๆกันไป จนทำให้ไม่มีใครเชื่อใคร กลายเป็นของดีไม่มีฟรี ทำให้ผู้จัดเสียกำลังใจ และทำให้เด็กไทยขาดโอกาส

เวทีเป็นเรื่องสำคัญครับ คนดีๆที่มีความสามารถต้องการทำประโยชน์ให้กับสังคมด้วยความบริสุทธิใจมีเป็นจำนวนมากที่ไม่มีเวที ทำให้ขาดคนไทยขาดโอกาสทั้งผู้แสดงและผู้เข้าชม

ผมยินดีเป็นผู้ประสานงานเพื่อหาเวทีให้ ดร.เอกฤทธิ์ และขอฝากข่าวไปถึงสถาบันการศึกษาทุกแห่งโปรดพิจารณาด้วยครับ

IP: xxx.108.99.162
เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ ม.ล.ชาญโชติ

ขอขอบพระคุณค่ะ ที่ยังเป็นห่วงและดูแลโครงการจริยธรรม ได้เข้าไปดูรายะเอียดของโครงการแล้วค่ะ

โครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ กำหนดเส้นทางสู่ความฝัน Recipe To Dream “What ingredients are needed to cook your dream” วันที่ 18-19 ธันวคม 2553

วันที่ 18-26 เป็นสัปดาห์สอบมิดเทอมค่ะ นิสิตจึงไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ค่ะ โอกาสหน้า หรือมีโครงการดีดีเช่นนี้ และตรงกับวัน เวลว่างของนิสิต ดิฉันยินดีสนับสนุนโครงการค่ะ

สำหรับเรื่องที่ท่านฝากพิจารณานำโครงการของ ดร.เอกฤทธิ์ ไปจัดให้กับลูกศิษย์ นั้น ด้วยความยินดีและเป็นพระคุณอย่างยิ่งเลยค่ะ แล้วดิฉันจะหาวันเวลา และห้องอบรมที่เหมาะสม ทั้งดร.เอกฤทธิ์ และนิสิต ให้ตรงกัน แล้วจะติดต่อดร.เอกฤทธิ์ ภายหลังค่ะ

ด้วยความนับถือ

มุขสุดา พูลสวัสดิ์

ชาญโชติ
IP: xxx.121.171.100
เขียนเมื่อ 

สวัสดีปีใหม่ครับ

ผมพบหนังสือที่น่าสนใจและอยากแนะนำให้ทุกๆท่านหาซื้อและเก็บไว้อ่านในครอบครัวครับ หนังสือเล่มนี้ชื่อ "ฉลาด ......ได้อีก

เขียนโดย ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ "วิศวกรนาซ่า" ผู้เข้าถึงความรู้ใหม่ จะเปิดมุมมองชีวิตให้คุณรู้ว่า การใช้ชีวิตที่ "ชาญฉลาด" เขาทำอย่างไร ขอยกบางประโยคจากหนังสือมาให้อ่านเป็นตัวอย่างครับ

องค์กรแห่งการเรียน "รู้" คือ เรียนให้มีสติ ให้เจอผู้รู้ ให้ค้นหาความรู้ของตนเองให้เจอ

คนไทยเข้าใจผิด ไปตีความว่า "เรียนรู้" คือ ท่องจำ คิดให้เหมือนครู แต่จริงๆแล้วคือ เรียนเพื่อให้มีความรู้ ตัวรู้ที่ปรากฎเพื่อจะให้เราแฮ็กระบบตัวเอง

เมื่อผู้บริหารทั้งหลาย ห่างไกลพระธรรม ห่างบัณฑิต ทำให้พวกเขาใช้ชีวิตไหลไปกับกระแสกิเลส ขาดการสังเกต ขาดการยับยั้งชั่งใจ ฯลฯ

เป็นหนังสือของสำนักพิมพ์ DMG ราคาเล่มละ 195 บาท

เขียนเมื่อ 

สวัสดีปีใหม่ แด่ท่านอาจารย์มุขสุดา และนักศึกษา ทุกท่านครับ ขอให้ทุกๆท่านมีความสุขมากๆครับ ไม่ทราบว่าจะมีโอกาสได้อ่านการบ้านที่ให้ไว้หรือไม่ครับ ขอฝากข้อความที่ได้จากหนังสือ ของ ดร.วรภัทร์ เป็นของขวัญปีใหม่ แด่อาจารย์มุขสุดา และนักศึกษาทุกท่าน

“จริงๆแล้วความฉลาดมีสองแบบ คือ

1.ความฉลาดทางโลก

2.ความฉลาดทางธรรม

ความฉลาดทั้งสองด้านนี้จะเกื้อกูลกัน พูดถึงความฉลาดทางโลกเรียนให้ตาย เรียนอีกร้อยปีพันปี มันก็ไม่มีวันจบสิ้น ยุคนี้บอกเรียนเรื่องนี้ว่าดี ยุคโน้นบอกว่าเรื่องนี้ไม่ดี ยุคนี้บอกว่าเข้าท่ายุคต่อไปบอกว่าไม่เข้าท่า เรื่องทางโลกมันไม่แน่ไม่นอนหรอก

แต่ความฉลาดทางธรรม มันมีวันจบ เพราะจะไปจบตรงที่ “ตัวรู้” เมื่อรู้แล้วก็จะมี “วิชชา” เกิดขึ้น เมื่อมีตัววิชชาเกิดขึ้นตัวอวิชชาก็ดับลง ก็แค่นี้เอง พวกเราอาจจะเรียนรู้อะไรมามากมาย จบปริญญาตรี โท เอก ได้รับใบประกาศหลายใบ

แต่ความรู้เหล่านี้ มันทำให้เราอยู่แค่ในกรอบ ไม่มีวันที่จะรู้หรือฉลาดได้มากไปกว่านี้ ยังทำให้หลงในอวิชชา สร้างเวร สร้างกรรม ให้ตนเองและผู้อื่นต่อไป

สำหรับหนังสือเล่มนี้ ผมจึงอยากให้ทุกคนกลับมาศึกษาความฉลาดที่เรายังไม่ได้ใช้ หันกลับมาศึกษาเรื่องภายในตัวเราทั้งหมด ซึ่งคุณจะพบว่า ขุมปัญญาอันยิ่งใหญ่ของมวลมนุษย์ไม่ได้อยู่ภายนอกเลยแต่กลับอยู่ในตัวเรานี่เอง

IP: xxx.173.254.204
เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ เข้ามาเยี่ยมชมครับ ขอบพระคุณมากครับ จากชาวTalented NIA

นางสาวนริศรา แซ่พัว id. 50205442 R05
IP: xxx.183.184.98
เขียนเมื่อ 

สวัสดี คุณ หม่อมหลวง ชาญโชติ ค่ะ ดิฉันเป็นนิสิตจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และได้มีโอกาสเข้าร่วมฟังบรรยายค่ะ ขอโทษแทนเพื่อน ๆ ทุกคนด้วยค่ะที่ยังไม่ได้เข้ามาตอบคำถามเนื่องจากยังไม่มีการรู้เวปที่แน่ชัด แต่อาจารย์มุขสุดาได้ให้เวปกับเพื่อนภายในห้องแล้วค่ะ คาดว่าคงจะมีการทยอยมาเรื่อย ๆ นะคะ

1.ให้ทำความเข้าใจว่า คน คือทรัพยากรมนุษย์ที่มีค่าที่สุดขององค์กร แต่ประเทศไทยไม่ได้ให้ความสำคัญกับคน ไม่เหมือนกับประเทศสิงคโปร์ หรือ อิสราเอล การพัฒนาคนต้องพัฒนาทั้งชีวิต โลกกับการเปลี่ยนแปลงในยุคต่างๆจนถึงยุคปัจจุบัน แนวคิดเรื่องทุนมนุษย์ และแนวคิดและทฤษฏีเพื่อการเรียนรู้ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้และประสบความสำเร็จ ของ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ กล่าวถึงความหมาย รู้-รัก-สามัคคี แนวคิด ก่อนเริ่มทำงานใดๆ และหลักการทำงาน ของพระเจ้าอยู่หัว หัวข้อนี้ได้มอบหมายให้นักศึกษาทำการบ้าน โดยให้แต่ละคน กำหนดงานที่จะทำให้เสร็จภายใน 7 วัน โดยยึดแนวคิด 4 ข้อของพระเจ้าอยู่หัว ได้แก่ ทำอะไร ทำอย่างไร ทำเพื่อใคร ทำแล้วได้อะไร ส่งการบ้านใน blog นี้

ตอบ: ทำอะไร คือทำงานที่ค้างคาให้เสร็จก่อนที่จะไปงานบอลลูนนานาชาติค่ะ

ทำอย่างไร ตรวจสอบวิชาที่ค้างไว้ว่าวิชาไหนที่มีกำหนดส่งเร็ว ๆ นี้บ้าง แล้วหาว่าหากกลับมางานจะเสร็จทันหรือไม่ หากไม่ทันก็ลิสต์รายชื่อแยกออกมา พร้อมกับเริ่มทำซึ่งมีเวลาเหลือประมาณสี่วันก่อนจะไปทำงานบอลลูน หลังจากนั้นดูว่าหากวิชาไหนที่ต้องใช้ความคิดมากพอสมควรก็จะเลือกทำในเวลาดึก เนื่องจากตอนกลางวันใต้หอพักกำลังซ่อมอาคาร ซึ่งเป็นเสียงรบกวนทำให้งานอาจออกมาไม่ดีก็ได้

ทำเพื่อใคร ทำเพื่อตัวเองคือเป็นการรับผิดรอบในส่วนงานที่ทำ เพื่อกลุ่ม คือมีงานกลุ่มบางวิชาที่ต้องอาศัยความละเอียดรอบคอบในการทำงานชิ้นนั้น หากเราทำงานในส่วนนี้ไม่ดี ก็อาจทำให้งานกลุ่มนั้นไม่มีความเรียบร้อย และไม่ประสบความสำเร็จ

ทำแล้วได้อะไร ได้ความภูมิใจว่าสามารถทำหน้าที่ที่เรามีได้ครบถ้วน ซึ่งแสดงถึงความรับผิดชอบและตั้งใจที่จะทำ นอกจากนี้ยังถือเป็นการช่วยเหลืองานกลุ่มอีกด้วย

2.กล่าว ถึง อุปนิสัย 7 ประการของผู้มีประสิทธิภาพสูง นักศึกษาแจ้งว่าเคยเรียนมาแล้ว จึงได้ให้ตัวแทนของแต่ละกลุ่มอธิบายกลุ่มละหนึ่งอุปนิสัย ปรากฎว่า เข้าใจแบบท่องจำแต่ยังไม่สามารถทำความเข้าใจแบบลึกซึ้ง จึงได้อธิบายและยกตัวอย่างเพิ่มเติมเพื่อให้เข้าใจอย่างลึกซึ้ง และให้ซึมซับเป็นนิสัยประจำตัวของแต่ละคน หัวข้อนี้ให้แต่ละคนค้นหา ความเป็นตัวตนของแต่ละคน(ค้นหาอุปนิสัยที่หนึ่งของแต่ละคน) ให้ส่งการบ้านใน blog นี้เช่นกัน

ตอบ : ใน 7 อุปนิสัยชอบเรื่องลับเลื่อยให้คมอยู่เสมอค่ะ ซึ่งในตอนนี้ชายคนนึงได้รับคำสั่งให้ตัดต้นไม้ แต่เนื่องด้วยจำนวนของต้นไม้มีมากและเวลาที่ไม่มากนัก ซึ่งอาจทำให้การตัดต้นไม้ที่เขาได้รับให้ทำนั้นอาจไม่ประสบความสำเร็จ แต่ถ้าเขานำเลื่อยที่มีอยู่มาลับให้คม เขาก็จะสามารถตัดต้นไม้ได้เสร็จภายในเวลาที่กำหนดได้ ซึ่งเหตุผลที่เลือกข้อนี้เพราะว่า ชีวิตเรานั้นอาจจะต้องเจอปัญหาที่มีความหนักบ้าง เบามาก เข้ามาวนเวียนอยู่ในชีวิตประจำวันเราทุกคน อาจจะเข้ามาสร้างให้เรามีความทุกข์บ้าง ท้อแท้บ้าง เหนื่อยบ้าง แต่ถ้าเราหมั่นลับเลื่อยให้คมอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเจอปัญหาอะไรเราก็สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที ซึ่งการลับเลื่อยให้คมอยู่เสมอนั้นอาจเป็นสิ่งที่เราทำอยู่เป็นปัจจุบัน เช่น การอ่านหนังสือ ออกกำลังกาย การทำงานอดิเรกที่เราชอบ เป็นต้น แค่นี้ก็ถือว่าเป็นการเตรียมตัวให้พร้อมทุกสถานการณ์ได้ค่ะ

3.ยกตัวอย่างคุณสมบัติของผู้นำที่มีชื่อเสียง สำหรับหัวข้อนี้ได้ให้การบ้านสองข้อ ได้แก่ เลือกผู้นำคนไทย 3 คน อธิบายลักษณะของผู้นำเหล่านั้น 3 เรื่องที่มีผลกระทบต่อประเทศไทย ให้กำหนดว่าตัวเองจะเป็นผู้นำแบบไหน

ตอบ : พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ชอบทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงค่ะ ซึ่งท่านสอนให้คนรู้จักพอเพียง ไม่ฟุ้งเฟ้อมากไป และไม่ประหยัดมากเกินไป เราก็จะสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุขโดยที่ไม่ต้องเบียดเบียนใคร

รัชกาลที่ 5 พระองค์เป็นผู้บุกเบิกนำประเทศเข้าสู่ความเจริญทัดเทียมเท่ากับประเทศอื่น ๆ ทำให้ต่างชาติไม่ได้มองว่าประเทศเราเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนต่อไป แล้วทรงริเริ่มการสร้างถนน เส้นทางเดินรถ การแต่งกาย โรงเรียน ซึ่งเป็นต้นกำเนิดพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกกลับมาจนถึงปัจจุบัน

นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน นายกอภิสิทธิ์ ด้วยวัยและวุฒิภาวะทำให้ค่อนข้างเสียเปรียบกว่าคนอื่น ๆ แต่ดิฉันชอบตรงวาทศิลป์ในการตอบปัญหาต่าง ๆ ผ่านทางสื่อ ซึ่งถือเป็นคำพูดที่น่าเชื่อถือ ฟังแล้วประทับใจ ถึงแม้พรรคจะถูกโจมตีจากฝ่ายค้านตลอด แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ประทับใจคือ ความอดทนค่ะ อดทนในการเป็นผู้นำประเทศ ท่ามกลางการถูกประนามโจมตี

หากคิดว่าได้เป็นผู้นำแล้ว อยากจะเป็นผู้นำที่ดีก่อนค่ะ ดีในที่นี้คือเป็นแบบอบ่างที่ดี ไม่ว่าจะเป็นทั้งการประพฤติตัวปฏิบัติทั้งคำพูด การกระทำ หรือความคิดค่ะ เพราะหากเราคิดว่าเราเป็นคนที่ดีได้แล้ว ก็ย่อมเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูกน้อง ให้พวกเขาเชื่อถือและยอมรับเชื่อฟังเราค่ะ

นางสาวนริศรา แซ่พัว ID.50205442 R05

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ คุณนริศรา การนำเสนอของคุณดีมากครับ ทำให้ผมสรุปได้ว่า

1.คุณเป็นผู้ที่เอาใจใส่ในการเรียนรู้และมีความรับผิดชอบสูง

2.เป็นผู้ที่มีเหตุผล

3.เป็นผู้นำที่ดี

4.เป็นผู้ที่มีทุนมนุษย์สูง

เชื่อมั่นว่าคุณจะกำลังที่เข้มแข็งในการพัฒนาสังคมและประเทศชาติในอนาคต

ม.ล.ชาญโชติ ชมพูนุท

นางสาว สราบุษ แก่นจันทร์
IP: xxx.46.254.155
เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ ท่าน ม.ล.ชาญโชติ ดิฉัน นางสาว สราบุษ แก่นจันทร์ ที่ตอบคำถามของท่านว่าความรู้กับปัญญาแตกต่างกันอย่างไรด้วยมะเขือเทศนะค่ะ หวังว่าท่านจะจำได้ ดีฉันแวะมาตอบคำถามของท่านหลังจากที่ใช้เวลาคิดซะนานก็ขอสรุปสั้นๆแต่ได้ใจความนะค่ะ

1.วิธีคิดสี่แนวของพระเจ้าอยู่หัว

ทำอะไร

ดิฉันชอบที่จะนั่งจดสิ่งที่ต้องทำในวันพรุ่งนี้ว่ามีอะไรต้องทำและมีลิมิตที่จะทำให้เสร็จแค่ส่วนไหนเพื่อที่จะไม่โหมจนเกินไป และจะทำต่อเมื่อไรเพื่อให้เสร็จทันเวลาทั้งงานที่มหาวิทยาลัยและที่บ้าน

สรุป เรียงลำดับงานที่ต้องทำ

ทำอย่างไร

ดิฉันจะเริ่มทำตามแผนที่คิดและจดไว้แล้วแต่ถ้าคลาดเคลื่อนก็จะกลับไปข้อหนึ่งเพื่อปรับแผนทันที

สรุป ทำตามแผน และปรับเปลี่ยนเมื่อคลาดเคลื่อน

ทำเพื่อใคร

อยู่ที่ว่างานนั้นมีสาเหตุใดต้องทำ ถ้าเป้นการเรียนก็เพื่อคะแนนที่สวยงาม ถูกต้อง และโดนติน้อยที่สุดนำมาสู่เกรดสวยที่สุด แต่ถ้างานบ้านก็เพื่อความสะอาดเรียบร้อยเป็นระเบียบ

สรุป เพื่อชีวิตที่ดี ประสบความสำเร็จ

ทำแล้วได้อะไร

อย่างแรก ความสบายใจคนที่ทำงานเสร้จแบบเป็นstepมันจะไม่โหม ไม่กังวล งานเรียบร้อย เสร็จทันเวลา อีกอย่างมันฝึกให้เรารู้ว่าการลำบากเดินขึ้นเขาสุดท้ายก็เจอธรรมชาติที่สวยงาม

ข้อ สองผู้นำสามคน อธิบายคุณลักษณะของผู้นำเหล่านั้นในเรื่องที่มีผลกระทบต่อประเทศไทย

คนที่หนึ่ง คือ พระเจ้าอยู่หัว

ท่านมีคุณลักษณะที่เป็นนักคิดที่สำคัญคือทำด้วยไม่ได้คิดอย่างเดียว อุปนิสัยนี้มีผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างเห็นได้ชัดคือ คนไทยมีคำว่าพอเพียงเอาไว้ใช้เวลาตัวเองกินเกินตัว ใช้เกินตัว แต่ก็ได้แต่พูดกัน บอกเขาแต่ไม่บอกตัวเอง

คนที่สองคือ ท่าน ว.วชิระเมธี

ท่านมีอุปนิสัยพูดตรงโดยได้สร้างสรรค์ธรรมะที่ตรงกับคนสมัยนี้ เช่นคำที่ท่านกล่าวว่า คนฉลาดชอบแกล้งโง่ แต่คนโง่ชอบแสร้งว่าฉลาดและเรียนรู้ที่จะโง่ ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่ก็เป็นแบบนั้นพอฟังใครเขาเล่าอะไรมาหน่อยก็ตีโพยตีพายยังไม่ได้คิดเลยมีผลกระทบกับคนไทยที่ว่าถ้ามีใครสักคนที่กำลังเป็นคนที่ไม่รู้รู้ว่าตนเองอวดฉลาดแล้วฟังท่านว. วชิเมธีสักนิดสังคมไทยคงไม่ต้องมีวันระลึกผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ต่างที่เราพูดกันอยู่ว่าทำเพื่อบ้านเมือง

คนที่สาม คือ มารดา ของดิฉันเอง อุปนิสัยของท่านคือการจะเปลี่ยนให้เป้นคนดี เราต้องดีก่อน แม่ไม่ดีลูกจะดีได้อย่างไร ด้วยอุปนิสัยแบบนี้มันมีผลต่อประเทศไทยคือถ้าแม่ทุกคนเป็นแบบนี้เยาวชนไทยอนาคตของชาติจะไม่อ่อนแอ ลุ่มหลงดาราหรือชอบทำตัวไร้สาระไปวันๆหรือมีแม่แต่ปัญหาทำแท้ง

นางสาว สราบุษ แก่นจันทร์ 50206051
IP: xxx.46.254.155
เขียนเมื่อ 

ค่ะดิฉันข้อตอบต่อนะค่ะ

ดิฉันจะเป็นผู้นำแบบไหนดิฉันคงเป็นนักคิดแล้วต้องทำอย่างนายหลวงโดยตนเองต้องทดลองที่จะทำด้วยตนเองก่อนและอยู่ภายใต้สิ่งที่ผู้อื่นสามารถที่จะยอมรับและรู้สึกขัดแย้งน้อยที่สุด

3.อุปนิสัย ใน7ประการิอุปนิสัยที่เป็นที่หนึ่งของดิฉันคือ คือเริ่มต้นด้วยจุดมุ่งหมายในใจ เพราะดิฉันจะทำอะไรต้องคิดและมีการจดบันทึกเรียงลำดับว่าจะเริ่มตนด้วยสิ่งไหนโดยตั้งจุดมุ่งหมายในใจไว้ก่อนแล้ว

สุดท้ายนี้ดิฉันขอกล่าวสวัสดีปีใหม่ท่านนะค่ะ ถึงจะสายไปหน่อยดิฉันต้องขอกราบขอโทษด้วย และหากดิฉันตอบคำถามไม่ตรงประเด็นหรือใช่ถ้อยคำที่ไม่เหมาะสมดิฉันต้องขออภัยมากอาจด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการฃ

 

                                                                   ด้วยความเคารพอย่างสูง

                                                                 นางสาว สราบุษ แก่นจันทร์

                                 คณะวิทยาการจัดการ  สาขาการจัดการโรงแรมและท่องเที่ยว

                                  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์            วิทยาเขตศรีราชา

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ คุณสราบุษ

ผมจำคุณสราบุษได้ครับ ได้อ่านข้อความของคุณแล้วชื่นใจครับ ผมเชื่อว่าเยาวชนไทยส่วนมากเป็นเด็กดี มีความคิดและฉลาด หลายๆคนมีจิตสำนึกที่ดี แต่หลายๆคนขาดโอกาส ต้องช่วยกันหาเวที ให้ผู้ใหญ่และเยาวชนทำกิจกรรมร่วมกัน ผู้ใหญ่ต้องเปลี่ยนแนวความคิดจากการเป็นผู้สั่ง ให้เป็นผู้ฟังที่ดี ปล่อยโอกาสให้เยาวชนได้แสดงความคิดเห็น และให้การสนับสนุนให้เยาวชนทำกิจกรรมดีๆให้กับสังคม ต้องพยายามลดช่องว่างระหว่างผู้ใหญ่และเยาวชนให้ได้ สถาบันการศึกษาและสถาบันครอบครัวต้องไปด้วยกันเพราะทั้ง 2 สถาบันต่างมีความสำคัญต่อการสร้างและพัฒนาเยาวชนของชาติให้เป็นกำลังที่เข้มแข็งของชาติในอนาคต คุณโชคดีที่มีทั้งคุณแม่และคุณครู อาจารย์มุขสุดา คอยให้การอบรมสั่งสอนและเป็นตัวอย่างที่ดี ขอแสดงความยินดีด้วยครับ

ขอให้มีความสุขและเป็นกำลังที่เข้มแข็งให้กับสังคมและประเทศชาติครับ

ม.ล.ชาญโชติ ชมพูนุท

นางสาว รัตนาวดี ธาราพระคุณ 50205830 R05
IP: xxx.108.170.217
เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ ม.ล.ชาญโชติ

ดิฉันเป็นนิสิตคนหนึ่งที่ได้เข้าฟังอบรมที่ ม.ล. ชาญโชติมาบรรยายคะและรู้สึกเห็นด้วยกับอาจารย์เป็นอย่างมากคะ

การที่จะทำให้ประเทศเจริญไม่ใช่แค่การเจริญทางวัตถุเท่านั้นแต่ต้องมีการพัฒนาที่จิตใจด้วยคะจึงจะเป็น

ดิฉันจะตอบคำถามดังนี้คะ

1.ทำอะไร ทำอย่างไร ทำเพื่อใคร ทำแล้วได้อะไร

ตอบ การที่เราจะรู้ว่าเราทำอะไรอยู่นั้นเราต้องมีสติตลอดเวลาคะว่าเรากำลังทำอะไรอยู่เช่นขณะที่เราขับรถอยู่เราต้องตั้งใจขับรถไม่ใช่เล่นบีบีไปด้วยซึ่งการทำแบบนั้นอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุแบบข่าวใหญ่ที่เกิดขึ้นได้คะ เพราะว่าการรู้ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ดีต่อตัวเราเองและคนอื่นด้วยคะ

ทำอย่างไรคือการที่เรารู้ว่าเราจะต้องทำอย่างไรให้สิ่งที่เราคาดหวังสำเร็จ เราต้องมีเป้าหมายและไล่ตามความฝันนั้นคะ เช่น การตั้งใจเรียน อ่านหนังสือทบทวน การค้นคว้าข้อมูล ถ้าสิ่งที่เราต้องการคือคะแนนที่ดี และถ้าต้องการเป็นคนที่ดีของสังคม เราก็อาจต้องรู้จักช่วยเหลือคนอื่นช่วยเหลือสังคม และไม่คดโกงคนอื่น เป็นต้น

ทำเพื่อใคร ก็คือว่าสิ่งที่เราทำนั้นจะหวังให้ใครดีใจละ เพื่อความสุขของตัวเอง หือการทำเพื่อสังคมก็แล้วแต่คนคะ ดูอย่างนักการเมืองบางคนที่ทำเพื่อตัวเองแต่ไม่เห็นแก่บ้านเมือง ทำให้บ้านเมืองเป็นแบบนี้แหละคะ เพราะว่าคนแบบนี้มีมากกว่าคนที่ทำเพื่อสังคมหรือประเทศไทยคะ

ทำแล้วได้อะไรคือผลประโยชน์ที่เราต้องการรับจากการที่เราได้ทำไป

2.อุปนิสัย 7 ประการของผู้มีประสิทธิภาพสูง

ตอบ ดิฉันเคยอ่านหนังสือเล่มนี้นานแล้วคะและมีความเห็นว่าอุปนิสัยทั้ง7เป็นหนังสือที่อ่านแล้วดีมากคะแต่ในความคิดเห็นของดิฉันอุปนิสัยทั้ง7ช่วยทำให้ชีวิตเราเป็นระเบียบมากขึ้น แต่ไม่ได้ช่วยให้เรามีจริยธรรมผู้นำคะ

3.ยกตัวอย่างคุณสมบัติของผู้นำที่มีชื่อเสียง ให้กำหนดว่าตัวเองจะเป็นผู้นำแบบไหน

ตอบ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวคะเป็นแบบอย่างที่ดีหลายด้านไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเสียสละ ความเป็นผู้นำ

การเอาใจใส่ประชาชน เห็นความทุกข์ของประชาชน ท่านพูดสิ่งใดท่านก็ทำสิ่งนั้น (การกระทำดังกว่าคำพูด) ดิฉันคิดว่าท่านเป็นแบบอย่างของหัวหน้าที่คนไทย นักการเมือง ควรเอาอย่างเป็นอย่างมากท่านเสียสละ ท่านถ่อมตน ท่านเอาใจใส่ประชาชนฯลฯ

อยากเป็นผู้นำแบบไหน อยากเป็นผู้นำที่เสียสละ รักลูกน้อง ยุติธรรม ซื่อสัตย์ ไม่คดโกง ไม่คอรัปชั่น เห็นประโยชน์ของส่วนรวม และการคนดีของประทศ(แม้ว่าคนดีส่วนมากจะตายก็ตาม)

นางสาว รัตนาวดี ธาราพระคุณ 50205830 R05

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับคุณรัตนาวดี

ขอบคุณสำหรับการแสดงความเห็นของคุณครับ แต่ไม่ใช่คำตอบของโจทย์ที่ผมให้ไว้ครับ ที่ให้ตอบมาเป็นการบรรยายเหมือนกับนำทฤษฎีมาแสดง แต่ที่ผมอยากได้คือคุณต้องกำหนดกิจกรรมออกมาเลยว่าคุณจะทำอะไร และจะทำอย่างไรให้กิจกรรมของคุณสำเร็จ เมื่อกิจกรรมสำเร็จและเป็นประโยชน์กับใคร

สำหรับความเห็นของคุณเรื่องอุปนิสัยเจ็ดประการของผู้มีประสิทธิภาพสูง ไม่ช่วยให้มีจริยธรรมผู้นำ ผมคิดว่าคุณยังไม่เข้าใจ เพราะถ้าคุณมีอุปนิสัยครบทั้ง 7 ประการคุณจะเป็นผู้นำที่ดี คุณสมบัติของผู้นำที่ดีจะต้องมีจริยธรรม อย่างไรก็ตามข้อนี้คุณก็ไม่ได้ตอบโจทย์ของผมเช่นกัน

ค่อยๆทบทวนครับ ถ้ายังสงสัยหรือยังยืนยันให้ความเห็นเดิมของคุณก็สามารถโต้แย้งมาได้ครับ

ม.ล.ชาญโชติ ชมพูนุท

นางสาว สราบุษ แก่นจันทร์ 50206051
IP: xxx.46.107.228
เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ ท่านม.ล.ชาญโชติ วันนี้ดิฉันแวะมาสวัสดีท่านและมาตามสืบหลังจากที่ดิฉันได้โพสข้อความลงในเฟชบุ๊คเพื่อให้เพื่อนเข้ามาตอบคำถามของท่าน

ก็เริ่มมีแล้วหนึ่งท่านก็ถือเป้นการเรื่มต้นที่ดี ถึงจะดูผิดประเด็นไปหน่อย

ดิฉันมีเรื่องจะถามท่านให้ท่านช่วยให้ข้อคิดดิฉันเหมือนเป็นญาติผู้ใหญ่ของดิฉัน

คนเราต้องมีอะไรเหรอค่ะถึงจะเรียกว่าเ

นางสาว สราบุษ แก่นจันทร์ 50206051
IP: xxx.46.107.228
เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ ท่าน ม.ล.ชาญโชติ ดิฉัน นางสาว สราบุษ แก่นจันทร์ กลับมาวันนี้มาดูว่ามีใครตอบคำถามของท่านบ้างเพราะดิฉันนำไปลงในเฟชบุคว่าให้เพื่อนๆเข้ามาตอบคำถามของท่าน

แต่ก็มีมาแล้วหนึ่งท่านแต่ถึงจะผิดประเด็นไปหน่อยแต่เขาก็พยายามตอบก็ดีนะค่ะ

วันนี้ดิฉันมีคำถามค่ะคนเราต้องมีอะไรค่ะถึงจะเรียกว่าดีที่สุด

สุดท้ายนี้ดิฉันขอกล่าวขอบคุณที่สั่งสอนเรื่องจริยธรรมจึงอาจเรียกท่านได้ว่าเป็นอาจารย์และหากดิฉันใช่ถ้อยคำที่ไม่เหมาะสมดิฉันต้องขออภัยมากอาจด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการ

ด้วยความเคารพอย่างสูง

นางสาว สราบุษ แก่นจันทร์

คณะวิทยาการจัดการ สาขาการจัดการโรงแรมและท่องเที่ยว

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา

นางสาวศิริพร บุญประคอง
IP: xxx.108.172.120
เขียนเมื่อ 

สวัสดีคะ ท่าน ม.ล.ชาญโชติ

ดิฉันเป็นนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชาคะ ต้องบอกตามตรงว่าวันที่ท่านมาบรรยาย ดิฉันติดเรียนในรายวิชาหนึ่ง จึงไม่ได้เข้าร่วมฟังการบรรยาย แต่ดิฉันได้ทราบข่าวนี้จากการเรียนวิชาจริยศาสตร์ของอาจารย์มุขสุดา ดิฉันจึงขอออกความคิดเห็นในคำถามที่ท่านได้ถามไว้ดังนี้คะ

1.ยึดแนวคิด 4 ข้อของพระเจ้าอยู่หัว

ทำอะไร : เรียนให้จบ

ทำอย่างไร : สะสางงานของแต่ละรายวิชาในเทอมสุดท้ายของการศึกษานี้ ทบทวนบทเรียนที่เรียน ตั้งใจฟังอาจารย์สอนและเข้าเรียนทุกครั้ง

ทำเพื่อใคร : ทำเพื่อตนเองและครอบครัว เพราะการเรียนจบปริญญาตรีเป็นความฝันของทั้งตัวดิฉันเองและครอบครัว การที่เรียนจบนั้นนอกจากจะทำให้เราภูมิใจที่ได้ปริญญามาครองแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ดิฉันสามารถพิสูจน์ได้ว่า เงินที่แม่หามาด้วยหยาดเหงื่อแรงงานของท่าน เพื่อส่งดิฉันเรียน ไม่สูญปล่าว

ทำแล้วได้อะไร : ได้ความภูมิใจ ความมานะอดทน เพราะการประคองตัวให้เรียนจบนั้น ต้องผ่านสิ่งที่ลำบาก ยาก เหนื่อย ท้อแท้ แต่ถ้าเรามีความพยายามที่จะทำให้สำเร็จ ดิฉันเชื่อว่าสิ่งที่ได้รับมานอกจากปริญญาตรีแล้ว นั่นก็คือความภาคภูมิใจที่เราสามารถทำความฝันของเราได้สำเร็จคะ

2.อุปนิสัย 7 ประการ

อุปนิสัยที่เป็นหนึ่งของดิฉันคือ เข้าใจผู้อื่นก่อนก่อนให้ผู้อื่นเข้าใจเราคะ เพราะดิฉันคิดว่า การที่เราเป็นฝ่ายเข้าใจผู้อื่นก่อนว่าเขาคิดอย่างไร เขาเป็นคนอย่างไร รับฟังคนอื่นก่อน สิ่งเหล่านี้ย่อมกลับมาที่เราคะ คือถ้าเราฟังคนอื่นก่อน ผู้อื่นก็จะพยายามเข้าใจเราคะ เอาใจเขามาใส่ใจเรา รับฟังกันมากขึ้น ย่อมส่งผลดีต่อทั้งสองฝ่ายคะ

3. เลือกผู้นำคนไทย 3 คน อธิบายลักษณะของผู้นำเหล่านั้น 3 เรื่องที่มีผลกระทบต่อประเทศไทย ให้กำหนดว่าตัวเองจะเป็นผู้นำแบบไหน

คนแรกคือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างในหลายๆเรื่องคะ ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดริเริ่มในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง การเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวม การพัฒนาประเทศ ทรงเป็นบุคคลตัวอย่างของประชาชนชาวไทยทุกคน

คนที่สอง แพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ เป็นตัวอย่างที่ดีให้ดิฉันในเรื่องของความเสียสละ เพราะท่านเสียสละเวลาส่วนตัว ช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ อย่างตอนที่เกิดเหตุการณ์สึนามิ แพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ก็อยู่ช่วยหามรุ่งหามค่ำ ดิฉันรู้สึกทึ่งในความสามารถหลายๆอย่างของคุณหญิงมากๆคะ

คนที่สาม สมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระองค์ทรงเป็นตัวอย่างในเรื่องของความรักชาติ การเสียสละเพื่อเอกราชของไทย ทรงตระหนักถึงประชาชนชาวไทยมากกว่าพระองค์เอง และทรงกอบกู้เอกราชของไทยกลับมา เพื่อให้คนไทยไม่ตกเป็นทาสใคร

สำหรับตัวดิฉันเองนั้น คิดว่าการที่เราจะเป็นผู้นำได้นั้น จะต้องมีความรับผิดชอบ มีความเสียสละ อดทน มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมคะ

สุดท้ายนี้ดิฉันรู้สึกดีใจคะที่ได้มาร่วมแสดงความคิดเห็น บางข้อความอาจมีคำพูดไม่เหมาะสม ดิฉันต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะคะ

ด้วยความเคารพอย่างสูง

นางสาวศิริพร บุญประคอง ID 50205996 R05

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ คุณสราบุษ

ขอบคุณครับที่ช่วยส่งข่าวให้เพื่อนๆเข้ามาแสดงความคิดเห็น และเข้ามาติดตามผลงาน blog นี้ตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนและแสดงความคิดเห็น ครับ เปิดให้ทุกคนที่สนใจมาร่วมกันใช้ blog นี้เป็นเวทีในการแสดงความคิดเห็นและเป็นเวทีแห่งการเรียนรู้ ไม่ต้องกลัวว่าจะผิดหรือถูก คงไม่สามารถตัดสินได้ว่าความคิดของใครผิด ความคิดของใครถูก เพราะคำพูดเดียวกัน พูดให้คนหนึ่งฟัง คนนั้นเห็นด้วย แต่เมื่อไปพูดให้อีกคนหนึ่งฟังเขาไม่เห็นด้วย ไม่มีอะไรแน่นอน สิ่งหนึ่งเคยเป็นสิ่งที่ดีในยุคหนึ่ง แต่ไม่ใช่สิ่งที่ดีในอีกยุคหนึ่ง

คำถามของคุณ "คนเราต้องมีอะไรถึงจะเรียกว่าดีที่สุด" ก็ต้องขอตอบว่าสิ่งที่ดีที่สุดไม่ใช่สิ่งที่จับต้องได้ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายใน คือการมีวิชชา คือตัวรู้ เมื่อเรามีวิชชา อวิชาก็จะหายไป เกิดปัญญา สิ่งของที่จับต้องได้ ไม่มีคำว่าดีที่สุด เพราะจะมีของที่ดีกว่าเข้ามาแทนที่ตลอดเวลา คุณจึงไม่สามารถบอกได้ว่าสิ่งไหนดีที่สุด สรุปคำตอบก็คือคนต้องมีปัญญาถึงจะเรียกว่าดีที่สุด คำถามของคุณสั้นแต่ตอบยากและมีหลายคำตอบด้วยกัน แล้วแต่มุมมองของแต่ละคน ไม่ทราบว่าคำตอบของคุณคืออะไรครับ หรือท่านผู้อื่นจะเข้ามาร่วมให้คำตอบของท่านก็ยินดีครับ

ม.ล.ชาญโชติ ชมพูนุท

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ คุณศิริพร

ยินดีต้อนรับครับ และดีใจที่เข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็น เป็นความคิดเห็นที่ดีและตอบได้ตรงคำถาม แต่มีอยู่หัวข้อหรือที่ผมอยากแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

"ทำเพื่อใคร : ทำเพื่อตนเองและครอบครัว เพราะการเรียนจบปริญญาตรีเป็นความฝันของทั้งตัวดิฉันเองและครอบครัว การที่เรียนจบนั้นนอกจากจะทำให้เราภูมิใจที่ได้ปริญญามาครองแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ดิฉันสามารถพิสูจน์ได้ว่า เงินที่แม่หามาด้วยหยาดเหงื่อแรงงานของท่าน เพื่อส่งดิฉันเรียน ไม่สูญปล่าว "

คนส่วนมากคิดว่าเมื่อเรียนจบมหาวิทยาลัย และได้รับปริญญาบัตรแล้วถือว่า ประสบผลสำเร็จ คุ้มค่ากับเงินที่คุณพ่อคุณแม่หามาด้วยหยาดเหงื่อแรงงานของท่าน ผมมีความเห็นที่แตกต่าง กระดาษแผ่นหนึ่งไม่สามารถประกันอนาคตของคุณได้ คุณยังต้องเรียนรู้อีกมาก การเรียนรู้ชีวิตที่แท้จริงจะเริ่มต้นเมื่อคุณเข้าทำงาน

"ทำแล้วได้อะไร : ได้ความภูมิใจ ความมานะอดทน เพราะการประคองตัวให้เรียนจบนั้น ต้องผ่านสิ่งที่ลำบาก ยาก เหนื่อย ท้อแท้ แต่ถ้าเรามีความพยายามที่จะทำให้สำเร็จ ดิฉันเชื่อว่าสิ่งที่ได้รับมานอกจากปริญญาตรีแล้ว นั่นก็คือความภาคภูมิใจที่เราสามารถทำความฝันของเราได้สำเร็จคะ"

ได้ความภูมิใจเห็นด้วยเพียงครึ่งเดียวครับ คุณมีความภูมิใจที่มีความมานะอดทน คุณคิดว่าสิ่งที่คุณผ่านมาเป็นสิ่งที่ลำบาก ยาก เหนื่อย จริงแล้วที่คุณผ่านมานั้นนิดเดียว เมื่อคุณจบและหางานทำคุณจะรู้ว่ามันเหนื่อยยากแค่ไหนที่จะหางานที่คุณชอบ ได้รับค่าตอบแทนคุ้มกับงานที่คุณทำ ได้ทำงานในบริษัทที่มั่นคงและมีอนาคต

ที่ผมกล่าวมานี้ไม่ใช่ต้องการให้คุณหมดกำลังใจ แต่ต้องการให้คุณทราบความจริง เพื่อเตรียมตัวก่อนที่จะจบการศึกษา ฝากคุณเรียน อาจารย์มุขสุดา ว่าผมฝากข้อความถึงอาจารย์ ตามข้างล่างนี้ครับ

"อาจารย์มุขสุดา ต้องเร่งนัดกับ ดร.เอกฤทธิ์ เพื่อจัดสัมมนาให้กับนักศึกษาโดยด่วนครับ ก่อนที่นักศึกษาจะจบการศึกษา"

ถ้าสงสัย หรือ มีความเห็นแตกต่างจากข้อคิดเห็นของผม ก็แสดงความคิดเห็นกลับมาได้ครับ เวทีนี้เป็นเวทีสำหรับการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างแท้จริง คิดอย่างไรก็แสดงออกมา ไม่มีใครผิด และไม่มีใครถูก ทั้งหมด ต้องให้ความเคารพกับความเห็นของทุกๆคนถึงแม้นจะเป็นความเห็นที่แตกต่างกับเรา

นางสาว สราบุษ แก่นจันทร์ 50206051
IP: xxx.47.36.211
เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ ท่าน ม.ล.ชาญโชติ ดิฉัน นางสาว สราบุษ แก่นจันทร์ ขอบคุณมากค่ะสำหรับคำถาม

แต่คำตอบขอฉันมีแค่อันเดียว คือ คนเราต้องมีความเห็นใจซึ่งกันและกันก็คือไม่เบียดเบียนคนอื่นอะไรทำแล้วคนอื่นเดือดร้อนแสดงว่าคนคนนั้นไม่เห็นใจคนอื่นนั่นก็คือเบียดเบียนผู้อื่นดีที่สุด

ซึ่งดิฉันจะขอยกประโยคหนึ่งจากหนังสั้นเรื่องของ

นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ (หมอหงวน) ที่ออกอากาศทางไทยทีวี ฉากนั้นเป็นตอนที่ผู้ชายคนหนึ่งพูดกับ หมอหงวนว่า "ความดีมีอยู่สองอย่างคือดีของเขากับดีของเรา" แต่หมอหงวนกลับตอบว่า "ความดีมีเพียงอย่างเดียวต่างหาก คือความดี ส่วนความดีอีกอย่างที่ว่ามันเป็นความดีของคนเห็นแก่ตัว"

ที่ดิฉันพูดเรื่องนี้ขึ้นมาก็เพราะว่า ดิฉันเห็นถังน้ำขนาด20ลิตร ที่เขาขายกันสิบห้าบาทแล้วเอาถังมาเปลี่ยน ก้นถังมีทรายเป้นจำนวนมากดิฉันกำลังคิดว่าจะโทรสัพท์ไปแจ้งอ.ย.เราเป้นผู้บริโภคควรต้องทำอะไรสักอย่างที่เอาเปรียบสังคม คิด ขายถูกแต่คุณภาพก็ห่วยตามราคา ไม่คิดว่าถ้าตนเองต้องดื่มน้ำที่ผสมทรายเข้าไปทุกวันร่างกายจะต้องทำงานหนัำแค่ไหน

คนพวกนี้ควรจะมีจริยธรรมเพื่อสร้างจรรยาในการประกอบอาชีพทำแบบนี้มันดูถูกอาชีพที่ตนเองเองดิฉันไม่เคยยกย่องคนรวยแต่ยกย่องคนดีมากกว่า ออกข่าวที่ก็แก้ไขปัญหากันที่เอาหน้าคิดจะทำธุรกิจอะไรก็แล้วแต่แม้แต่ขายไม้กวาดมันก็ต้องมีจริยธรรมทั้งนั้นอย่างน้อยมีความเห็นใจซึ่งกันและกันก็คือไม่เบียดเบียนคนอื่นบ้างหากคำว่าจริยธรรมมันกว้างเกินไปที่จะตีความหมายเพื่อมาปฏิบัติ

ดังนั้นคนควรมีความเห็นใจซึ่งกันและกันก็คือไม่เบียดเบียนคนอื่นจึงจะเรียกว่า คนดี แต่ถ้าเลื่อนขั้นเป็นมนุษย์ คือรักษาศีล 5ได้ครบก็เป็นอันว่าต้องคุยกันถึงเรื่องที่ว่ามนุษย์จะต้องมีปัญญาจึงจะดีที่สุด

ด้วยความเคารพอย่างสูง

นางสาว สราบุษ แก่นจันทร์

คณะวิทยาการจัดการ สาขาการจัดการโรงแรมและท่องเที่ยว

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา

สวัสดีปีใหม่ครับ ท่านอาจารย์ ม.ล.ชาญโชติ

ผมพยายามเข้ามาแต่ช่วงนี้ไม่ค่อยได้เห็นบล็อกของท่านอาจารย์เลย วันนี้เข้ามาพบรู้สึกดีใจมากเลยครับ ท่านอาจารย์สบายดีนะครับ ก็พอได้อ่านการบ้านที่นิสิตตอบท่านอาจารย์มาบ้าง และที่ท่านอาจารย์ได้เขียนเล่าบรรยากาศในวันไปบรรยายไว้

ผมคิดว่าบริบทของสังคมไทยในปัจจุบันหากมองว่าน่าเป็นห่วงก็ไม่ผิดนะครับ แต่ผมเคยฟังท่านอาจารย์ ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ ให้ทรรศนะในเรื่องนี้ ท่านกล่าวไว้ว่า "ดอกบัวที่เรานำมาบูชาพระ ก่อนที่จะได้มาก็ต้องล้วนเติบโตมาจากโคลนตม บางทีเราอาจมองว่าโคลนตมเป็นของสกปรก เป็นสิ่งไม่ดี แต่ในอีกด้านหนึ่งก็กลับกลายเป็นสิ่งที่มีประโยชน์มีคุณค่าทำให้ดอกบัวเจริญเติบโตขึ้นมาได้" ในเสียมีดีในดีก็ย่อมมีเสีย ความถดถอยทางคุณธรรม จริยธรรมในสังคมไทยในยุคปัจจุบัน ผมก็เชื่อนะครับว่ามีคนอีกไม่น้อยเลยที่เริ่มหันมาศึกษาแนวทางในวิถีแห่งพุทธ และก็มีคนอีกมากที่ลงมือปฏิบัติใช้ในชีวิตแล้ว จะเห็นว่ามันเป็นโอกาสให้คนเริ่มหยุดคิดและหันกลับมาพูดเรื่องนี้กันมากขึ้น อย่างน้อยพุทธศาสนาจะได้ไม่หายไปจากประเทศไทย ขอเป็นกำลังใจให้ท่านอาจารย์และทุกๆท่านที่ดำเนินโครงการ รวมถึงคุณมุขสุดา ที่ได้กล่าวถึงผมขอให้โครงการดำเนินต่อไปอย่างยั่งยืน และเป็นโครงการต้นแบบให้ทุกๆภาคส่วนในสังคมไทยได้กลับมาตระหนักและให้ความสำคัญเรื่องคุณธรรม จริยธรรมในจิตใจกันบ้างนะครับ

ด้วยความเคารพครับ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ คุณสราบุษ

ถูกของคุณครับ การเห็นใจซึ่งกันและกัน ไม่เบียดเบียนกันเป็นสิ่งที่ดีที่สุด โลกจะสวยงามและน่าอยู่กว่านี้ถ้าคนไม่เบียดเบียนธรรมชาติ สังคมจะสงบสุขถ้าทุกคนเห็นใจซึ่งกันและกัน ไม่ทำอะไรที่เป็นการเบียดเบียนผู้อื่น หลายๆคนไม่มีความสุขเพราะเบียดเบียนตัวเอง

ด้วยความนับถือครับ

ม.ล.ชาญโชติ ชมพูนุท

เขียนเมื่อ 

สวัสดีปีใหม่เช่นกันครับ คุณธนากรณ์

ขอบคุณครับสำหรับกำลังใจ และข้อคิดดีๆ ผมเห็นด้วยครับว่าทุกอย่างมีทั้งสิ่งดีและไม่ดีอยู่ในตัวของมันเอง เช่นเดียวกับความคิดของคน ถ้าเราปล่อยให้อารมย์เป็นตัวคิด เราก็จะได้สิ่งที่ไม่แน่นอน ปล่อยให้อารมย์ความรัก ชอบ เกลียด โกรธ หลง เป็นตัวกำหนด แต่ถ้าเราหยุดสังเกต ตัวรู้ก็จะเกิด ทำให้เกิด วิชชา ตัวอวิชชาก็จะหายไป ทำให้มีปัญญาเลือกทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ ละทิ้งสิ่งที่เป็นโทษ

เมื่อถึงช่วงที่เลวร้ายที่สุด ก็จะเริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นครับ

นับถือ

ม.ล.ชาญโชติ ชมพูนุท

ศิริพร
IP: xxx.108.126.152
เขียนเมื่อ 

สวัสดีคะ ม.ล.ชาญโชติ ดิฉันนางสาวศิริพรคะ

ข้อความที่ท่านฝากถึงอาจารย์ ดิฉันเรียนให้ทราบแล้วคะ ส่วนในความคิดเห็นที่ท่านให้ดิฉันมา เป็นความจริงคะ เพราะการเรียนกับการทำงานคนละอย่างกันจริงๆ สำหรับคำตอบของดิฉันที่ตอบท่านไปว่าต้องการเรียนจบนั้น ถือเป็นความต้องการขั้นต้นคะ เพราะหากดิฉันเรียนจบแล้ว อย่างน้อยก็จะได้ทำงานหาเงินได้เป็นของตนเอง และไม่ต้องพึ่งพาเงินของแม่คะ ที่อยากเรียนจบเร็วๆนั้น อย่างน้อยเรายังได้ความรู้มาเป็นทุน ที่เหลือคือการเสาะแสวงหาความรู้เพิ่มเติม และพร้อมที่จะก้าวสู่โลกของการทำงานจริง ในช่วงที่ฝึกงานดิฉันเองก็ได้ลองสัมผัสกับการทำงานจริงที่แตกต่างจากการเรียนอย่างชัดเจน ทำให้รู้สึกว่าหากดิฉันเรียนจบแล้ว ดิฉันต้องหาความรู้เพิ่มเติมจากนี้แน่นอน แต่ต้องการหาความรู้โดยที่หากมีค่าใช้จ่ายนั้นต้องเป็นเงินที่ดิฉันหามาด้วยนำพักน้ำแรงของตนเองคะ เพราะดิฉันยังมีน้องสาวที่เรียนและมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างมาก อย่างน้อยถ้าดิฉันสามารถเรียนจบเร็วๆ ก็จะผ่อนเรื่องค่าใช้จ่ายที่แม่ต้องรับผิดชอบลงไปคะ ความภาคภูมิใจของดิฉันก็คงเป็นการที่ได้เห็นแม่เหนื่อยน้อยลง และได้ตอบแทนท่านบ้างที่ได้เห็นความสำเร็จของเรา ขอบคุณสำหรับความคิดดีดีทีท่านทิ้งไว้ให้นะคะ หากมีคำพูดไม่เหมาะสม ดิฉันต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะคะ

ด้วยความเคารพ

นางสาวศิริพร บุญประคอง

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับคุณศิริพร

ผมดีใจมากที่ได้อ่านสิ่งที่คุณแสดงความคิดเห็นมา เป็นสิ่งถูกต้องครับ เราได้ใช้เงินคุณแม่มากมายแล้ว เมื่อจบก็ควรจะต้องทำงานและช่วยแบ่งเบาภาระทางบ้าน การเรียนรู้มีหลายวิธีครับ ไม่จำเป็นต้องใช้เงิน มีแหล่งความรู้หลายแห่งที่ไม่ต้องเสียเงินค่าเรียน การเรียนรู้นอกห้องเรียนเป็นการเรียนรู้จากของจริง คุณไม่จำเป็นต้องรอให้เรียนจบหลักสูตรก่อนแล้วค่อยเรียนรู้การหางาน หรือเรียนรู้เรื่องงาน คุณต้องเริ่มเรียนรู้สิ่งเหล่านั้นควบคู่ไปกับการเรียนในห้องเรียน อย่ารอเวลา เพราะเวลาไม่เคยย้อนกลับ หมดแล้วหมดเลย เราไม่สามารถซื้อเวลากลับมาได้

ศิริพร
IP: xxx.108.126.55
เขียนเมื่อ 

สวัสดีคะ ท่าน ม.ล.ชาญโชติ

ดิฉัน ศิริพร คะ จริงคะที่ท่านว่า เวลาไม่เคยย้อนกลับมา เพราะเราไม่สามารถย้อนเวลากลับไปได้ ขอบคุณสำหรับความคิดดีดีที่ท่านให้นะคะ บางครั้งดิฉันยอมรับเลยว่าได้ปล่อยเวลาไปกับสิ่งไร้สาระจนเกินควร แต่ต่อจากนี้ดิฉันจะพยายามใช้เวลาหลังจากนี้ให้มีค่ามากที่สุดคะ ดีใจมากๆคะที่ถึงไม่ได้เข้าร่วมฟังการบรรยายในวันนั้น แต่ได้มีโอกาสแลกความคิดเห็นกับท่าน ม.ล ชาญโชติทาง blog นี้แทน

ด้วยความเคารพ

นางสาวศิริพร บุญประคอง

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับคุณศิริพร

ด้วยความยินดีครับ ขอให้คุณศิริพร ประสบผลสำเร็จในชีวิต ได้ทำงานในที่ดีๆมีความมั่นคง และที่สำคัญที่สุดให้ได้งานที่ชอบ ทำงานด้วยความสนุกและได้รับผลตอบแทนคุ้มค่ากับความสามารถของคุณศิริพรครับ

นับถือ

ม.ล.ชาญโชติ ชมพูนุท

นางสาว รัตนาวดี ธาราพระคุณ 50205830 R05
IP: xxx.108.170.213
เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ ม.ล.ชาญโชติ

ดิฉัน นางสาว รัตนาวดี ธาราพระคุณ เคยเข้ามาตอบคำถามแล้วคะแต่ร็สึกว่าจะไม่ตรงประเด็นมั้งคะ

อยากมาแก้ตัวคะ

1.ทำอะไร ทำอย่างไร ทำเพื่อใคร ทำแล้วได้อะไร

ทำอะไร: ปลอบใจเพื่อนที่ได้คะแนนสอบไม่ดีคะ

ทำอย่างไร: ให้กำลังใจและก็บอกเพื่อนให้ตั้งใจอ่านหนังสือและทบทวนบทเรียนที่เรียนมาคะและต้องสู้กับตัวเองในการนบังคับตัวเองให้ทำตามนั้นด้วยคะ

ทำเพื่อใคร: จริงๆการปลอบใจเพื่อนก็ต้องทำเพื่อเพื่อนเพื่อให้เพื่อนมีกกำลังใจในการเรียนและการสอบแต่ก็เป็นการทำเพื่อตัวเองเหมือนกันคะเพราะเป็นการแสดว่าเราห่วงใยเพื่อนเหมือนกันคะ

ทำแล้วได้อะไร: สิ่งที่ได้กลับมาก็คือมีความสุขที่ได้แนะนำเพื่อนและยังเหมือนการได้ตักเตือนตัวเองด้วยเหมือนกันคะ

2.อุปนิสัย 7 ประการ

ชนะใจตน

1. เป็นฝ่ายเริ่มต้นทำก่อน

2. เริ่มต้นด้วยจุดมุ่งหมายในใจ

3. ทำตามลำดับความสำคัญ

ชนะใจผู้อื่น

4. คิดแบบ ชนะ/ชนะ

5.เข้าใจคนอื่นก่อนจะให้คนอื่นเข้าใจเรา

6. ประสานพลัง

7. ลับเลื่อยให้คมเสมอ

ชอบอุปนิสัยที่1คะเพราะเราต้องเป็นฝ่ายเริ่มต้นทำก่อนเพราะว่าไม่มีใครทำร้ายเราได้นอกจากตัวเอง เราเป็นอย่างที่เราเป็น หรือจะเป็นอย่างที่เพื่อนๆพูดกัน สิ่งที่สำคัญก็คือการรุก ซึ่งก็คือ การตัดสินปัญหาแก้ไขได้ อย่าให้สิ่งภายนอกตัดสินตัวเรา แต่เราต้องเลือกที่จะไป เราต้องควบคุมความรู้สึกของเราให้ได้ เช่นการทำอะไรเราต้องทำให้ดีที่สุดตั้งแต่ครั้งแรก อะไรไม่เคยทำ ต้องเรียนรู้ ทำให้ได้ ทำให้เกิดความชำนาญ เพราะถ้าเราชนะใจตัวเองได้เราก็จะสามารถทำอะไรก็ได้คะ

ด้วยความเคารพอย่างสูงคะ

นางสาว รัตนาวดี ธาราพระคุณ 50205830 R05

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ คุณรัตนาวดี

ดีใจครับที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม เรื่องที่ยกมาเกี่ยวกับ ทำอะไร ทำอย่างไร ทำเพื่อใคร ทำแล้วได้อะไร เป็นตัวอย่างที่ดีครับ การให้ความรู้สึกดีๆกับเพื่อนหรือใครก็ตามเรียกว่าเป็นการให้ที่บริสุทธิ์ เป็นบุญที่ยิ่งใหญ่และเห็นผลทันทีครับ การให้แบบที่คุณยกตัวอย่างมาเป็นการให้ที่ไม่ต้องลงทุนอะไร และทำให้คุณมีความสุขได้

สำหรับอุปนิสัยทั้ง 7 ความจริงต้องทำให้เรามีอุปนิสัยทั้ง 7 ติดเป็นนิสัยประจำของเราครับ จะทำให้เราเป็นคนที่มีคุณภาพ เมื่อคุณมีอุปนิสัยทั้ง 7 อยู่กับคุณตลอดเวลา คุณจะเป็นคนที่มีจริยธรรมสูง

เพื่อนๆส่วนมากยังไม่เข้ามาแสดงความคิดเห็นไม่ทราบว่าติดขัดเรื่องอะไร อย่างไรก็ตาม blog นี้เป็นของพวกคุณ เป็นเวทีที่จะแลกเปลี่ยนความรู้ เมื่อตอบการบ้านแล้วก็สามารถเปิดเรื่องอื่นๆขึ้นมาได้ทุกเรื่องครับ แต่ขอให้เป็นเรื่องที่มีสาระ ในการเรียนรู้

นับถือ

ม.ล.ชาญโชติ ชมพูนุท

นางสาวมาริษา เฉลิมกลิ่น 50205764
IP: xxx.108.126.127
เขียนเมื่อ 

สวัมดีค่ะ ม.ล.ชาญโชติ ชมพูนุท

ดิฉันได้รับทราบข่าวสารเรื่องการจัดอบรมโครงการ "จริยธรรมผู้นำ" จากหลายๆสื่อ แต่เนื่องจากดิฉันติดเรียนในรายวิชาหนึ่ง จึงไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ ซึ่งดิฉันขอร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการบ้านที่ท่านได้มอบหมาย ดังนี้ค่ะ

1. ทำอะไร : สิ่งที่ดิฉันตั้งเป้าหมายไว้ คือ การมีครอบครัวที่มีคุณภาพชีวิตที่ดี ทั้งนี้หมายรวมทั้งครอบครัวในปัจจุบัน คือ พ่อ แม่ ญาติพี่น้อง และครอบครัวในอนาคต คือ ครอบครัวสำหรับชีวิตแต่งงาน ซึ่งการกระทำที่จะส่งผลให้ดิฉันบรรลุเป้าหมาย คือ การตั้งใจเรียน ประพฤติตนเป็นคนดีของครอบครัว สังคม และประเทศชาติ ดำรงชีวิตอย่างมีคุณธรรม ไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น

ทำอย่างไร : ในฐานะที่เป็นนักศึกษา คือ ตั้งใจเรียน และทำงานตามที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จลุล่วง และขยันหมั่นเพียร พร้อมหางานทำให้ได้เร็วๆเพื่อตอบแทนพระคุณของพ่อแม่

ในฐานะที่เป็นลูก คือ ประพฤติตนเป็นคนดี เชื่อฟังคำสั่งสอนของพ่อแม่ ตอบแทนพระคุณของพ่อแม่อย่างดีที่สุด

ในฐานะที่เป็นพุทธศาสนิกชน คือ เข้าวัด ฟังธรรม หากไม่มีเวลาเพียงพอก็สวดมนต์แผ่เมตตา เจริญภาวนา

ในฐานะที่เป็นชาวไทย คือ ปฏิบัติตนตามหน้าที่ กฎหมาย มีคุณธรรม ไม่สร้างความเดือดร้อน

ทำเพื่อใคร : เพื่อครอบครัว เพื่อศาสนา เพื่อประเทศชาติและพระมหากษัตริย์

ทำแล้วได้อะไร : ครอบครัวมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ชุมชน สังคม สถาบันศาสนา และประเทศชาติสงบสุขอย่างยั่งยืน

2. อุปนิสัยทั้ง 7 ประการ : อุปนิสัยทั้ง 7 ข้อนั้นล้วนมีความสำคัญเสมอเหมือนกัน เปรียบดั่งอวัยวะที่ต้องมีการทำงานร่วมกันทั้งระบบเพื่อให้ร่างกายสามารถทำงานได้อย่างปกติ แต่หากต้องเลือก ดิฉันขอให้ความสำคัญกับอุปนิสัยข้อที่ว่า "เริ่มต้นด้วยจุดมุ่งหมายในใจ (Begin with the End in Mind)" เพราะดิฉันเชื่อว่าหากคนเรามีความมุ่งมั่น มีการตั้งเป้าหมายในอนาคตเอาไว้ ก็จะทำให้เรามีความมุ่งมั่นตั้งใจและสามารถกระทำในสิ่งต่างๆเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้ ดั่งเช่นกฎของแรงดึงดูดในหนังสือ เดอะ ทอป ซีเคร็ต ที่ให้เราสร้างภาพเป้าหมายในอนาคตเพื่อให้เรามีกำลังแรงใจในการทำให้ประสบความสำเร็จให้ได้ดังเป้าหมาย

3. สำหรับสามผู้นำที่ดิฉันชื่นชม ได้แก่

1. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องจากท่านเป็นดั่งร่มโพธิร่มไทรของคนไทยทั้งชาติ เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวไทย ท่านเป็นผู้เพียบพร้อมด้วยคุณธรรมและจริยธรรม เป็นผู้เสียสละโดยแท้ สามารถทำทุกอย่างเพื่อพสกนิกรของท่านไม่ว่าท่านจะต้องเหน็ดเหนื่อยเพียงใดก้อตาม นอกจากนี้ท่านยังเป็นตัวอย่างในการเป็นลูกที่ดีของบิดามารดาอีกด้วย

2. สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) และพระธรรมสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม) เนื่องจากท่านทั้งสองเป็นผู้นำในวิถีพุทธ ท่านทั้งสองเป็นพระที่มีความเคร่งครัดในการดำรงตนให้อยู่ในวิถีของพุทธศาสนา มีหลักคำสอนที่ดี น่าเลื่อมใสศรัทธา พร้อมกับมีแนวทางในการปฏิบัติตนให้กับชาวพุทธได้ปฏิบัติ ซึ่งดิฉันเคยไปรักษาศีลเจริญภาวนาที่วัดอัมพวัน ซึ่งตั้งแต่กลับมาจากการถือศีลเจริญภาวนา รู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงในชีวิต คือ ทำให้เรามีสติมากขึ้น ใจเย็นลง ระลึกถึงบาปบุญคุณโทษ ดำรงชีวิตอย่างรอบคอบ ทำให้มีความสุขสงบร่มเย็น

3. บิดามารดาของดิฉัน เนื่องจากตั้งแต่ดิฉันจำความได้ ท่านเป็นผู้ที่คอยอบรมสั่งสอนทั้งความรู้ คุณธรรมจริยธรรม การดำรงชีวิต และทุกสิ่งทุกอย่าง ท่านเป็นผู้หล่อหลอมให้ดิฉันเป็น "ฅนเต็มฅน" ได้จนกระทั่งถึงทุกวันนี้ และท่านทั้งสองเปรียบดังพระในบ้านที่ดิฉันรักและเคารพตลอดเวลา ไม่ว่าจะในอดีต ปัจจุบัน หรือแม้กระทั่งในอนาคต และดิฉันจะตอบแทนพระคุณของพ่อแม่ให้ดีที่สุดเท่าที่ดิฉันจะสามารถทำได้

นางสาวมาริษา เฉลิมกลิ่น 50205764
IP: xxx.108.126.127
เขียนเมื่อ 

เพิ่มเติมคำตอบข้อที่ 3 ค่ะ

คือหากให้ดิฉันเลือกเป็นผู้นำแบบไหน ดิฉันขอเลือกเป็นผู้นำที่มีคุณธรรมจริยธรรมค่ะ เนื่องจากการเป็นผู้มีคุณธรรมจริยธรรมจะนำมาซึ่งรากฐานที่มั่นคงในการดำรงความเป็นผู้นำ เพราะการที่เราจะได้ใจของผู้อื่นมาอยู่ในครอบครอง เราต้องมีคุณงามความดีให้คนเหล่านั้นได้เห็น ซึ่งจะนำมาซึ่งความเลื่อมใสศรัทธา ทำให้เราสามารถครองใจของผู้อื่นได้ไม่ยากนัก

ด้วยความเคารพอย่างสูง

นางสาวมาริษา เฉลิมกลิ่น รหัสนิสิต 50205764

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับคุณมาริษา

ผมมีความสุขมากที่ได้อ่านข้อความแสดงความคิดเห็นของคุณมาริษา ขอแสดงความยินดีกับคุณพ่อคุณแม่และทุกๆคนที่อยู่รอบตัวคุณมาริษา ชีวิตครอบครัวเป็นจุดเริ่มต้น ถ้าครอบครัวอบอุ่นมีความรักและเข้าใจซึ่งกันและกัน ทุกคนจะมีความสุขและสามารถแผ่ความสุขไปให้คนรอบๆตัว อยากเห็นคุณมาริษาเป็นผู้นำเยาวชนไทยให้เข้ามาเรียนรู้และเข้าใจถึงสิ่งต่างๆเช่นที่คุณมาริษากล่าวมา การเคารพคุณพ่อคุณแม่ ความกตัญญูรู้คุณ ความรับผิดชอบต่อตัวเองและสังคม ล้วนเป็นสิ่งดีที่ควรยกย่อง ครับ ฝากแสดงความยินดีกับคุณพ่อคุณแม่คุณมาริษาด้วยครับ ที่เลี้ยงลูกได้เก่งมาก อยากให้คุณพ่อคุณแม่ทุกๆคนมีความสามารถเช่นเดียวกับคุณพ่อคุณแม่คุณมาริษา พ่อแม่มีอิทธิพลที่สุดสำหรับลูก อนาคตของเยาวชนจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับชีวิตความเป็นอยู่ในครอบครัวของเยาชนเหล่านั้น

ดัวยความนับถืออย่างสูงครับ

ม.ล.ชาญโชติ ชมพูนุท

นางสาวฆรินรัตน์ เลิศวณิชย์วัฒนา
IP: xxx.90.103.163
เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ ท่าน ม.ล.ชาญโชติ

ดิฉันจะตอบคำถามตามที่คุณได้ให้ไว้ดังนี้นะคะ เริ่มจาก

1.ทำอะไร ทำอย่างไร ทำเพื่อใคร ทำแล้วได้อะไร

ทำอะไร

ตอนนี้ดิฉันมุ่งมั่นที่จะตั้งใจสอบวัดระดับภาษาอังกฤษ หรือ ที่เรียกว่า TOEIC  เพื่อนำไปใช้ในการสมัครงานและเพิ่มพูนความรู้ภาษาอังกฤษค่ะ

ทำอย่างไร

ฉะนั้นดิฉันจึงตั้งใจอ่านหนังสือ เพื่อทบทวนเนื้อหาภาษาอังกฤษที่เกี่ยวข้องในการสอบทั้งหมด อีกทั้งยังทำแบบฝึกหัดเพื่อฝึกฝนเพิ่มเติมด้วย ซึ่งจะต้องทำอย่างต่อเนืองเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีค่ะ ทำให้ดิฉันได้พัฒนาความรู้ในส่วนที่อาจจะลืมไปแล้วบางส่วน รวมทั้งยังพยายามขอความรู้จากผู้ที่เคยมีประสบการณ์ในการสอบมาก่อนด้วยค่ะ

ทำเพื่อใคร

ในการสอบครั้งนี้ ดิฉันได้ทำเพื่อตัวเองค่ะ เพื่อเพิ่มพูนความรู้ด้านภาษาอังกฤษของตัวเองให้มีมากขึ้น เพื่อที่จะเป็นประโยชน์แก่ตัวเอง รวมทั้งทำเพื่อให้ได้คะแนนที่สวยงามตามที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้

ทำแล้วได้อะไร

ถ้าตั้งใจอ่านหนังสือเพื่อไปสอบ ให้เวลากับการอ่านอย่างเต็มที่แล้วนั้น ก็ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี และเมื่อทำแล้วได้ผลลัพธ์ที่ดี คือได้คะแนนตามที่ต้องการ ดิฉันก็จะสามารถนำคะแนนที่ได้ไปสมัครงานในตำแหน่งหรือหน่วยงานที่ดิฉันต้องการได้ ทำให้ดิฉันรู้สึกมีความสุขเมื่อการมุ่งมั่นตั้งใจทำได้เกิดผลลัพธ์ที่ดี หรือหากการสอบครั้งนี้ ได้ผลลัพธ์ยังไม่เป็นที่น่าพอใจ ดิฉันก็จะมาทำการสำรวจตัวเองว่าได้ขาดหรือบกพร่อง ในส่วนใดที่ใช้ในการสอบเพื่อที่จะได้นำมาปรับปรุงแก้ไข ให้การสอบครั้งหน้าได้คะแนนตามที่ตั้งเป้าหมายไว้

2.อุปนิสัย 7 ประการ

อุปนิสัยทั้ง 7 ประการถือเป็นส่วนสำคัญในการดำรงชีวิตของมนุษย์ให้มีการคิด การดำเนินชีวิต ที่เป็นไปในทางที่ดี ในส่วนที่ดิฉันเลือกคือการมีจุดมุ่งหมายในใจ อย่างดิฉันที่มีจุดมุ่งหมายที่จะต้องการสอบวัดระดับภาษาอังกฤษ ก็จะตั้งใจอ่านหนังสือ หากเราไม่มีจุดมุ่งหมายในใจแล้ว เราก็จะไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นทำอะไร ที่ไหน อย่างไร เราก็จะปล่อยปละละเลย ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไป โดยที่จะไม่ได้สร้างอะไรให้เป็นประโยชน์แก่ชีวิตตัวเองและสังคม

3.ผู้นำทั้ง 3 แบบ

แบบแรก คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

เนื่องจากพระองค์ทรงเป็นแบบอย่าง เป็นผู้นำที่ดีของประชาชนในทุกๆด้าน ทั้งด้านคุณธรรม จริยธรรม ทรงดำรงตนอยู่ในทำนองครองธรรม ทรงปกครองประชาชนด้วยทศพิธราชธรรม และยังทรงเป็นนักคิด นักปฏิบัติ  พระองค์ได้ให้หลักที่สำคัญในการดำรงชีวิต คือ การใช้ชีวิตอย่างพอเพียง คือ อยู่อย่างพอเพียง ใช้อย่างพอเพียง เพื่อการดำเนินชีวิตที่เป็นสุข ปราศจากทุกข์

แบบที่สอง คือ ท่านายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ท่านนายก เป็นแบบอย่างในการเป็นผู้นำที่ใช้ สติ ปัญญาในการแก้ปัญหาทุกอย่างที่เกิดขึ้น งดการใช้ความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นในสังคม ถึงแม้จะมีปัญหาการชุมนุมการประท้วง แต่ทางรัฐบาลพยายามหลีกเลี่ยงความรุนแรงที่เกิดขึ้น พยายามใช้การประนีประนอมยอมความกัน เพื่อทำให้เกิดความสงบสุขในสังคม

แบบที่สาม คือ บิดามารดา

เนื่องจากท่านทั้งสองเป็นผู้ที่สอนให้ดิฉันเป็นคนดี โดยท่านไม่ได้สอนแค่การบอกกล่าว เท่านั้น แต่ท่านสอนด้วยการทำให้เห็น ปฏิบัติให้ดูเป็นตัวอย่าง โดยเฉพาะในเรื่องของพุทธศาสนา ท่านจะพาครอบครัว เข้าวัด ไหว้พระ สวดมนต์ ให้ดิฉันได้ใกล้กับพุทธศาสนามากที่สุดเพื่อเป็นหลักยึดในการดำรงชีวิต เช่น ท่านจะให้เข้าห้องพระสวดมนต์ โดยดิฉันจะเห็นได้จากการที่ท่านทำให้เห็นทุกวันทั้งเช้าและเย็น  ทำให้ดิฉันเลือกที่จะทำตาม โดยที่ท่านไม่ต้องมีการบังคับ

สำหรับผู้นำที่อยากจะเป็น อยากจะเป็นผู้นำที่ดี คือตนเองต้องมีความรู้ ความดี ถึงจะสามารถไปเป็นผู้นำคนอื่นได้ ต้องคิดว่าตัวเองดีพอแล้วที่จะไปสอนคนอื่นได้ โดยที่จะไม่ถูกคนเหล่านั้นย้อนกลับมาว่า แม้แต่ตัวเองยังทำไม่ได้แล้วจะมาสอนคนอื่นให้ทำตามได้อย่างไรกัน

นางสาวฆรินรัตน์ เลิศวณิชย์วัฒนา 50205020 R05

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับคุณฆรินรัตน์

ยินดีด้วยครับ คุณเป็นอีกคนหนึ่งที่ทำให้ผมแน่ใจมากขึ้นว่า เยาวชนไทยมีความคิดและปัญญา จะเป็นกำลังที่เข้มแข็งให้กับประเทศชาติในอนาคต เป็นอีกผู้หนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าคุณพ่อคุณแม่มีอิทธิพลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของลูกๆ

นางสาวมาริษา เฉลิมกลิ่น 50205764
IP: xxx.108.125.58
เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ ม.ล.ชาญโชติ ชมพูนุท

ดิฉันขอขอบพระคุณสำหรับคำชื่นชมค่ะ และดิฉันจะพยายามแผ่ความสุขให้กับทุกๆคนรอบข้างดิฉัน และขอให้ท่าน ม.ล.ชาญโชติ ชมพูนุท มีความสุขเช่นกันนะคะ

ด้วยความเคารพอย่างสูง

มาริษา เฉลิมกลิ่น

นิชุดา เนระมิตรพันธุ์
IP: xxx.108.175.163
เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ ท่าน ม.ล.ชาญโชติ

ดิฉันจะตอบคำถามตามความคิดส่วนตัวของดิฉันนะคะ

1.ทำอะไร ทำอย่างไร ทำเพื่อใคร ทำแล้วได้อะไร

ทำอะไร ตอนนี้นะคะดิฉันมีความตั้งใจที่จะเรียนหนังสือให้จบภายใน 4 ปีนี้ และรักษาเกรดเอาไว้ให้ได้เกรียตินิยมอันดับที่1 คะ เพื่อที่จะได้เป็นทางที่ดีที่จะเดินต่อไปในอนาคตคะ เพราะดิฉันคิดว่าการที่เรามีความรู้อย่างน้อยเราก็ไม่อดตายและยิ่งมีความตั้งใจก็ยิ่งจะทำให้สิ่งที่คาดไว้ประสบความสำเร็จได้ค่ะ

ทำอย่างไร ฉะนั้นดิฉันจึงตั้งใจเรียนในคาบ อ่านหนังสือ ทำงานกลุ่มตามที่อาจารย์สั่ง และใช้เวลาอยู่กับเพื่อนในปีสุดท้ายนี้ให้คุ้มค่าค่ะ

ทำแล้วได้อะไร ถ้าดิฉันตั้งใจอ่านหนังสือนะคะ แม้ว่าคนที่จะไม่ฉลาดเลย ถ้าได้อ่านอย่างน้อยก็ต้องมีอะไรที่ผ่านเข้าหัวมาบ้าง แล้วเราก็มาทำความใจภายหลังอีกที ดิฉันก็คิดว่าสามารถที่จะจำและพร้อมสำหรับการไปสอบได้แล้วค่ะ เมื่อเราใช้เวลากับการอ่านอย่างหนังสือเต็มที่แล้วนั้น ผลลัพธ์ที่ดี คือ สามารถทำข้อสอบได้ มีความมั่นใจ และได้คะแนนตามที่ต้องการ แล้วเกรดที่สวยงามก็จะตามมาในเบื้องหลังคะ ในส่วนตัวดิฉันนะคะ คิดว่าเกรดและการทำกิจกรรมอยู่กับสังคมจะเป็นไปบอกทางในการไปสมัครงานที่ดีได้คะ

2.อุปนิสัย 7 ประการ

อุปนิสัยทั้ง 7 ประการถือเป็นสิ่งที่ช่วยให้คนเราสามารถเข้าใจตัวเองและผู้อื่น สามารถเรียงลำดับสิ่งสำคัญได้ก่อน ก่อให้เกิดการคิดและการลงมือปฏิบัติในสิ่งที่เราเลือกเอง ซึ่งในส่วนที่ดิฉันเลือกคือ การทำสิ่งที่สำคัญก่อน ในตัวดิฉันสามารถบอกได้เลยว่าไม่มีความสามรถในการเรียงสิ่งที่สำคัญก่อน ถ้าเกิดว่าในขณะนั้นดิฉันทำงานอะไรอยู่สักอย่างหนึ่ง หรืออ่านหนังสืออยู่ แต่ถ้ามีเพื่อนมาชวนว่าออกไปข้างนอกกัน ไปเดินเล่นกัน ดิฉันก็จะไปกับเพื่อนในทันที แม้ว่างานจะต้องส่งพรุ่งนี้ก็ตาม แต่เมื่อได้อ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว ดิฉันก็เริ่มคิดว่าถ้าเกิดว่าเราไม่ทำสิ่งที่สำคัญก่อนนั้น ก็จะไม่เหลือเวลาให้ทำอีก เหมือนดังเช่น ก้อนกรวดกับก้อนหิน ซึ่งสิ่งที่สำคัญก็คือก้อนหิน ส่วนสิ่งที่ไม่สำคัญก็คือก้อนกรวด ถ้าเกิดว่าคนเราทำแต่สิ่งไม่สำคัญใส่กรวดลงไปในโถด้านล่างก็จะไม่เหลือพื้นที่ไว้เก็นก้อนหินได้ แตถ้าเราใส่ก้อนหินลงไปก่อน แล้วเราใส่กรวดลงไปกรวดจะเข้าไปเติมเต็มพื้นที่ที่ว่างในโถนั้นได้ ก็เปรียบเหมือนถ้าเกิดเราทำสิ่งที่สำคัญก่อนเราก็จะสามารถมีเวลาเหลือไปทำอะไรต่างๆได้อีกมากมาย แล้วชีวิตก็จะลงตัวสมบูรณ์

3.ผู้นำทั้ง 3 แบบ

แบบแรก คือ บิดามารดา เนื่องจากพ่อแม่เปรียบเหมือนกับพระในบ้าน ท่านทั้งสองเป็นคนอบรมบ่มสอนให้ดิฉันนั้นสามารถโตมาได้ถึงทุกวันนี้ ช่วยให้ดิฉันเดินทางมาสู่เส้นทางที่ดีไม่หลงทาง ท่านเป็นเหมือนแบบอย่างที่ให้ดิฉันปฏิบัติตาม โดยเฉพาะแม่ของดิฉันที่ท่านเข้มแข็งโดยเป็นแรงหลักในการหาเลี้ยงชีพ จึงทำให้ฉันขยันและมีความตั้งใจที่จะช่วยแบ่งเบาภาระของท่าน ส่วนพ่อก็เป็นเหมือนคติเตือนใจในชีวิต ว่าการพนันเป็นสิ่งที่ไม่ดี และคอยเตือนว่าผู้ชายที่ดีต้องเป็นอย่างไรเพื่อที่จะสามารถหาคู่ครองที่ดีได้ ครอบครัวของฉันถึงจะไม่อบอุ่นแต่ดิฉันก็ไม่เคยทำให้สังคมต้องเดือดร้อนไปเบียดเบียนผู้อื่น เพราะดิฉันคิดว่าพ่อแม่ใครก็ตามก็คงไม่อยากให้ลูกเป็นคนเลวหรอกค่ะ

แบบที่สอง คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องจากพระองค์ทรงเป็นแบบอย่างที่ดี มีพระปรีชาสามารถในทุกด้าน เห็นท่านทรงทำงานเหนื่อย เพื่อประชาชนทุกคน เป็นผู้นำที่ยึดหลักปฏิบัติที่ดีอยู่ในทศพิธราชธรรม และยังทรงเป็นนักคิด นักปฏิบัติ นอกจากนี้พระองค์ยังแนะแนวทางให้ราษฎรอยู่อย่างพอเพียง ซึ่งเป็นแนวคิดที่ทำเพื่อให้ชาวไทยอยู่รอดในภายภาคหน้า ข้าพเจ้ารู้สึกเคารพรักพ่อหลวงอย่างมาก และคิดว่าท่านคือผู้นำในทุกๆด้าน

แบบที่สาม คือ พระสงฆ์ เนื่องจากพระสงฆ์ถือว่าเป็นผู้นำทางศาสนา ข้าพเจ้าเคารพพระสงฆ์ในทุกรูป เพราะข้าพเจ้าคิดว่าศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจและพระท่านเป็นผู้ที่เผยแพร่คำสอน และในบางทีก็ชี้แนวทางในการใช้ชีวิตให้กับผู้ที่สิ้นหวัง

สำหรับผู้นำที่อยากจะเป็น ดิฉันอยากจะเป็นผู้นำที่ใช้จริยธรรมสอนคน เพราะดิฉันคิดว่าการเป็นผู้นำที่มีแต่อำนาจนั้นไม่สามารถที่จะทำให้เป็นผู้นำที่ยั่งยืนได้ โดยเฉพาะในการทำงาน การที่จะเป็นผู้นำที่ดีได้นั้นต้องมีการใช้ความดีให้คนอื่นเห็นซึ่งความดีของเรา แล้วคนอื่นจะสามารถทำตามได้ ไม่ใช่เราไม่ดีแล้วจะให้คนอื่นดีกับเรา เป็นแะไรที่ไม่มีทางเกิดขึ้นแน่นนอน เพราะฉะนั้นความดีทำได้ไม่ยากถ้าคิดที่จะทำ

นางสาวนิชุดา เนระมิตรพันธุ์ 50205483 SEC 800 R05

นายภาคภูมิ พ่วงพี
IP: xxx.108.173.51
เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ ม.ล.ชาญโชติ

คำตอบของผมคือ

1.ทำอะไร ทำอย่างไร ทำเพื่อใคร ทำแล้วได้อะไร

ทำอะไร: ผมตั้งใจจะเรียนให้จบตามหลักสูตรภายใน 4 ปี และมุ่งหวังว่าจะรักษาผลการเรียนให้ได้เกียรตินิยมอันดับ 2 เอาไว้

ทำอย่างไร: เนื่องจากว่าผลการเรียนตอนนี้นี้ แม้ว่าจะอยู่ในเกณฑ์ที่จะได้รับเกียรตินิยมอันดับ 2 แล้ว แต่ว่าก็ยังมีความเสี่ยงอยู่มาก จึงต้องตั้งใจเรียน โดยเฉพาะผมเป็นคนที่อ่านหนังสือแบบท่องจำไม่ค่อยได้ แต่ถ้าเข้าใจแล้วจะจำได้ดีกว่า จึงต้องมีสมาธิและทำความเข้าใจในเนื้อหาของวิชาในระหว่างเรียนในห้องให้มากขึ้น

ทำเพื่อใคร: สิ่งที่ผมต้องการจะทำนั้นผมทำเพื่อที่ครอบครัวและตัวของผมเอง

ทำแล้วได้อะไร: สิ่งที่ได้นั้นคือความภาคภูมิใจในตนเอง ความสุขของผู้เป็นพ่อเป็นแม่ และเพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับผู้ที่ชื่นชอบในตัวผม

2.อุปนิสัย 7 ประการ

ชนะใจตน

1. โพรแอกทีฟ

2. เริ่มต้นด้วยจุดมุ่งหมายในใจ

3. ทำตามลำดับความสำคัญ

ชนะใจผู้อื่น

4. คิดแบบ ชนะ/ชนะ

5.เข้าใจคนอื่นก่อนจะให้คนอื่นเข้าใจเรา

6. ประสานพลัง

7. ลับเลื่อยให้คมเสมอ

ผมคิดว่าทุกส่วนนั้นมีความสำคัญ แล้วถ้าเราสามารถใช้ทั้ง 7 ให้รวมเป็น 1 ได้ก็จะสามารถมองอุปสรรคทุกอย่าให้เป็นเหมือนเกมส์สนุก ๆ เกมส์หนึ่งได้เลย แต่สำหรับตัวผมนั้น ผมขอเลือกอุปนิสัยข้อที่ 1 คือผมเป็นคนที่มีความคิดแบบนี้และยึดมั่นถือปฏิบัติมาโดยตลอด การความคิดที่ว่าคนเราทุกคนนั้นย่อมมีอิสรภาพในการที่จะเลือก แต่ที่สำคัญกว่าการเลือกนั้นคือการรับผิดชอบ ผมเชื่อว่าถ้าคนเรามีความรับผิดชอบในหนทางที่ตนเองเลือกแล้วนั้น แม้ว่าการเลือกนั้นจะเป็นสิ่งที่ผิด แต่ถ้าเรารับผิดชอบในการกระทำนั้น ยอมรับแล้วแก้ไขให้มันถูกต้องได้ ทุกวันนี้โลกของเราคงจะสงบสุขกว่าที่เป็นอยู่อย่างแน่นอน

3.ผู้นำทั้ง 3 แบบ

แบบที่ 1 คือ องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องจากพระองค์ทรงเป็นแบบอย่างที่ทุกคนบนโลกนี้ควรจะปฏิบัติตาม พระองค์ทรงเป็นผู้นำที่ยึดหลักปฏิบัติที่ดีอยู่ในทศพิธราชธรรม และยังทรงเป็นนักคิด นักปฏิบัติ สิ่งที่พระองค์ทำนั้น พระองค์ไม่ได้ต้องการสิ่งอื่นใดเลย นอกจากต้องการให้บ้านของพระองค์นั้นสงบสุข ผู้คนในบ้านอยู่เย็นเป็นสุข มีเดือดร้อน ช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ซึ่งถ้าเราทุกคนมีความคิดที่จะทำเพื่อคนที่เรารัก และคนที่รักเรา มากกว่าที่จะทำเพื่อตัวเอง สังคมก็จะน่าอยู่และมีความสงบสุข

แบบที่ 2 คือ บิดามารดา ท่านเป็นผู้ที่มีพระคุณเป็นอย่างยิ่ง ท่านคอยปลุกฝั่งสิ่งที่ดี สิ่งที่ถูกต้อง ตั้งแต่ความคิด ไปจนถึงการปฏิบัติ ให้ทั้งคำชี้แนะ ทั้งโอกาสในการที่จะเริ่มต้น แล้วโอกาสในการที่จะแก้ไข จนทำให้มีตัวตนของผมจนทุกวันนี้ ผมภาคภูมิใจมากตามชื่อของผม ที่ได้เกิดมาเป็นลูกของท่านทั้ง 2 และผมก็จะพยายามทำให้ท่านทั้งสองได้ภาคภูมิใจในตัวของผมเช่นกัน

แบบที่ 3 คือ พระสงฆ์ เนื่องจากท่านจะต้องยึดถือปัฏิบัติตามกฏของพระสงฆ์อย่างเคร่งครัด จึงมีความน่านับถือและน่าเอาเป็นแบบอย่าง เพราะขนาดศีล 5 ที่บุคคลทั่วไปควรจะปัฏิบัติ ยังยากมากที่จะทำให้ครบทั้ง 5 ข้อ ทุกวันนี้ผมสามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่าผมทำได้ก็มีเพียง 2 ข้อเท่านั้น คืองดเว้นการลักขโมย และงดเว้นการเสพสุราเมรัย

สำหรับผู้นำที่อยากจะเป็น ผมอยากจะเป็นผู้นำที่สามารถให้ความยุติธรรมกับทุกคนที่ผมปกครองโดยปราศจากซึ่งอคติและความลำเอียง เพราะผมคิดว่าการเป็นผู้นำที่เลือกปฏิบัตินั้นไม่สามารถที่จะทำให้เป็นผู้นำที่ยั่งยืนได้ ซักวันนึงผู็ที่ถูกเอารัดเอาเปรียบก็จะยอมทนไม่ได้แล้วก็จะเกิดเป็นปัญหาขึ้น โดยเฉพาะในการทำงาน ผู้นำควรจะปฏิบัติตนให้เป็นแบบอย่างที่ดี ให้ลูกน้องเคารพและเกรงใจในความดีที่เราทำจนไม่กล้าที่จะกระทำความผิด หากผู้เป็นผู้นำไม่ทำตัวให้เป็นแบบอย่างที่ดี เมื่อเราตักเตือนหรือลงโทษลูกน้องทำผิด เค้าอาจจะทำตามที่เราสั่งในตอนนั้น เพราะเกรงกลัวในอำนาจ แต่วันนึงสิ่งเหล่านั้นจะย้อนกลับมาหาตัวเราเองและจะทำให้เราเมื่อเราหมดอำนาจลง

นายภาคภูมิ พ่วงพี 50205723 sec. 800 R05

ชนกานต์ สรณารักษ์
IP: xxx.183.187.127
เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ ม.ล.ชาญโชติ

1.ทำอะไร ทำอย่างไร ทำเพื่อใคร ทำแล้วได้อะไร

ทำอะไร : ตอนนี้ดิฉันตั้งใจว่าเรียนจบแล้วจะหางานทำที่โรงแรมที่ดิฉันชื่นชอบ ในพัทยา

ทำอย่างไร : ช่วงนี้ดิฉันต้องตั้งใจเรียนให้จบและได้เกรดสูงที่สุดเท่าที่ดิฉันจะสามารถทำได้ และพยายามหาข้อมูลเกี่ยวกับงานที่ต้องการ พยายามเข้าไปติดต่อสมัครงานที่ชื่นชอบในหลายๆที่ พยายามฝึกอบรม ฝึกฝนในสิ่งที่จะเป็นประโยชน์กับงาน และแสดงความสามารถรวมถึงความเป็นตัวของตัวเองให้โรงแรมเห็นความสามารถและตอบรับให้ร่วมงานด้วย

ทำเพื่อใคร : ทำเพื่อตนเองและครอบครัว

ทำแล้วได้อะไร : ต่อตัวดิฉันเอง ได้ความภาคภูมิใจและความสุขเพราะเป็นงานที่ดิฉันชื่นชอบและได้พยายามด้วยตนเอง รวมถึงได้รายได้ที่เพียงพอในการดูแลครอบครัวของดิฉันด้วย ทางด้านครอบครัวได้รับความภูมิใจในตัวดิฉันเช่นกัน ที่พวกเขาได้เลี้ยงดูดิฉันจนสามารถมีรายได้เป็นของตนเอง และมีความสุข

2.อุปนิสัย 7 ประการ

1. โพรแอกทีฟ

2. เริ่มต้นด้วยจุดมุ่งหมายในใจ

3. ทำตามลำดับความสำคัญ

4. คิดแบบ ชนะ/ชนะ

5.เข้าใจคนอื่นก่อนจะให้คนอื่นเข้าใจเรา

6. ผนึกพลังผสานความต่าง

7. ลับเลื่อยให้คมเสมอ

ทั้ง7อุปนิสัยนั้นมีความสำคัญมาก หากเราทำได้ดีทั้ง7ข้อแล้ว จะทำให้คนเรามีความสุขและประสบความสำเร็จได้อย่างง่ายดาย สำหรับตัวดิฉันแล้ว สิ่งที่สำคัญสำหรับตัวดิฉันมากคือ เริ่มต้นด้วยจุดมุ่งหมายในใจ ทำตามลำดับความสำคัญ และผนึกพลังผสานความต่าง เพราะ 1.ทุกๆคนควรจะมีจุดมุ่งหมายในชีวิต ถึงแม้บางคนอาจจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม เมื่อเรามีจุดมุ่งหมายแล้ว เราจะพยายามทำทุกอยางเพื่อที่จะให้เป้าหมายนั้นสำเร็จ 2. ทำตามลำดับความสำคัญ เมื่อรู้ว่าเราจะต้องทำอะไรบ้าง เราควรมีการจัดลำดับความสำคัญก่อนหลัง ว่าสิ่งที่จะทำให้สำเร็จตามเป้าหมายนั้น ควรทำก่อนหรือหลังอย่างอื่น เพื่อที่จะทำให้สำเร็จตมเป้าหมายโดยไม่เสียเวลา และบางอย่างอาจทำพร้อมกันได้ 3. ชีวิตของเราทุกวันนี้มักจะต้องทำงานร่วมกับผู้อื่นและใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น การยอมรับความแตกต่างของแต่ละคน และปรับตัวให้เข้ากัน รู้จักให้อภัยกัน เข้าใจกัน ทุกๆสังคม ทุกๆงาน ทุกๆชีวิตจะมีความสุขได้อย่างงายดาย

3.ผู้นำทั้ง 3 แบบ

1. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพราะพระองค์ทรงมีความเก่ง และฉลาดในทุกๆด้าน เป็นอัจฉริยะก็ว่าได้ ทรงมีจิตใจโอบอ้อมอารี มีเมตตาต่อประชาชนทุกรูปแบบ น้ำพระทัยกว้างใหญ่ ทรงเป็นห่วงประชาชนในทุกๆที่ ทรงแก้ปัญหาในทุกเรื่องได้อย่างดีเป็นประโยชน์ต่อทุกส่วน ทรงปกครองอย่างเป็นธรรม ใช้หลักธรรมะในการดำรงชีวิต และการปกครอง จนเป็นที่รักของประชาชนทั้งประเทศและทั่วโลก

2. บิดามารดา เพราะท่านมีความรักต่อลูกทุกคน ปกครองดูแลด้วยความรักที่เต็มเปี่ยมกว่าความรักไหนๆ หรือจากใครๆ ดูแลเลี้ยงดูเราตั้งแต่เรายังไม่ลืมตา หรือแม้แต่ยังไม่ออกมาหายใจภายนอกท้องแม่ ท่านคอยให้ความห่วงใย ความรู้ ทักษะต่างๆ สอนความเป็นคนดี มีคุณธรรม อะไรถูกอะไรผิด สอนให้รู้จักเผื่อแผ่ความรักที่มีให้คนอื่น สอนให้มีความคิด การแก้ไขปัญหา การรู้จักลองผิดลองถูกด้วยตนเองในสิ่งที่ควร คอยดูแลอยู่ห่างๆ และแนะนำเมื่อมีปัญหา คอยให้กำลังใจ คอยปลอบใจเวลาผิดพลาด

3. ครูอาจารย์ทุกๆท่าน เพราะพวกท่านคอยเป็นตัวอย่างที่ดี คอยดูแลให้ความรู้ในทุกๆเรื่อง คอยให้คำปรึกษา เหมือนดั่งพ่อแม่คนที่2 คอยให้ความอบอุ่น และเป็นตัวอย่างที่ดีเช่นเดียวกัน

ผู้นำที่ดิฉันอยากจะเป็น คงจะเป็นผู้นำในกลุ่มคนเล็กๆ แต่เต็มไปด้วยความอบอุ่น ดูแลกันในทุกๆเรื่อง เป็นแบบอย่างที่ดี คอยให้ความรัก คำปรึกษา คอยแก้ไขปัญหา ปกครองด้วยความใกล้ชิด แต่เข้าใจกัน ไม่ละเมิดหรือล้ำเส้นกัน ตักเตือนเมื่อทำผิด ให้โอกาสในการแก้ไข หากเกินไปก็ลงโทษ สั่งสอนผู้อื่นไม่ให้เอาอย่าง ให้ผู้ใต้ปกครองเกรงใจ ด้วยความดี ไม่ให้ความกลัว

น.ส.ชนกานต์ สรณารักษ์ 50205145 sec 800 R05

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับคุณนิชุดา / คุณภาคภูมิ / คุณชนกานต์

ได้อ่านข้อความแสดงความคิดเห็นของคุณทั้งสามแล้ว ตั้งใจที่จะแสดงความคิดเห็นกลับไปเช่นเดียวกับท่านอื่นๆที่แสดงความคิดเห็นมาก่อนหน้านี้ แต่เนื่องจากวันนี้ผมเป็นวิทยากรร่วมให้กับนักศึกษาปริญาเอกของมหาวิทยาลัยเกริกตามคำเชิญของ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ในการทัศนศึกษาที่เทศบาลเมืองหนองปรือ มูลนิธิคุณพ่อเรย์ และจบที่การสัมมนาเรื่องนวตกรรมการสื่อเพื่อการท่องเที่ยว ที่พัทยา และเพิ่งเดินทางกลับมาถึงบ้าน ค่อยข้างเพลีย และพรุ่งนี้จนถึงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ผมมีหลักสูตรอบรม "เพิ่มศักยภาพมัคคุเทศก์ให้ก้าวทัน SME" ด้วยเหตุนี้จึงไม่สะดวกที่จะแสดงข้อคิดเห็นในวันนี้ แต่จะพยายามตอบข้อคิดเห็นของแต่ละท่านกลับไปให้เร็วที่สุด

นับถือ

ม.ล.ชาญโชติ ชมพูนุท

ศิริพร
IP: xxx.108.124.250
เขียนเมื่อ 

สัวสดีคะท่าน ม.ล.ชาญโชติ

ดิฉันศิริพรคะ วันนี้ ดิฉันอยากถามท่าน ม.ล. ชาญโชติสักหนึ่งคำถามคะ

เวลาที่เราเกิดความท้อแท้แบบเหมือนไม่อยากทำอะไรเลย แล้วหมดกำลังใจ ดิฉันอยากทราบว่าท่าน ม.ล.มีวิธียังไงคะที่จะทำให้เรากลับมาเข้มแข็งแล้วมีสติในการตัดสินใจ

ด้วยความเคารพ

ศิริพร

 

นางสาว ผาณิดา วัฒนะกาญจน์ 50205590
IP: xxx.47.197.198
เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ ม.ล. ชาญโชติ

ดิฉันนางสาว ผาณิดา วัฒนะกาญจน์ ค่ะ

1. ทำอะไร ทำอย่างไร ทำเพื่อใคร ทำแล้วได้อะไร

ทำอะไร : ทำให้ตนเองรู้จักคำว่า พอดี

ทำอย่างไร : ห้ามใจตนเองไม่ให้อยากได้ในสิ่งที่มากเกินกว่าความจำเป็น ทะเยอทะยานในสิ่งที่สร้างความดีให้กับตนเอง ผู้อื่น และไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใคร

ทำเพื่อใคร : ตนเอง และผู้อื่น

ทำแล้วได้อะไร : ตนเอง ทำเพื่อให้ใจของตนเองสงบสุข ทำเพื่อผู้อื่น เมื่อใจของเราสงบสุขแล้วรู้จักเพียงพอ เราก็จะไม่ทำให้ใครเดือดร้อนเพราะคำว่าไม่รู้จักพอของเรา

2. อุปนิสัย 7 ประการ ทุกๆข้อล้วนมีความสำคัญเท่าเทียมกัน หากขาดข้อใดข้อหนึ่งไปนั้นก็จะทำให้องค์ประกอบของความสำเร็จนั้นไม่สมบรูณ์ หากต้องเลือกสักหนึ่งข้อที่ดิฉันคิดว่ามีความสำคัญมากที่สุดคือ " เข้าใจคนอื่นก่อนที่จะให้คนอื่นเข้าใจเรา " การที่เราจะประสบความสำเร็จนั้นจริงอยู่ที่เราสามารถที่จะทำให้ประสบความสำเร็จได้ด้วยตนเอง แต่สิ่งที่สำคัญเหนือการประสบความสำเร็จนั่นก็คือ การประสบความสำเร็จโดยที่ไม่เดือดร้อนใคร ไม่ประสบความสำเร็จโดยที่อยู่เหนือความทุกข์ของผู้อื่น ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เราจะต้องเข้าใจผู้อื่นก่อนที่จะให้ผู้อื่นเข้าใจเรา เพื่อที่ว่าเราจะได้ประสบความสำเร็จอย่างมีความสุขและเต็มภาคภูมิ

 3. ผู้นำทั้ง 3 แบบ

1. บิดา มารดา เป็นผู้นำตัวอย่างเห็นความเสียสละและอดทน เพราะเป็นผู้ที่ยอมทำทุกอย่างได้เพื่อให้ลูกมีกินมาใช้ มีการศึกษาที่สูงๆ แม้ตนจะเหนื่อยยากลำบากก็ยอมทน ยอมอดได้เพื่อให้ลูกสบาย แม้กระทั่งชีวิตของตนเอง พ่อกับแม่ก็ยอมที่จะสละได้เพื่อให้ลูกอยู่รอด เป็นบุคคลตัวอย่างในการแสดงความรักอย่างแท้จริง

2. ทหารผ่านศึกและตำรวจตระเวนชายแดน เฉพาะผู้ที่ทำหน้าที่อย่าซื่อสัตย์สุจริตและเสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ยอมลำบากสละชีวิตเพื่อให้ชาติและประชาชนได้อยู่รอด ดิฉันจึงมีความชื่นชมและยกย่องในตัวของทหารเล่านี้อย่างมาก และถือเป็นแบบอย่างในการเสียสละและเห็นแก่ส่วนรวมได้อย่างชัดเจน

3. คุณครูผู้สอนในชายแดนที่ห่างไกล เนื่องจากว่าเป็นผู้ที่ยอมสละความสบายส่วนตัว เพื่อยอมใช้ชีวิตที่ลำบากในดินแดนที่ห่างไกล เพื่อต้องการที่จะให้ความรู้แกเด็กผู้ด้อยโอกาส เพื่อให้เด็กเหล่านั้นมีความรู้และสามารถใช้ชีวิตให้อยู่รอดในสังคมได้ จึงถูกว่าเป็นบุคคลตัวอย่างที่น่ายกย่อง

นางสาว ผาณิดา วัฒนะกาญจน์

รหัส 50205590 Sec 800 R05

เขียนเมื่อ 

สวัสดีคุณศิริพร และทุกๆท่าน

ต้องขอประทานโทษท่านที่ส่งการบ้าน และผมยังติดค้างไม่ได้ตอบก่อนหน้านี้ 3 ท่านและวันนี้อีก 1 ท่าน โดยขออนุญาตตอบของคุณศิริพรก่อนเพราะเป็นเรื่องที่ควรต้องตอบทันที สำหรับท่านอื่นผมจะพยายามตอบให้เร็วที่สุดครับ แต่คงไม่ใช่คืนนี้เพราะผมยังต้องเตรียมเรื่องการบรรยายวันพรุ่งนี้

ขอตอบคำถามคุณศิริพรดังนี้ครับ

" เวลาที่เราเกิดความท้อแท้แบบเหมือนไม่อยากทำอะไรเลย แล้วหมดกำลังใจ ดิฉันอยากทราบว่าท่าน ม.ล.มีวิธียังไงคะที่จะทำให้เรากลับมาเข้มแข็งแล้วมีสติในการตัดสินใจ"

ผมไม่ทราบรายละเอียดว่าคุณศิริพรเกิดท้อแท้เรื่องอะไร แต่ขอเรียนให้ทราบว่าไม่มีอะไรแน่นอน อย่าไปยึดติด และไปคิดมากในสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ทุกคนเกิดมามีเรื่องผิดหวังและทำให้เกิดการท้อแท้ ผมคิดว่าทุกๆคนเคยเกิดอาการท้อแท้กันมาทั้งนั้น แต่เมื่อเราค่อยๆคิดอย่างมีสติและรู้จักปล่อยวาง ปัญญาเกิด ความท้อแท้ก็จะหมดไป ผมไม่แน่ใจว่าคำตอบของผมจะช่วยคุณศิริพรได้หรือไม่ ถ้าต้องการคำอธิบายที่ชัดเจนกว่านี้ก็ขอให้แจ้งรายละเอียดให้ผมทราบ จะแจ้งทาง e-mail ของผม [email protected] หรือจะโทรศัพท์มาปรึกษาก็ได้ที่เบอร์ 089-1381950

นับถือ

ม.ล.ชาญโชติ ชมพูนุท

 

นางสาวนริศร์สรา พิชัยเบญจสุข
IP: xxx.9.156.205
เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ ม.ล. ชาญโชติ

ดิฉันนางสาวนริศร์สรา พิชัยเบญจสุข

ในคำตอบของดิฉัน ดิฉันคิดว่า

1. ทำอะไร ทำอย่างไร ทำเพื่อใคร ทำแล้วได้อะไร

ทำอะไร

ดิฉันจะตั้งใจเรียนหนังสือให้จบในระยะเวลา 4 ปีนี้และให้เกรดเฉลี่ยออกมาให้ได้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ หลังจากเรียนจบจะหางานทำค่ะ

ทำอย่างไร

ดิฉันจะตั้งใจเรียนในเวลาที่อาจารย์สอน และจะพยายามหาสถานที่ต่างๆที่ต้องการทำงาน และจะอ่านหนังสือที่สามารถเพิ่มเติมความรู้ ความสามารถในตัวของดิฉันเพื่อจะได้เตรียมตัวในการสมัครงาน

ทำเพื่อใคร

เพื่อตัวดิฉันเองและพ่อแม่

ทำแล้วได้อะไร

ได้ความภาคภูมิใจในตัวเอง และพ่อแม่ก็ภาคภูมิใจ นอกจากนี้ดิฉันยังสามารถหาเงินได้เองและสามารถนำเงินที่ได้มานี้มาเลี้ยงพ่อแม่ เพราะดิฉันคิดว่าท่านทั้งสองเหนื่อยจากการทำงานมามากแล้ว ดิฉันจึงอยากรีบหาเงินให้ได้เร็วๆเพื่อท่านทั้งสองค่ะ

2. อุปนิสัย 7 ประการ 

ทั้ง 7 อุปนิสัยนี้ สอนให้คนรู้จักคิดดี ทำดีและทำให้มีความสุขทั้งนั้น แต่ที่ดิฉันชอบคือ "เริ่มต้นด้วยจุดหมายในใจ" เพราะดิฉันคิดว่าถ้าคนเรามีจุดมุ่งหมายที่แน่วแน่และมั่นคงแล้ว เราก็จะตั้งใจทำสิ่งนั้นให้สำเร็จให้จนได้ และดิฉันก็คิดว่าการที่คนเรานั้นตั้งใจทำความฝันของเราได้สำเร็จนั้น นั่นคือการประสบความสำเร็จหนึ่งในชีวิต แต่ถ้าเราตั้งใจทำความฝันของเราแล้วผลออกมาไม่สำเร็จ นั่นไม่ได้หมายความว่า เราจะล้มเหลวในชีวิตแต่นั่นเป็นประสบการณ์อย่างหนึ่งที่ทำให้เราต้องสู้ต่อไปเพื่อความสำเร็จดีกว่าเราเพียงแต่คิดที่จะทำแต่ไม่ยอมทำลงมือทำความฝันของเราให้เป็นจริง

3. ผู้นำทั้ง 3 แบบ

1. บิดามารดา เพราะท่านเปรียบเสมือนครูคนแรกที่คอยอบรมบ่มนิสัย ให้ดิฉันเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในวันข้างหน้า ท่านคอยอบรมสั่งสอนให้เป็นคนดี ไม่ให้เดินไปในทางที่ผิด ท่านสอนทั้งกิริยามารยาทในการอยู่กับผู่ใหญ่ สอนให้รู้จักการมีน้ำใจ และสอนให้รู้จักคุณค่าของคุณคน สอนให้มีความกตัญญูกตเวที ดิฉันจะทำให้พ่อแม่ภูมิใจในตัวของดิฉันให้ได้ค่ะ

2. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ท่านเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีพระปรีชาสามารถมาก ท่านทรงเป็นประมุขที่ห่วงใยประชาชนมากกว่าความสุขของท่านเอง ท่านทรงเป็นนักคิด นักดนตรี ท่านทรงนำเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อให้ประชาชนคนไทยอยู่ได้ด้วยตนเอง ข้าพเจ้าเป็นประชาชนคนหนึ่งในประเทศไทยข้าพเจ้าขอตอบแทนคุณของแผ่นดินโดยการเป็นคนดีของประเทศ

3. ครู อาจารย์ ท่านเป็นผู้ที่อบรมสั่งสอนให้เรามีความรู้ สอนให้เราเป็นคนดี ให้เราปฏิบัติในสิ่งที่ถูกต้องที่ควร

ผู้นำที่ดิฉันอยากจะเป็น คือ ดิฉันอยากเป็นผู้นำเด็ก เพื่อจะสอนให้เด็กเป็นคนดีของสังคม เป็นที่ปรึกษาให้แก่เด็กเมื่อเด็กมีปัญหาเพื่อไม่ให้เด็กแก้ไขปัญหาในทางที่ผิด เพราะในปัจจุบันมีเด็กมากมายที่มีปัญหาไม่ว่าจะเรื่องเรียน เรื่องต่างๆ และเด็กมักจะไม่กล้าปรึกษาปัญหากับผู้ใหญ่ จึงแก้ไขปัญหากันเองในทางที่ผิดๆ ดังนั้นดิฉันจึงอยากเป็นผู้ที่ให้เด็กปรึกษาปัญหาต่างๆเพื่อไม่ให้เด็กเหล่านี้เป็นเด็กที่มีปัญหา

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ คุณนิชุดา / คุณภาคภูมิ/ คุณชนกานต์ / คุณผานิดา / คุณนริศร์สรา และทุกๆท่าน

ขอชืนชมทุกๆท่านครับ ท่านตอบการบ้านด้วยเหตุและผลที่ดีและสร้างสรรค์ โดยเฉพาะเรื่องอุปนิสัยทั้ง 7 และเรื่องผู้นำ สำหรับเรื่องทำอะไร นั้น ส่วนมากเอ่ยถึงเรื่องการเรียนให้จบและให้ได้เกรดดีๆ ทำให้เกิดความภูมิใจ และหวังว่าจะมีรายได้เพื่อช่่วยแบ่งเบาภาระของคุณพ่อคุณแม่  และเป็นการทำเพื่อตัวเองและครอบครัวเป็นส่วนมาก อย่างที่ผมเคยกล่าวไว้ การจบปริญญาและได้เกรดดี ไม่ใช่สิ่งที่จะยืนยันได้ว่าคุณจะมีปัญญา และมีงานทำจนมีเงินมากพอกับค่าใช้จ่ายและมีเงินเหลือเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของคุณพ่อคุณแม่ได้ หลายๆคนจบปริญญาแต่ไม่สามารถหางานที่เหมาะสมกับตัวเองได้ การทำงานถือเป็นการเริ่มเรียนรู้การดำรงชีวิตที่แท้จริง คุณควรจะตั้งใจศึกษาหาความรู้เพื่อให้เกิดปัญญามากกว่าแค่คำว่าจบปริญญา ผมไม่ได้หมายความว่าเรียนเพื่อรับปริญญาไม่ดี และไม่ได้หมายความว่าคุณไม่ควรจะภูมิใจเมื่อคุณได้รับปริญญา เพียงแต่ว่าเมื่อคุณรับปริญญาแล้วคุณจะต้องมีปัญญาควบคู่ไปด้วยให้สมกับความภาคภูมิใจกับปริญญาที่คุณได้รับ

นับถือ

ม.ล.ชาญโชติ ชมพูนุท

นางสาวอารีรัตน์ บุญกาญจน์
IP: xxx.7.180.167
เขียนเมื่อ 

ทำอะไร ทำอย่างไร ทำแล้วได้อะไร

สำหรับเป้าหมายในตอนนี้คือ ตั้งใจเรียนให้จบ ช่วยพ่อแม่ประหยัด เมื่อเรียนจบแล้วจะหางานทำเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระพ่อแม่ รวมถึงตั้งใจส่งน้องคนเล็กเรียนจนจบปริญญาตรีค่ะ ทำอย่างไร คือ ตั้งใจเรียน ขยันหมั่นเพียร หมั่นหาความรู้และศึกษาข้อมูลทั้งจากหนังสือ บุคคลรอบข้าง เพื่อตนเองและครอบครัวค่ะ

 

อุปนิสัย 7 ประการ

เริ่มจากการมีจุดหมายในใจ คือ การตั้งเป้าหมายในชีวิตก่อนว่าอยากเป็นอะไร ค่อยๆคิด อย่าใจร้อน ต้องมีสติ มีสมาธิ ค่อยๆ หาวิธีในการแก้ไขปัญหาต่างๆ รวมถึงการลำดับความสำคัญ การคิดแบบชนะกับชนะ การเข้าใจคนอื่นและคนอื่นจะเข้าใจเรา การประสานพลังสร้าสิ่งใหม่ การลับเลื่อยให้คมอยู่เสมอ สิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่สอนและเตือนใจให้เราทำและมีแนวทางในการดำเนินชีวิต สอนให้เราสู้และพยายามทำให้สำเร็จ หากไม่สำเร็จตามที่ตั้งไว้แต่อย่างน้อยถ้าเราพยายามอย่างถึงท่สุดแล้วก็จะทำให้เรามีประสบการณ์สามารถนำมาปรับใช้ได้ในที่สุด

ผู้นำที่เป็นแบบอย่าง

- พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างให้พสกนิกรทั้งประเทศ ทรงเป็นแบบอย่างในด้านเศรษฐกิจพอเพียง การเคารพนอบน้อมต่อประชาชน ความกตัญญูกตเวทีต่อบุพการีและผู้มีพระคุณ รวมถึงทรงทำงานหนักเพื่อช่วยเหลือพสกนิกรของพระองค์ที่ได้รับความเดือดร้อน ข้าพเจ้าเป็นประชาชนที่อาศัยอยู่ใต้ร่มพระบารมีของพระองค์จะขอทดแทนบุญคุณแผ่นดินโดยการเป็นคนดี ช่วยเหลือสังคมในสิ่งที่สามารถช่วยเหลือได้ เช่น การประหยัดไฟ ประหยัดน้ำ เป็นต้น ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

- พ่อแม่ เป็นคนที่มีพระคุณต่อลูกๆ คอยช่วยเหลือเลี้ยงดูลูกๆ อบรมสั่งสอนให้ลูกเป็นคนดี แม้ว่าจะมีความลำบากเพียงใดพ่อแม่ก็จะคอยสู้เพื่อลูกเสมอ ข้าพเจ้าจะทำให้พ่อแม่ภาคภูมิใจ เป็นคนดีของพ่อแม่ และสังคมค่ะ

- ครูอาจารย์ คอยสั่งสอนให้ลูกศิษย์เป็นคนดี อบรมสั่งสอน ให้ความรู้แก่ลูกศิษย์เพื่อการประกอบอาชีพ และเพื่อให้ลูกศิษย์เป็นคนดีของสังคม สอนให้เราปฏิบัติในสิ่งที่ถูกที่ควร

ขอแสดงความนับถือ

นางสาวอารีรัตน์ บุญกาญจน์

ภาวินี อัตถากรโกวิท
IP: xxx.77.248.190
เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ ม.ล.ชาญโชติ

ดิฉัน ภาวินี อัตถากรโกวิทค่ะ

สำหรับคำถาม ทำอะไร ทำอย่างไร ทำเพื่อใคร ทำแล้วได้อะไร

- ทำอะไร

  ดิฉันตั้งใจให้เรียนให้จบภายใน 4 ปี แล้วตั้งใจที่จะสอบเข้าเรียนต่อทางด้านอาหารเพราะเป็นสิ่งที่ชอบ และอยากที่จะมีความเก่งทางด้านภาษาให้มาก เพื่อที่จะได้สามารถเข้าทำงานในสิ่งที่ตนเองฝันไว้ 

- ทำอย่างไร

   ตอนนี้ก็ตั้งใจที่จะเรียนให้จบ แล้วมีความขยันอดทนหาความรู้เพิ่มเติมทางด้านภาษาอังกฤษ เพื่อที่จะสามารถสอบเข้าสถาบันการโรงแรมเพื่อเรียนทางด้านอาหารต่อ เมื่อเรียนจบก็จะหางานทำทางด้านโรงแรมต่อเพื่อเป็นประสบการณ์ และจะเปิดสถาบันสอนทำอาหารให้ได้ในอนาคต

- ทำเพื่อใคร

  ทำเพื่อตัวเอง เพื่อครอบครัว

- ทำแล้วได้อะไร

  ได้ทำในสิ่งที่รัก จะได้มีความสุขในการประกอบอาชีพจะได้พึ่งพาตัวเองได้ และเป็นที่พึ่งของครอบครัว การทำในสิ่งที่ตัวเองรัก คงมีความสุขมากกว่าสิ่งอื่นใด

อุปนิสัย 7 ประการ

   ดิฉันชอบแนวความคิด โพรแอคทีพ .. ซึ่งสอนให้ดิฉันเป็นคนคิดบวกมากขึ้น จากที่เป็นคนมองโลกในแง่ร้าย และพูดคำว่า "ไม่" ขึ้นต้นด้วยเสมอ แนวความคิดบบโพรแอคทีพ เป็นแนวความคิดที่สอนให้เรามองในอีกด้านนึง ได้เห็นอะไรที่กว้างกว่า

ผู้นำทั้ง 3 แบบ

   1. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  เพราะตั้งแต่ดิฉันเกิดมา ดิฉันมักได้ยินพระราชกรณียกิจ และความเหน็ดเหนื่อยของพระองค์ จากคำบอกเล่าของพ่อแม่ คุณครูที่โรงรียน ไม่ก็ในทีวี ทุกภาพที่ดิฉันเห็น คือท่านทรงทำงานหนัก ออกไปในที่ที่กันดาน ซึ่งทุกครั้งที่ฉันเห็น ฉันจะคิดว่า อุ๊ย ในหลวงทำไมถึงไปในที่ที่แบบนั้นนะ ทำไมลุยโคลน ทำไมลำบากจัง ยิ่งโตขึ้น ดิฉันก็ได้รู้แล้ว ว่าไม่มีกษัตริย์พระองค์ใดที่ทรงมีพระอัจฉริยภาพได้ถึงเพียงนี้ เพียงแค่คนๆเดียว ทำทุกอย่างและคิดทุกอย่างเพื่อคนทั้งประเทศ ท่านเป็นบุคคลหนึ่งที่ดิฉันคิดว่าจะเอาเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต ในการเสียสละเพื่อส่วนรวม ทำเพื่อบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง

   2. คุณพ่อคุณแม่ ดิฉันมีครอบครัวที่อบอุ่น ดิฉันกล้าบอกได้ว่า ครอบครัวและญาติพี่น้องของฉันเป็นครอบครัวที่อบอุ่นมาก ทุกๆคนไม่เคยทิ้งฉัน สอนให้ฉันมองโลกในแง่ดี และหยิบยื่นสิ่งดีๆให้ฉันมาตลอดทั้งชีวิต จนบางครั้งฉันก็กลัวในการเผชิญโลกภายนอกที่โหดร้าย ทุกครั้งที่ฉันไม่เข้าใจเวลาที่มีใครมาทำร้ายจิตใจฉัน เวลาที่ฉันเจอคนไม่ดี ดิฉันก็จะมาถามพ่อกับแม่ ปรึกษาท่าน ท่านก็จะสอนฉันทุกอย่าง จนบางครั้งฉันก็คิดว่า ฉันไปแสวงหาความรักจากคนข้างนอกทำไม ในเมื่อภายในครอบครัวฉันมีความรักที่เปี่ยมล้นขนาดนี้ พ่อฉันสอนให้ฉันอย่าขี้เกียจ ตั้งใจเรียน สิ่งที่พ่อและแม่เน้นเสมอ คืออย่าทำให้พ่อแม่เสียใจ อย่าคดโกงใคร ฉันเอาพ่อและแม่เป็นตัวอย่างในการดำเนินชีวิต เพราะท่านเป็นคนดี หยิบยื่นความรักและความอบอุ่นให้แก่ผู้อื่นเสมอ ฉันรู้การมองโลกในแง่ดีเกินไปของฉัน มันอาจจะทำให้ฉันผิดหวังในซักวันหนึ่ง แต่ว่ามันก็เป็นสิ่งที่ฉันรับรู้ได้ว่า ฉันจริงใจในทุกๆอย่างที่ฉันทำ ทุกคนที่ฉันเจอ ใครจะคิดร้ายอย่างไรก็ช่าง เพียงแค่ฉันกลับไปที่บ้าน ฉันก็มีคนที่ฉันรัก และรักฉันเสมออยู่แล้ว

   3.  ท่าน ว. วชิรเมธี  ดิฉันชอบอ่านหนังสือ หรือไม่ก็อ่านบทความเล็กๆของท่านตามบนเว็ปไซต์ เพราะเวลาที่ฉันฟุ้งซ้าน คิดมาก ไม่รู้จะอธิบายให้ใครฟัง เพียงแค่อ่านบทความเตือนใจ เตือนสติของท่าน มันทำให้ฉันรับรู้ และคิดว่า ปัญหาที่เกิดขึ้น มันมีทางออก มันเหมือนเป็นสัจธรรมของชีวิต เราอย่ามองโลกแคบๆ ให้มองทุกอย่างให้กล้วงไกลออกไป เพราะในโลกนี้ เราคงไม่ใช่คนที่ทุกข์ที่สุด เสียใจที่สุด ยังมีอีกกี่ชีวิตที่เค้าต้องลำบาก เรื่องใหญ่แค่ไหน เราก็สามารถก้าวข้ามไปได้

ภาวินี อัตถากรโกวิท
IP: xxx.77.248.190
เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ ม.ล.ชาญโชติ

ดิฉัน ภาวินี อัตถากรโกวิทค่ะ

สำหรับคำถาม ทำอะไร ทำอย่างไร ทำเพื่อใคร ทำแล้วได้อะไร

- ทำอะไร

  ดิฉันตั้งใจให้เรียนให้จบภายใน 4 ปี แล้วตั้งใจที่จะสอบเข้าเรียนต่อทางด้านอาหารเพราะเป็นสิ่งที่ชอบ และอยากที่จะมีความเก่งทางด้านภาษาให้มาก เพื่อที่จะได้สามารถเข้าทำงานในสิ่งที่ตนเองฝันไว้ 

- ทำอย่างไร

   ตอนนี้ก็ตั้งใจที่จะเรียนให้จบ แล้วมีความขยันอดทนหาความรู้เพิ่มเติมทางด้านภาษาอังกฤษ เพื่อที่จะสามารถสอบเข้าสถาบันการโรงแรมเพื่อเรียนทางด้านอาหารต่อ เมื่อเรียนจบก็จะหางานทำทางด้านโรงแรมต่อเพื่อเป็นประสบการณ์ และจะเปิดสถาบันสอนทำอาหารให้ได้ในอนาคต

- ทำเพื่อใคร

  ทำเพื่อตัวเอง เพื่อครอบครัว

- ทำแล้วได้อะไร

  ได้ทำในสิ่งที่รัก จะได้มีความสุขในการประกอบอาชีพจะได้พึ่งพาตัวเองได้ และเป็นที่พึ่งของครอบครัว การทำในสิ่งที่ตัวเองรัก คงมีความสุขมากกว่าสิ่งอื่นใด

อุปนิสัย 7 ประการ

   ดิฉันชอบแนวความคิด โพรแอคทีพ .. ซึ่งสอนให้ดิฉันเป็นคนคิดบวกมากขึ้น จากที่เป็นคนมองโลกในแง่ร้าย และพูดคำว่า "ไม่" ขึ้นต้นด้วยเสมอ แนวความคิดบบโพรแอคทีพ เป็นแนวความคิดที่สอนให้เรามองในอีกด้านนึง ได้เห็นอะไรที่กว้างกว่า

ผู้นำทั้ง 3 แบบ

   1. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  เพราะตั้งแต่ดิฉันเกิดมา ดิฉันมักได้ยินพระราชกรณียกิจ และความเหน็ดเหนื่อยของพระองค์ จากคำบอกเล่าของพ่อแม่ คุณครูที่โรงรียน ไม่ก็ในทีวี ทุกภาพที่ดิฉันเห็น คือท่านทรงทำงานหนัก ออกไปในที่ที่กันดาน ซึ่งทุกครั้งที่ฉันเห็น ฉันจะคิดว่า อุ๊ย ในหลวงทำไมถึงไปในที่ที่แบบนั้นนะ ทำไมลุยโคลน ทำไมลำบากจัง ยิ่งโตขึ้น ดิฉันก็ได้รู้แล้ว ว่าไม่มีกษัตริย์พระองค์ใดที่ทรงมีพระอัจฉริยภาพได้ถึงเพียงนี้ เพียงแค่คนๆเดียว ทำทุกอย่างและคิดทุกอย่างเพื่อคนทั้งประเทศ ท่านเป็นบุคคลหนึ่งที่ดิฉันคิดว่าจะเอาเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต ในการเสียสละเพื่อส่วนรวม ทำเพื่อบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง

   2. คุณพ่อคุณแม่ ดิฉันมีครอบครัวที่อบอุ่น ดิฉันกล้าบอกได้ว่า ครอบครัวและญาติพี่น้องของฉันเป็นครอบครัวที่อบอุ่นมาก ทุกๆคนไม่เคยทิ้งฉัน สอนให้ฉันมองโลกในแง่ดี และหยิบยื่นสิ่งดีๆให้ฉันมาตลอดทั้งชีวิต จนบางครั้งฉันก็กลัวในการเผชิญโลกภายนอกที่โหดร้าย ทุกครั้งที่ฉันไม่เข้าใจเวลาที่มีใครมาทำร้ายจิตใจฉัน เวลาที่ฉันเจอคนไม่ดี ดิฉันก็จะมาถามพ่อกับแม่ ปรึกษาท่าน ท่านก็จะสอนฉันทุกอย่าง จนบางครั้งฉันก็คิดว่า ฉันไปแสวงหาความรักจากคนข้างนอกทำไม ในเมื่อภายในครอบครัวฉันมีความรักที่เปี่ยมล้นขนาดนี้ พ่อฉันสอนให้ฉันอย่าขี้เกียจ ตั้งใจเรียน สิ่งที่พ่อและแม่เน้นเสมอ คืออย่าทำให้พ่อแม่เสียใจ อย่าคดโกงใคร ฉันเอาพ่อและแม่เป็นตัวอย่างในการดำเนินชีวิต เพราะท่านเป็นคนดี หยิบยื่นความรักและความอบอุ่นให้แก่ผู้อื่นเสมอ ฉันรู้การมองโลกในแง่ดีเกินไปของฉัน มันอาจจะทำให้ฉันผิดหวังในซักวันหนึ่ง แต่ว่ามันก็เป็นสิ่งที่ฉันรับรู้ได้ว่า ฉันจริงใจในทุกๆอย่างที่ฉันทำ ทุกคนที่ฉันเจอ ใครจะคิดร้ายอย่างไรก็ช่าง เพียงแค่ฉันกลับไปที่บ้าน ฉันก็มีคนที่ฉันรัก และรักฉันเสมออยู่แล้ว

   3.  ท่าน ว. วชิรเมธี  ดิฉันชอบอ่านหนังสือ หรือไม่ก็อ่านบทความเล็กๆของท่านตามบนเว็ปไซต์ เพราะเวลาที่ฉันฟุ้งซ้าน คิดมาก ไม่รู้จะอธิบายให้ใครฟัง เพียงแค่อ่านบทความเตือนใจ เตือนสติของท่าน มันทำให้ฉันรับรู้ และคิดว่า ปัญหาที่เกิดขึ้น มันมีทางออก มันเหมือนเป็นสัจธรรมของชีวิต เราอย่ามองโลกแคบๆ ให้มองทุกอย่างให้กล้วงไกลออกไป เพราะในโลกนี้ เราคงไม่ใช่คนที่ทุกข์ที่สุด เสียใจที่สุด ยังมีอีกกี่ชีวิตที่เค้าต้องลำบาก เรื่องใหญ่แค่ไหน เราก็สามารถก้าวข้ามไปได้

 ขอบคุณค่ะ

ภาวินี อัตถากรโกวิท 50205731 sec:800

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับคุณอารีรัตน์ /คุณภาวิณี และทุกๆท่าน

การแสดงความคิดเห็นของคุณอารีรัตน์ และคุณภาวิณี ดีครับ โดยเฉพาะคุณภาวิณีดีมากครับ ผมอยากให้เยาวชนไทยคิดแบบคุณภาวิณีมากๆครับ อยากให้ช่วนเพื่อนๆ เข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็นในทางสร้างสรรค์ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้กันบ่อยๆอย่างสม่ำเสมอครับ

นับถือ

ม.ล.ชาญโชติ ชมพูนุท

เขียนเมื่อ 

สวัสดีวันแห่งความรักครับ

ขอโทษที่ไม่ได้เข้ามาดู blog เป็นเวลาร่วม 10 วัน อยากให้นักศึกษาที่กำลังจะจบและเตรียมตัวจะหางาน ให้เข้าไปศึกษาเรียนรู้ใน http://gotoknow.org/blog/chiraacademy/424915 เป็นประโยชน์ในการเตรียมความพร้อมในการเข้าทำงานครับ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับท่านอาจารย์มุขสุดา และนักศึกษา ตลอดจนผู้อ่านทุกท่าน

blog นี้ขาดการต่อยอดมาร่วม 20 วันแล้ว ไม่ทราบว่ายังมีผู้เข้ามาอ่านใหม่หรือมีคนเก่าเข้ามาติดตามความคืบหน้าหรือไม่ อย่างไรก็ตามอยากให้ blog นี้เป็นเวทีการแลกเปลี่ยนความคิดต่อไป อยากให้นักศึกษาที่กำลังจะเข้าไปสู่การเริ่มต้นทำงาน  แลกเปลี่ยนความรู้กันต่อไป เป็นการแลกเปลี่ยนระหว่างรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง ลูกศิษย์ ถึงอาจารย์ หรือผู้ใหญ่สู่เด็ก ผู้ปกครองสู่ลูกหลาน หรือจะเป็นการนำเรื่องดีๆที่ทำให้เกิดแรงบันดาลใจ มาเล่าให้เพื่อนๆได้ฟัง พบสิ่งดีๆนำมาแลกเปลี่ยนบอกกล่าวซึ่งกันและกัน

เขียนเมื่อ 

ขอนำเรื่องดีๆที่เพื่อนส่งมาให้ มาฝากผู้อ่านทุกๆท่านครับ

พร 4 ข้อของท่าน ว.วชิรเมธี

   รักษา "หัวใจ" ของใครคนนั้น...คนที่เรารัก ประหนึ่งหัวใจ "ตน"
                     ให้สมกับที่เขา...ไว้ใจ และเชื่อใจ ที่ฝากหัวใจ...ไว้ที่เรา                      

ใครที่ไม่ได้ไปนั่งฟังการบรรยายธรรมะโดยท่าน  ว.วชิรเมธี   ท่านได้ให้พร 4 ข้อ ดังนี้   
1.   อย่าเป็นนักจับผิด
 
คนที่คอยจับผิดคนอื่น แสดงว่า   หลงตัวเองว่าเป็นคนดีกว่าคนอื่น   ไม่เห็นข้อบกพร่องของตนเอง
" กิเลสฟูท่วมหัว ยังไม่รู้จักตัวอีก"  
คนที่ชอบจับผิด จิตใจจะหม่นหมอง   ไม่มีโอกาส" จิตประภัสสร" ฉะนั้น จงมองคน มองโลกในแง่ดี
" แม้ในสิ่งที่เป็นทุกข์ ถ้ามองเป็น   ก็เป็นสุข"


2.   อย่ามัวแต่คิดริษยา
 
"   แข่งกันดี ไม่ดีสักคน     ผลัดกันดี ได้ดีทุกคน"  
คนเราต้องมีพรหมวิหาร 4   คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา
คนที่เราริษยาเป็นการส่วนตัว   มีชื่อว่า" เจ้ากรรมนายเวร"   ถ้าเขาสุข เราจะทุกข์   ฉะนั้น เราต้อง ถอดถอน
ความริษยาออกจากใจเรา เพราะไฟริษยา   เป็น" ไฟสุมขอน" (   ไฟเย็น) เราริษยา 1 คน เราก็มีทุกข์ 1 ก้อน
เราสามารถถอดถอนความริษยาออกจากใจเราโดยใช้วิธี" แผ่เมตตา" หรือ   ซื้อโคมมา แล้วเขียนชื่อคนที่เราริษยา แล้วปล่อย ให้ลอยไป


3.   อย่าเสียเวลากับความหลัง  

90%   ของคนที่ทุกข์   เกิดจากการย้ำคิดย้ำทำ" ปล่อยไม่ลง ปลงไม่เป็น"
มนุษย์ที่สลัดความหลังไม่ออก   เหมือนมนุษย์ที่เดินขึ้นเขาพร้อมแบกเครื่องเคราต่างๆ   ไว้ที่หลังขึ้นไปด้วย
ความทุกข์ที่เกิดขึ้นแล้ว จงปล่อยมันซะ" อย่าปล่อยให้คมมีดแห่งอดีต   มากรีดปัจจุบัน"
" อยู่กับปัจจุบันให้เป็น"   ให้กายอยู่กับจิต จิตอยู่กับกาย คือมี" สติ" กำกับตลอดเวลา

4.   อย่าพังเพราะไม่รู้จักพอ  

"   ตัณหา" ที่มีปัญหา คือ ความโลภ ความอยากที่ เกินพอดี   เหมือนทะเลไม่เคยอิ่มด้วย น้ำ ไฟไม่เคยอิ่มด้วย   เชื้อ ธรรมชาติของตัณหา   คือ" ยิ่งเติมยิ่งไม่เต็ม"
ทุกอย่างต้องดูคุณค่าที่แท้ ไม่ใช่   คุณค่าเทียม   เช่น   คุณค่าที่แท้ของนาฬิกา คืออะไร คือ ไว้ดูเวลา   ไม่ใช่มีไว้ ใส่เพื่อความโก้หรู  
คุณค่าที่แท้ของโทรศัพท์มือถือ คืออะไร   คือไว้สื่อสาร แต่องค์ประกอบอื่นๆ ที่เสริมมาไม่ใช่   คุณค่าที่แท้ของโทรศัพท์
เราต้องถามตัวเองว่า" เกิดมาทำไม" " คุณค่าที่แท้จริงของการเกิดมาเป็นมนุษย์อยู่ตรงไหน"   ตามหา" แก่น" ของชีวิตให้เจอ
คำว่า"พอดี"   คือถ้า"พอ" แล้วจะ"ดี"   รู้จั ก "พอ" จะมีชีวิตอย่างมีความสุข  



ท่านที่ได้รับโปรดส่งต่อไปให้แก่คนที่ท่านรักแลปรารถนาดี   เป็นบุญเป็นกุศลยิ่งนัก  

สัพพะทานัง ธัมมะธานัง ชินาติ  

'   การใ ห้ธรรมะเป็นทาน   ชนะการให้ทั้งปวง'

จงดลบันดาลให้ท่านและครอบครัว   จงประสพแต่ความสุข ความเจริญ ด้วยอายุ วรรณะ สุขะ   พละ
และ   ปฏิภาณธนสารสมบัติทุกประการ  
 

 

นางสาว จรีภรณ์ แสงจันทร์
IP: xxx.42.98.90
เขียนเมื่อ 

ข้อความที่ดิฉันได้แสดงความคิดเห็นไป ไม่ขึ้นน่ะค่ะ

ไม่ทราบว่ามีเหตุขัดข้องอะไรบางอย่างรึเปล่า

แต่ดิฉันจะแสดงความคิดเห็นใหม่อีกครั้งน่ะค่ะ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับคุณจรีภรณ์

ไม่ทราบว่าแสดงความคิดมาเมื่อไหร่ครับ โปรดส่งมาใหม่ครับ ถ้าไม่ขึ้นอีกสงสัยต้องติดต่อผู้ดูแลระบบครับ ส่งมาใหม่ได้เลยครับ ผมจะรออ่าน

ชฎาณิศ ชมพิกุล 50205848
IP: xxx.123.127.147
เขียนเมื่อ 



สวัสดีค่ะ ม.ล.ชาญโชติ ดิฉัน ชฎาณิศ ชมพิกุล ค่ะ สำหรับคำถาม ทำอะไร ทำอย่างไร ทำเพื่อใคร ทำแล้วได้อะไร - ทำอะไร หนูตั้งใจที่จะเรียนให้จบภายใน 4 ปี แล้วที่จะหางานดีๆ ทำเพื่อทำให้ครอบครัวภูมิใจและสามารถไปคุยกับคนอื่นได้ว่าภูมิใจในตัวหนูมากแค่ใหน นี่อาจจะเป็นสเต็ปทั่วไปของหลายๆ คนที่วางแผนชีวิตไว้แบบนี้รวมถึงตัวหนูด้วย "งาน" ของหนูที่ว่า..จริงๆ แล้วก็คือ การทำตามความฝันของหนูซึ่งหลายคนอาจจะคิดว่ามันไร้สาระ เพ้อเจ้อ เป็นไปได้ยาก ยิ่งกับครอบครัวของหนูแล้วยิ่งไปกันใหญ่พวกเขาไม่เข้าใจและคิดว่ามันไม่มีทางเป็นไปได้ (ขออุ๊บส์!! ไว้นะคะว่างานที่ว่ามันคืออะไร 555+ เขิลค่ะ) แต่หนูเชื่อว่าถ้าหนูทำมันได้พวกเขาต้องดีใจและภูมิใจในตัวหนูมากกกกกกก - ทำอย่างไร ตอนนี้ก็ตั้งใจที่จะเรียนให้จบเพราะมันเป็นหน้าที่ของลูก-หลานที่ดี แล้วก็พยายามฝึกฝนตนเองให้เก่ง ให้โดดเด่นเข้าตากรรมการ555+ ดูแลตัวเองให้ดูดี ฝึกฝนหาประสบการณ์ในด้านที่หนูอยากจะทำ คอยมองหาและวิ่งหาโอกาสที่จะทำให้หนูได้มาซึ่งความสำเร็จ - ทำเพื่อใคร ทำเพื่อตัวเองและครอบครัว - ทำแล้วได้อะไร ได้ทำในสิ่งที่รัก ได้ความสุขทั้งกับตัวเอง ครอบครัว เพื่อน และคนรอบข้าง ได้ความภูมิใจ และที่สำคัญได้เงิน555++ อุปนิสัย 7 ประการ สำหรับหนูแล้วหนูว่า "การทำตามลำดับความสำคัญ" เป็นสิ่งที่ทุกคนควรจะนึกถึงและทำมัน เพราะทุกคนต้องมีหลายๆ อย่างที่อยากจะทำแต่บางคนอาจจะให้ความสำคัญกับสิ่งๆ นั้นแบบผิดๆ คือเลือกที่จะทำบางสิ่งก่อนโดยแท้ที่จริงแล้วสิ่งที่กำลังจะทำนั้นมันไม่ได้สำคัญเลยเมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้มองข้ามไปและเลือกที่จะทำมันทีหลัง อย่างเช่น ตอนนี้หนูมีหน้าที่เรียนหนังสือให้จบหนูก็ต้องเลือกที่จะเรียนก่อนเพื่อทำหน้าที่ของลูก-หลานที่ดี จากนั้นถ้าหนูอยากจะทำตามความฝันหรืออะไรก็ตามหนูก็ค่อยทำมัน ไม่ใช่เลือกทำตามความฝันของตัวเองจนทิ้งการเรียนซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง แต่ก็ไม่ได้เลือกที่จะทิ้งความฝันแค่ทดมันไว้ในใจก่อนเมื่อได้ทำหน้าที่ที่ควรจะทำสำเร็จแล้วค่อยหันกลับมาทำหน้ที่อีกอย่างหนึ่งที่ได้ทดไว้ในใจ ผู้นำทั้ง 3 แบบ 1. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู๋หัว เพราะตั้งแต่หนูจำความได้ หนูก็มักได้ยินพระราชกรณียกิจ และความเหน็ดเหนื่อยของพระองค์ จากคำบอกเล่าของพ่อแม่ คุณครูที่โรงรียน ไม่ก็ในทีวี ทุกภาพที่หนูเห็น คือท่านทรงทำงานหนัก ออกไปในที่ที่กันดาน ซึ่งทุกครั้งที่หนูเห็นหนูก็จะรู้สึกว่าทำไมในหลวงถึงไปในที่ที่กันดารแบบนั้น ทำไมต้องลุยโคลน ตากฝน เดินป่า ทำไมต้องไปด้วยพระองค๋เอง แต่พอโตขึ้น หนูก็ได้รู้แล้ว ว่าไม่มีกษัตริย์พระองค์ใหนที่ทรงมีพระอัจฉริยภาพได้ถึงเพียงนี้ เพียงแค่คนๆเดียว ทำทุกอย่างและคิดทุกอย่างเพื่อคนทั้งประเทศ ท่านเป็นบุคคลหนึ่งที่หนูคิดว่าจะเอาเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต ในการเสียสละเพื่อส่วนรวม ทำเพื่อบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง และหนูภูมิใจมากที่ได้เกิดเป็นคนไทยเป็นลูกของพ่อหลวง 2. ปู่ ย่า พ่อ ครอบครัวของหนูเป็นครอบครัวที่อบอุ่นแม้ว่าหนูจะไม่ได้อยู่กับแม่แต่หนูก็ไม่เคยรู้สึกเลยว่าตัวเองขาดความอบอุ่นเพราะหนูมีปู่ ย่า พ่อ พี่สาว พี่ชาย และคุณอา ที่น่ารัก ทุกคนในครอบครัวของหนูโดยเฉพาะปู่กับย่าเป็นไอดอลที่หนูจะยึดเป็นแบบ อย่างในการดำเนินชีวิตทั้งการทำงาน การอบรมสั่งสอนลูกหลานในอนาคต การเลี้ยงดูที่เป็นแบบเป็นกันเอง (จนบางครั้งอาจลามปามกันไปบ้าง) ปู่ของหนูเป็นคนเก่งทำเป็นทุกอย่างในบ้านเวลาบ้านมีปัญหาต้องซ่อมแซมอะไรก็ตามที่บ้านไม่ต้องเรียกช่างเลยปู่จัดการเรียบ!! และก็ยังทำกับข้าวอร่อยมากด้วย55+ ยังมีอีกตั้งเยอะที่อยากจะอวดเกี่ยวกับปู่ของหนูแต่มันคงจะยาววววววมาก เอาเป็นว่าถ้าหนูจะมีแฟนถ้าดีและเก่งไม่ได้ครึ่งนึงของปู่หนู หนูจะไม่แต่งงานค่ะ5555+ล้อเล่น 3. ท่าน ว.วชิรเมธี เพราะหนูชอบอ่านหนังสือของท่าน ชอบฟังท่านเทศน์ตามรายการโทรทัศน์ต่างๆ หนูเคยมีโอกาสได้เข้าฟังท่านเทศน์ด้วยค่ะตอนท่านมาเทศน์ที่มหาวิทยาลัยตอนนั้นหนูรู้สึกประทับใจมากกับการเทศน์ของท่าน ทำให้หนูรู้สึกเป็นคนดีขึ้น555+ มีกำลังใจที่อยากจะทำอะไรดีๆ เพื่อตัวเองและคนอื่น มองโลกในแง่ดีมากขึ้น มองโลกให้กว้างขึ้นและทำให้หนูรู้สึกว่าหนูไม่ใช่คนที่ทุกข์ที่สุด ลำบากที่สุด แย่ที่สุด ยังมีอีกหลายคนที่เขาต้องลำบากกว่าเราถือว่าเราโชคดีมากเมื่อเทียบกับคนเหล่านั้น ทำให้หนูสามารถมองข้ามผ่านเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหล่านั้นไปได้ ขอบคุณค่ะ ชฎาณิศ ชมพิกุล 50205848
เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับคุณชฎาณิศ

ขอแสดงความยินดีด้วยครับที่มีครอบครัวที่อบอุ่น คนเราทุกคนต้องมีความฝัน ความฝันทำให้เกิดแรงบันดาลใจ ความฝันที่ยากและไกลเกินตัวไม่ใช่ว่าจะทำให้สำเร็จตามความฝันไม่ได้ ถ้าเรามีการเตรียมการและมีขบวนการดำเนินการตามลำดับขั้นตอนที่ดีและเหมาะสม ขอเป็นกำลังใจช่วยให้ฝันของคุณชฎาณิศ เป็นจริงโดยเร็ววันครับ

ปุณยนุช สุนทราพันธรักษ์ 50205582
IP: xxx.77.248.220
เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ ท่าน ม.ล.ชาญโชติ ...หวังว่าการตอบคำถามของดิฉัน..คงไม่สายเกินไปนะคะ

ดิฉันอยากจะเป็นส่วนหนึ่งในการแสดงความคิดเห็น ดังนี้ค่ะ

วิธี 4 แนวคิดของพระเจ้าอยู่หัวฯ “ทำอะไร ทำอย่างไร ทำเพื่อใคร ทำแล้วได้อะไร”

ทำอะไร : อย่างแรกที่คิดจะทำ คือ “เรียนให้จบ” เพราะการเรียนเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น และขอเรียนตามตรงเลยว่า ดิฉันก็ติดค่านิยมที่ต้องเรียนให้ได้ปริญญาตรีเหมือนกันคนอื่นๆ แม้ว่าบางคนอาจจะไม่ได้เรียนปริญญาตรีมาเลย แต่เขาได้เรียนรู้ประสบการณ์ชีวิต(จากการทำงาน) มามากกว่าดิฉันเสียด้วยซ้ำ แล้วการที่ดิฉันและเพื่อนๆ กำลังจะได้เป็น “บัณฑิต” นั้น ย่อมสร้างความปลาบปลื้มแก่ครอบครัว รวมความภาคภูมิใจแก่ตนเองอีกด้วย แม้ดิฉันจะยังไม่ได้วางแผนการณ์ว่า เรียนจบแล้วจะทำอะไรต่อไป แต่สิ่งที่แน่นอน คือ ดิฉันรู้สึกดีใจที่ได้เรียนหนังสือจนจบสมกับความมุ่งหวังของตนเอง

ทำอย่างไร: แค่ตั้งใจเรียนคงไม่เพียงพอ หากไม่หมั่นทบทวนบทเรียนไปด้วย แต่ดิฉันทำต่างจากนั้น คือ นอกจากการเรียนภายในห้องแล้ว ยังจะต้องเรียนรู้ประสบการณ์ร่วมกับผู้อื่นด้วย โดยการทำกิจกรรมของสาขา คณะ หรือมหาวิทยาลัย ถึงจะไม่ได้เป็นนักกิจกรรมตัวยง แต่ก็ขอลองให้รู้บ้าง การที่“เรียนไป เล่นไป” ช่วยให้ดิฉันรู้สึกสนุกสนานกับการใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยเป็นอย่างมาก ถ้าหากดิฉันมัวแต่เรียนอย่างเดียว ก็คงไม่มีโอกาสที่จะในทำอีกในการทำงานจริง

ทำเพื่อใคร : แน่นอนว่าการเรียนให้จบปริญญาตรีนั้น เป็นการทำเพื่อตัวของดิฉันเอง นอกจากนี้ยังเป็นความหวังของครอบครัว (ม๊าและป๊า) ที่ลูกสาวคนโตเรียนจบภายในระยะเวลา 4 ปี

ทำแล้วได้อะไร : อาทิตย์นี้ เป็นอาทิตย์สุดท้ายในรั้วมหาวิทยาลัยของดิฉันแล้ว เวลา 4 ปีที่ผ่านมานี้ ดิฉันได้รับสิ่งที่มีค่าเป็นอย่างมาก ทั้งมิตรภาพ และการใช้ชีวิตที่ต้องห่างไกลจากครอบครัว การเรียนรู้สังคมที่กว้างมากขึ้น เพราะมหาวิทยาลัยจะช่วยให้ได้เข้าใจถึงความแตกต่างของแต่ละคน เพื่อนๆที่ต่างก็มาจากคนละโรงเรียน คนละจังหวัด นิสัยใจคอก็ย่อมแตกต่างกันไปด้วย และแม้ว่าจะแตกต่างกันอย่างไร มหาวิทยาลัยก็ได้ขัดเกลาให้พวกเราให้เป็นในทางเดียวกัน นั่นก็คือ มุ่งที่จะผลิตทรัพยากรของชาติ ดังนั้น สิ่งที่ดิฉันได้ก็คือ “ความทรงจำแห่งมิตรภาพ” ที่มีค่ายิ่งจากการเรียนในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา แห่งนี้

 อุปนิสัย 7 ประการ

ดิฉันเคยได้อ่านเรื่อง 7 Habits จากการที่อาจารย์ได้มอบหมายให้เป็นส่วนหนึ่งในหนังสืออ่านนอกเวลา เมื่อลองเปิดอ่านดูแล้ว เรื่องของอุปนิสัย 7 ประการ มันไม่ใช่เรื่องที่น่าปวดหัวเหมือนกับการคำนวณทางคณิตศาสตร์ ไม่ต้องคิดวิเคราะห์มาก แค่อาศัยความเข้าใจ เพราะมันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตพวกเราอยู่แล้ว เพียงแค่เปิดใจรับ สิ่งที่ดิฉันชอบมากที่สุดจาก 7 ประการ คือ อุปนิสัยที่ 1 (Proactive) โดยการรับผิดชอบต่อทางเลือกของตนเองเป็นสิ่งที่ทุกคนควรตระหนักและให้ความ สำคัญ เพราะสิ่งที่ตนเองได้เลือกแล้ว ถ้าไม่สานต่อ ก็ไม่อาจเป็นไปตามที่มุ่งหวังไว้ได้ เมื่อเปรียบกับการหัดขี่จักรยาน หากมัวแต่กลัวเจ็บ ก็จะขี่จักรยานไม่เป็น

ผู้นำทั้ง 3 แบบ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 

พระราชกรณียกิจของพระองค์นั้นมีมากมาย ทั้งโครงการหลวงต่างๆ ที่ช่วยให้ประชาชนชาวไทยได้มีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น ดิฉันเคยอ่านเรื่องของในหลวงเรื่องหนึ่ง ที่พระองค์ทรงโปรดให้กรอกเอกสารในช่องอาชีพของพระองค์ว่า “ทำราชการ” ทรงห่วงใยราษฎรของพระองค์ในทุกๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา การแพทย์ ศิลปวรรณคดี กีฬา ดนตรี โดยเฉพาะด้านเกษตรและชลประทาน...เมื่อเกิดน้ำท่วม พระองค์ทรงดำริหาทางแก้ ขาดน้ำก็มีฝนหลวง ในโลกนี้คงหาพระมหากษัตริย์ที่ทุ่มเทหยาดเหงื่อเพื่อราษฎรอย่างพระองค์ท่าน ไม่ได้อีกแล้ว ทรงปฎิบัติพระราชกรณียกิจไม่เว้นแม้วันที่ทรงพระประชวร พระอัจฉริยภาพของพระองค์ท่าน ทำให้ชาวโลกได้รับรู้ว่า “ประเทศไทยมีพระมหากษัตริย์ที่ทรงพระปรีชาโดยแท้ : King of King.” ไม่เคยมีครั้งไหนที่ดูคลิปวีดีโอเกี่ยวกับในหลวงแล้ว...จะไม่ร้องไห้ น้ำตามักจะไหลออกมาด้วยความปลาบปลื้มอยู่เสมอ และไม่น่าแปลกใจเลยที่ทำไมคนต่างชาติถึงอิจฉาคนไทย ดิฉันรู้สึกดีใจที่ได้เกิดมาเป็นประชาชนของพระองค์ท่าน เป็นข้าแผ่นดินของในหลวง...มันน้อยนิดหาเมื่อเทียบกับสิ่งที่พระองค์ได้พระ ราชทานให้กับเราชาวไทยมาโดยตลอด เพียงแค่เอ่ยออกมาว่ารักในหลวง ยังเทียบไม่ได้กับการที่เราจะปฎิบัติตามพระราชดำรัสของพระองค์ เช่น พระราชดำรัสถึงบุคลากรและนิสิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในวันที่ทรงปลูก ต้นทรีไว้ว่า “ขอฝากต้นไม้นี้ให้มหาวิทยาลัยและนิสิตช่วยกันรักษาให้ดี อย่าให้หงอย ขอฝากนิสิตทั้งหลาย ขอให้ช่วยกันรักษาตัวเองให้ดี และอย่าลืมว่าตัวเองนั้นจะอยู่กันได้ก็ด้วยแผ่นดินไทย ขอให้ช่วยรักษาแผ่นดินไทยไว้ด้วย คนไทยถ้าไร้แผ่นดินก็จะหงอยกันหมด อยู่กันไม่ได้ และเราก็ไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น” ดังนั้นดิฉันจะเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยรักษาแผ่นดินไทยและเป็นกำลังในการ พัฒนาประเทศชาติต่อไป

ในหลวง...พระองค์ทรงเป็นร่มโพธิ์ ร่มไทร ของปวงชนชาวไทย ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน 

แม้ในตอนนี้หลวงตามหาบัวจะได้ละสังขารไปแล้ว แต่คุณความดีที่หลวงตาได้ทำให้แก่ประเทศชาตินั้น ยากที่จะลืมเลือน ดิฉันจำตอนที่อยู่ในยุค IMF ได้เป็นอย่างดี เพราะมีแต่คนคอยย้ำว่า เด็กนักเรียนอย่างดิฉันก็เป็นหนี้ไปกับเขาด้วย ช่วงนั้นหลวงตามหาบัวได้มีการจัดผ้าป่าช่วยชาติขึ้นมา และได้มารับผ้าป่าที่วัดทุ่งสามัคคีธรรมในจังหวัดสุพรรณบุรี ดิฉันและครอบครัวก็ได้ไปร่วมทำบุญในครั้งนั้นด้วย แต่ละคนที่ร่วมกันเสียบธนบัตรในกองผ้าป่าช่วยชาติ คนละเล็กละน้อยตามกำลัง ไม่นานก็กลายเป็นจำนวนมหาศาล กองผ้าป่าบางกองก็มีสร้อยทองแขวนรวมไว้ด้วย ตอนนั้นดิฉันแปลกใจมาก ว่าทำไมผู้คนถึงได้เดินทางมาทอดผ้าป่ากันมากมาย แต่เมื่อรู้ความ ทำให้เข้าใจว่า พลังศรัทธาในตัวของหลวงมหาบัวทำให้แม้แต่ชาวบ้านที่หาเช้ากินค่ำที่มีรายได้ เพียงเล็กน้อย ก็อยากจะมีส่วนร่วมในการนำเงินไปชำระหนี้ให้ประเทศด้วยกันทั้งสิ้น ถ้าไม่มีหลวงตามหาบัวนำเงินของกองผ้าป่าไปให้รัฐบาลในการชำระหนี้..ดิฉันคิด ว่าปัจจุบันพวกเราคนไทยก็คงยังเป็นหนี้กันต่อไป ดิฉันได้อ่านข้อความของหลวงตามหาบัว ที่ท่านกล่าวไว้ว่า “แม้การเสียสละช่วยเหลือดังกล่าว จะเป็นการช่วยเหลือปลายเหตุก็ตาม แต่ก็มีความจำเป็น เพราะขณะนี้สมบัติรวมของชาติยังขาดตกบกพร่องอยู่ จึงต้องร่วมไม้ร่วมมือกัน ต่างเสียสละช่วยกันอุดหนุนครั้งแล้วครั้งเล่า จนกระทั่งอิ่มพอ เหมือนเรารับประทานอาหาร หากยังไม่อิ่มก็เติมเข้าเรื่อย ช้อนเล็กบ้างใหญ่บ้าง ตักเติมเข้าปากจนอิ่ม การเสียสละมากบ้างน้อยบ้างก็เช่นกัน ต่างมีความจำเป็นต้องช่วยกันครั้งแล้วครั้งเล่า ความสามัคคีกัน ร่วมมือและเสียสละเช่นนี้ ยังเป็นคติตัวอย่างอันดีแก่เด็กและกุลบุตรสุดท้ายภายหลัง ให้ได้รับเครื่องฝังใจที่ดี ให้รู้จักมีแก่จิตแก่ใจเสียสละซึ่งกันและกัน ไม่เพิกเฉยท้อถอยง่าย ๆ ต่อปัญหาใด ๆ แต่กลับให้มีใจเป็นนักต่อสู้ ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค เด็กเหล่านี้จะเห็นตัวอย่างนี้ จากพ่อแม่พี่น้องปู่ย่าตายายในคราวเสียสละครั้งนี้เอง”

หากคนไทยไม่ช่วยเหลือกัน ...แล้วใครจะมาช่วยเหลือเรา

ม๊าและป๊า

หากไม่มีม๊าและป๊า ดิฉันก็คงไม่มีวันนี้ วันที่ดิฉันกำลังจะสำเร็จการศึกษา ครอบครัวของดิฉันมีพี่น้องทั้งหมด 4 คน และดิฉันเป็นคนโต โดยปกติลูกคนโตมักจะโดนใช้งานหนักกว่าน้องๆเสมอ ตอนแรกดิฉันก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องมอบหมายงานให้ดิฉันทำคนเดียว น้องๆก็ทำได้ ทำไมม๊าป๊าไม่ใช้น้อง เคยแอบน้อยใจบ้าง แต่พอทำนานๆเข้า ทำให้ดิฉันรู้ถึง “หน้าที่และความรับผิดชอบ” ที่ดิฉันจำเป็นต้องมี ม๊าบอกว่า พวกดิฉันสบายกว่ารุ่นม๊าเยอะ ม๊าชอบเรียนหนังสือ แต่ก็ไม่ได้เรียนเพราะต้องช่วยอาม่า(ยาย)ดูแลงานที่บ้าน (ม๊าเป็นพี่คนโตเหมือนกัน) ม๊าบอกว่าเพื่อนม๊าชมว่าลูกบ้านนี้ขยัน ไม่เหมือนลูกหลานของเขา ดิฉันคิดว่า ถ้าม๊าไม่ให้ดิฉันทำงานอะไรเลย ดิฉันก็คงจะกลายเป็นเด็กเอาแต่ใจ คงทำงานไม่เป็นและคงไม่มีคนมาชมให้ดีแบบนี้....ดิฉันดีใจที่ได้เกิดมาเป็น ลูกของม๊าและป๊า  ม๊าป๊าเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับดิฉันในการที่จะใช้ชีวิตโดยรู้จักคำว่า “หน้าที่” และ “ความรับผิดชอบ” ไม่ใช่เรื่องยากที่จะทำ แต่ขึ้นอยู่กับสำนึกของแต่ละคนว่า จะทำหรือไม่ ถ้าทุกคนรู้จักหน้าที่ของตนเอง และรับผิดชอบหน้าที่นั้นๆ สังคมก็จะไม่วุ่นวายดังเช่นปัจจุบัน

ต้องการเป็นผู้นำแบบไหน

ดิฉันอยากจะเป็นผู้นำที่ยึดมั่นในหลักของคุณธรรม ไม่จำเป็นจะต้องเป็นผู้นำที่มีอำนาจมากล้น แต่ต้องการเป็นผู้นำที่คนอื่นเห็นแล้วอยากทำตาม อำนาจมันไม่จีรัง ดังคำ “ได้ลาภ เสื่อมลาภ ได้ยศ เสื่อมยศ” มีแต่ความดีเท่านั้นที่จะคงอยู่ ตอนนี้ดิฉันสามารถเป็นผู้นำที่ดีให้แก่น้องๆของดิฉันเองได้ ในเรื่องของการเรียน (ความมุมานะในการศึกษา) และอนาคตดิฉันจะเป็นผู้นำที่ดีควบคู่คุณธรรม จริยธรรมให้กับผู้ใต้บังคับบัญชาในการทำงานต่อไป

 ขอบพระคุณสำหรับโอกาสที่ ท่าน ม.ล.ชาญโชติ ...มอบให้กับพวกเราชาวเกษตรค่ะ

ด้วยความเคารพอย่างสูง

นางสาวปุณยนุช สุนทราพันธรักษ์

นางสาวยุพาวดี ทรัพย์จินดาผล
IP: xxx.77.248.220
เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ ท่าน ม.ล.ชาญโชติ

ดิฉันเห็นเพื่อนหน้าเว็บนี้ิ้ทิ้งไว้ เลยอยากจะเข้ามาตอบแบบเพื่อนๆบ้าง (ดิฉันก็เลยใช้คอมเพื่อนตอบคำถามด้วยเลย จะได้ไม่ต้องไปเปิดเครื่องใหม่)

วิธี 4 แนวคิดของพระเจ้าอยู่หัวฯ “ทำอะไร ทำอย่างไร ทำเพื่อใคร ทำแล้วได้อะไร”

ทำอะไร เรียนให้จบค่ะ ดิฉันตั้งใจจะเรียนให้จบภายในสี่ปี (แม้จะมีวิชาคำนวณที่ดิฉันไม่ถนัดเลยก็ตาม) 

ทำอย่างไร ดิฉันตั้งใจอย่างสุดความสามารถค่ะ เพื่อฝ่าฟันวิชาที่ถนัดและไม่ถนัดให้ได้ ช่วงนี้เป็นช่วงสอบปลายภาคเรียน ดิฉันอยู่ในระหว่างการอ่านหนังสืออยู่ ดังนั้นผลลัพธ์ที่กำลังจะมาถึงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมค่ะ

ทำเพื่อใคร เพื่อตัวของดิฉันเองและพ่อแม่ค่ะ ทำให้ดิฉันภูมิใจใจตนเองเป็นอย่างมาก

ทำแล้วได้อะไร นอกจากจะได้ความรู้ และใบปริญญา ดิฉันยังได้ประสบการณ์ที่ดีในการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยค่ะ เพราะหากดิฉันมัวแต่เกเร ไม่ยอมเรียน ก็คงจะไม่มีทางสำเร็จการศึกษาภายในสี่ปีได้อย่างแน่นอน

อุปนิสัย 7 ประการ

อุปนิสัยทั้ง 7 ประการ เป็นสิ่งที่ดีในการที่ทำให้รู้จักตนเองและพัฒนาความสามารถให้ดียิ่งขึ้น ไม่มีสิ่งไหนที่มนุษย์คิดแล้วทำไม่ได้ เช่น การท่องอวกาศ ที่ในอดีตอาจจะเป็นแค่เรื่องเหลวไหล แต่ในปัจจุบันมันเป็นไปได้ และในอนาคตหากมีการท่องเที่ยวในอวกาศก็เป็นไปได้เช่นกัน หากมนุษย์ไม่ละความพยายามนั้นค่ะ

ผู้นำทั้ง 3 แบบ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ในหลวงทรงเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับราษฎรชาวไทยทุกคน พระราชดำรัสเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงนั้น หากทุกคนปฎิบัติตามแล้ว ก็จะเกิดแต่ความสุข ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ตามพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสในหนังสือคำสอนพ่อ ที่เขียนไว้ว่า “ประเทศไทยเราอาจไม่เป็นประเทศที่รุ่งเรืองที่สุดในโลก หรือรวยที่สุดในโลก หรือฟู่ฟ่าที่สุดในโลก แต่ก็ขอให้เมืองไทยเป็นประเทศที่มีความมั่นคงมีความสงบได้ เพราะว่าในโลกนี้หายากแล้ว เราทำเป็นประเทศที่สงบประเทศที่มีคนที่ช่วยเหลือซึ่งกันและกันจริงๆ เราจะเป็นที่หนึ่งในโลกในข้อนี้... แล้วรู้สึกว่าที่หนึ่งในโลกในข้อนี้จะดีกว่าผู้อื่น จะดีกว่าคนที่รวยที่สุดในโลก จะดีกว่าคนที่เก่งในทางอะไรก็ตามที่สุดในโลก. ถ้าเรามีความสงบ แล้วมีความสบายความมั่นคงที่สุดในโลกนั้น รู้สึกจะไม่มีใครสู้เราได้”
ในหลวงทรงเป็นพระมหากษัตริย์ในดวงใจของชาวไทยทุกคนค่ะ...ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

พระมหาวุฒิชัย (ว.วชิรเมธี)

ท่าน ว.วชิรเมธี มักจะมีคำสอนที่จรรโลงใจให้ดิฉันคิดตามอยู่เสมอ ดังเช่น ท่านสอนให้คิดบวก (Positive Thinking, Positive Life) เวลาเจองานหนัก ให้บอกตัวเองว่า นี่คือโอกาสในการเตรียมพร้อมสู่ความเป็นมืออาชีพ เหมือนกับการศึกษา เมื่อเจอภาระงาน การบ้านที่มากมาย แต่เมื่อคิดให้ดีแล้วจะพบว่า งานที่ทำไม่ได้ยากหรือมากจนเกินไปเลย และไม่เกินความสามารถของตัวดิฉันและเพื่อนๆเองที่จะทำได้

บิดามารดา

พ่อแม่ สอนให้ดิฉันรู้จักการเก็บเงิน ไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย และสอนให้รู้จักการจัดสรรปันส่วน  พ่อจะให้เงินเป็นรายเดือน และให้ดิฉันแบ่งเอาเองว่าควรจะใช้อย่างไรจึงจะพอ ถ้าไม่เกิดเหตุฉุกเฉินจริงๆ ดิฉันก็จะไม่ต้องขอเงินเพิ่มเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในระหว่างเรียน

ต้องการเป็นผู้นำแบบไหน

ผู้นำที่ดิฉันอยากจะเป็นคือผู้นำที่มีจริยธรรมอยู่ในตัว ใช้อำนาจหน้าที่โดยสุจริต เป็นตัวอย่างที่ดีในการปฎิบัติตนกับลูกน้อง นอกจากนี้จะต้องเป็นผู้นำที่มีการพัฒนาตนเองอยู่เสมอ

ด้วยความเคารพอย่างสูง

นางสาวยุพาวดี ทรัพย์จินดาผล : 50205772

 

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ คุณปุณยนุช และคุณยุพาวดี และท่านผู้อ่านทุกๆท่าน

ผมอ่านการบ้านของคุณทั้งสองแล้วชื่นใจจริงๆครับ โดยเฉพาะการบรรยายของคุณปุณยนุชเกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทำให้ผมน้ำตาซึมรู้สึกปลาบปลื้มเช่นเดียวกับคุณปุณยนุชที่เกิดมาเป็นคนไทยที่มีพระมหากษัตริย์ที่รักประชาชนของพระองค์

การบรรยายของคุณปุณยนุชออกมาจากภายใน ล้วนแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่ดี และผมมีความเชื่อมั่นว่าคุณทั้งสองจะเป็นผู้นำที่ดีมีจริยธรรมเป็นกำลังให้ประเทศชาติในอนาคต

ต้องขอฝากชมเชยท่านอาจารย์มุขสุดา และอาจารย์ทุกๆท่านที่ให้ความรู้กับนักศึกษากลุ่มนี้ ผมอ่านของแต่ละคนทำให้มีความรู้สึกดีๆและชื่นชมนักศึกษากลุ่มนี้เป็นอย่างมาก

อีกไม่นานนักศึกษากลุ่มนี้ก็จะสำเร็จการศึกษาตามความหวังและความฝันของทุกคน แต่อยากจะฝากว่าอย่าหลงแต่ดีใจและเข้าใจว่าการได้รับปริญาคือความฝันอันสูงสุด ชีวิตการทำงานครั้งแรกเป็นก้าวที่สำคัญมาก จะเป็นการก้าวเข้าสู่ชีวิตที่แท้จริง ที่ผ่านมาเป็นช่วงของการเรียนรู้ในภาคของการรับและทำเพื่อตัวเองเป็นหลักใหญ่ แต่ก้าวต่อไปจะเป็นก้าวของผู้ให้ และทำเพื่อคนอื่นเป็นส่วนใหญ่ อย่างคิดว่าได้รับปริญาแล้วถือว่าเรียนจบแล้ว การเรียนรู้ไม่มีวันจบต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต ขอให้ทุกๆคนโชคดีได้งานดีๆที่เหมาะสมกับทุกๆท่าน สร้างความเข้มแข็งให้กับตัวเอง ครอบครัว สังคม และประเทศชาติ

เขียนเมื่อ 

เมื่อวานผมเข้าร่วมประชุมอนุกรรมการพัฒนาทุนมนุษย์ ภายใต้กรรมการจัดทำแผนพัฒนาธุรกิจแห่งชาติ  มีกรรมการท่านหนึ่งแจ้งว่าที่มหาวิทยาลัยในประเทศ Australia สอนนักศึกษาให้เตรียมพร้อมที่จะตกงาน 5 ครั้ง และจะต้องเปลี่ยนอาชีพถึง 3 ครั้ง ทำไม่เขาจึงสอนเช่นนั้น ประเทศไทยเราสอนอะไร ?

เขียนเมื่อ 

พัฒนาทุนมนุษย์เพื่อประโยชน์ของสังคม และเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจ (ภาคธุรกิจ) มนุษย์ที่กล่าวถึงคือคนไทยทุกคน ช่วงแรกเกิด ช่วงศึกษาหาความรู้ (อนุบาล / ประถม / มัธยมต้น/มัธยมปลาย/อาชีวะ/อุดมศึกษา) ช่วงทำงาน ช่วงชราภาพ(ผู้สูงอายุ) ไม่ว่าจะอยู่ในชั่วไหน มนุษย์เรียนรู้จากประสบการณ์อยู่ตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับความเอาใจใส่ของแต่ละคน

มนุษย์ทุกคนจะเพิ่มทุนของตัวเองตามอายุ ข้อสำคัญคือจะนำทุนมนุษย์ของแต่ละคนไปสร้างคุณค่าให้กับสังคม หรือกับเศรษฐกิจ (แบ่งเป็นเศรษฐกิจของตัวเอง ครอบครัว องค์กร สังคมและประเทศชาติ)

คนบางคนเน้นการนำทุนไปใช้ทางเศรษฐกิจ (รายได้) โดยไม่ใช่้ทุนในการตอบแทนสังคม บางครั้งเศรษฐกิจและสังคมจะวิ่งสวนทางกัน การพัฒนาทุนมนุษย์ ก็คือการพัฒนาให้มนุษย์ใช้ทุนเพื่อเศรษฐกิจและเพื่อสังคมอย่างสมดุล

คนที่มีทุนด้านสังคมมากอาจต้องได้รับการพัฒนาความรู้ด้านเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น และผู้ที่ใช้ทุนเศรษฐกิจมากจะต้องหันมาใช้ทุนเพื่อสังคมบ้าง ถ้ามนุษย์นำทุนของตัวเองมาใช้เพื่อสังคมและเศรษฐกิจอย่างสมดุล ทั้งตัวเอง ครอบครัว องค์กร สังคม และประเทศชาติจะมีความมั่นคงอย่างยั่งยืน

เขียนเมื่อ 

วันนี้ดีใจมากได้รับ เอกสารจากคุณ Jiraporn Nuangcharoen เรื่อง "ธรรมะหลวงตามหาบัว" เอกสารนี้ย่อมาจากหนังสือเล่มหยดน้ำบนใบบัว-ภาษาไทย jswasilka

เอกสารนี้มีทั้งหมด 14 หน้า แบ่งเป็นหลายๆเรื่อง ผมไม่แน่ใจว่าสามารถนำมาลงในครั้งเดียวได้หรือไม่ ถ้าลงทั้งหมดไม่ได้จะตัดเป็นตอนๆ โดยเลือกส่วนที่เกี่ยวข้องกับนักศึกษาที่กำลังจะจบและออกไปทำงานเป็นหลัก แต่ถ้าได้ทั้งหมด ก็ขอให้ไปเลือกอ่านตอนที่สนใจหรือความจริงควรจะอ่านทั้งหมด เพราะเป็นสิ่งดีๆในการดำรงชีวิตทั้งสิ้น

เวลาพ่อแม่ว่าอะไรก็อย่าถกอย่าเถียง อย่าโต้อย่าอวดรู้อวดฉลาด เราโต ขึ้นมาเราไปเรียนหนังสือ แล้วเอาความรู้นี้ไปอวดพ่อแม่ คนนั้นเป็นคนโง่คนพาลสันดานหยาบ ไม่ดี คนอกตัญญู คนนั้นไปทำอะไรไม่เจริญนะ ดีไม่ดี ลูกเกิดขึ้นมาก็มาเป็นภัยต่อพ่อแม่ เราไม่รู้จักบุญคุณของพ่อแม่ฉันใด ลูกก็จะไม่รู้จักบุญจัก  คุณของเราฉันนั้น

 

อย่าได้ลืมคุณของพ่อของแม่ อันนี้เป็นหลักเกณฑ์ที่ใหญ่โตมาก ใครประมาทพ่อแม่แล้วคนนั้นไม่เจริญเลย เพราะพ่อแม่นี้เป็นเรื่องหนักมาก ถ้าว่าบุญก็บุญมาก กุศลมาก ปฏิบัติถูกต่อพ่อแม่แล้ว ท่านว่าได้บุญมาก เทียบกับพระอรหันต์องค์หนึ่ง ไม่ใช่เล่นๆ นะ ถ้าทำผิดก็เป็นพิษอย่างร้ายแรง

 

เวลาไปพบครูอาจารย์สถานที่ใดให้ยกมือไหว้และทำความเคารพอย่างอ่อนน้อมถ่อมตนจริงๆ ให้เราคิดถึงครูอาจารย์ว่าเป็นผู้มีคุณค่าอยู่บนหัวใจของเราหรืออยู่บนกระหม่อมจอมขวัญของเราเสมอ อย่าได้ลืม อย่าได้ลบหลู่ดูหมิ่น เราจะเป็นผู้เจริญในอนาคต เวลาเราเป็นผู้ใหญ่หรือเป็นครูอาจารย์คน ย่อมมีคนเคารพสนองตอบความดีของเราเราเป็นนักเรียน ศึกษาเล่าเรียนให้เข้าอกเข้าใจให้เคารพครูเคารพอาจารย์กลับไปบ้านไปเรือน เคารพพ่อเคารพแม่ เคารพวัยวุฒิ คุณวุฒิ เคารพคนเฒ่าคนแก่ เคารพท่านผู้มีบุญมีคุณ

 

สมมติว่าเรามีความรักความชอบในผู้ใดก็ตาม ความรักนั้นยอมรับว่ารัก เพราะอยู่ภายในใจใครห้ามไม่ได้ แต่สิ่งที่เราจะบังคับไม่ให้เป็นไปตามความรักเสียทุกอย่างนั้นเป็นเรื่องของใจจะต้องบังคับ สติปัญญาจะต้องบังคับตนไม่ให้แสดงออกในสิ่งที่ไม่น่าดูและในสิ่งที่เสียหาย จนกว่าเวล่ำเวลาได้อำนวยถูกต้องทุกประการแล้วนั้น โลกยอมรับกัน เพราะเป็นไปด้วยความถูกต้องดีงาม เป็นไปด้วยขนบประเพณีที่มนุษย์ยอมรับกัน

 

ผู้ชายก็รักเกียรติของตัวว่าเป็นชาย ผู้หญิงก็สงวนศักดิ์อันดีงามของตนว่าเป็นกุลสตรี ตามประเพณีของมนุษย์ ผู้มีสมบัติผู้ดีของเมืองไทยเราถือกันมาอย่างนั้น เพราะเป็นหลักประเพณีอันดีงามมาแต่ดึกดำบรรพ์ ไม่เคยล้าสมัยและมีปมด้อยร่อยหรอแก่ประเพณีของชาติใดในโลก

 

นี่สอนให้บรรดาลูกหลานมีหลักใจ โดยอาศัยหลักธรรมเข้าเป็นเครื่องสนับสนุน เป็นเครื่องป้องกันตัว เป็นเครื่องรักษาตัว เป็นธรรมอบอุ่นใจ เวลาก่อนนอนอย่างน้อยให้ไหว้พระอิติปิโสฯ สวากขาโตฯ หรืออรหังฯ สวากขาโตฯ สุปฏิปันโนฯ แล้วเวลาจะนอนให้ระลึกถึงคำบริกรรมภาวนา เพื่อให้เป็นพลังของจิต เช่น พุทโธ พุทโธ

 

เรานั่งภาวนาอย่างน้อยได้สัก ๕ นาที ให้นั่งนึกอยู่กับพุทโธ พุทโธ.. ทีนี้เวลานอนลงไปก็ให้นึก พุทโธ พุทโธ…จนกระทั่งหลับ  นี่ จิตใจเราก็แช่มชื่นเบิกบาน หลับฝันไปก็ไม่ฝันร้ายฝันน่ากลัวต่างๆ จิตใจก็มีพลัง…

 

ศีลธรรมและความประพฤติของผู้กำลังศึกษาเล่าเรียน เป็นสิ่งที่เราจะเพิกเฉยไม่ใส่ใจไม่ได้โดยเด็ดขาด แต่ต้องพยายามขวนขวายเข้าประดับตนให้มาก ท่านให้เหตุผลว่า เราจะมีแต่วิชาความรู้เพียงอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีธรรมเข้าแทรกเสมอด้วยการพินิจพิจารณาใคร่ครวญว่าผิดหรือถูกประการใดในการคิด การพูดและการกระทำของตนเอง

 

เรียนมาเท่าไร ก็เป็นเครื่องมือของความชั่วช้าลามกไปเสียทั้งสิ้นๆ เวลานี้เป็นอย่างนั้นนะ ถ้าไม่มีธรรมแล้ว ยังไงโลกนี้จะพินาศฉิบหายจริงๆ  เพียงความรู้ทางโลกที่เรียนมา ความรู้อันนี้มันเป็นเครื่องส่งเสริมกิเลสตัณหาให้เอาไปใช้ได้อย่างคล่องตัวๆ

 

ผู้ที่ล่มจมก็คือเราๆ ผู้เรียนมานั้นแหละ มันทำให้โลภให้โกรธให้หลง พาให้ส่งเสริมราคะตัณหามากขึ้นๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นฟืนเป็นไฟทั้งสิ้น

 

พุทธศาสนาเป็นศาสตร์ที่ลึกลับมากที่สุด แต่ไม่มีใครสนใจศึกษาปฏิบัติ จึงไม่มีใครรู้เห็นถึงความอัศจรรย์และความเลิศเลอของศาสตร์แขนงนี้ ผู้ที่เรียนจบวิชานี้จะเรียกว่า เรียนจบไตรภพ หรือจบความรู้ทั่วสามแดนโลกธาตุก็ไม่ผิด

 

อันนี้เป็นความลึกลับมากของภพของชาติ ความเปิดเผยคือการเกิดตายอย่างนี้ด้วยกัน เห็นชัดเจน แต่สาเหตุของมันที่จะพาให้มาเป็นอย่างนี้ เป็นยังไงนี้ ไม่มีใครรู้ได้ ไม่มีใครเรียนรู้ได้เลยละ นอกจากด้านจิตตภาวนาพุทธศาสนา

 

พุทธศาสตร์นี่เข้าถึงขั้นจิตศาสตร์นี้แล้ว ไม่มีใครรู้ได้ด้วย ถ้าไม่ได้ทำทางภาคปฏิบัติ รู้ไม่ได้เลยถ้าเป็นทางด้านจิตตภาวนาเรียกว่าทำทางด้านจิตศาสตร์ล้วนๆ แล้ว รู้ตามไปจนถึงถอนรากถอนโคนมันออกได้หมด ไม่เหลือ ไม่เหลือเลยนะ

 

ธรรมชาติเป็นคอมพิวเตอร์อยู่ในตัวแล้วในการสร้างดีสร้างชั่ว บาปบุญคุณโทษ ประโยชน์มิใช่ประโยชน์ต่างๆ บรรจุคอมพิวเตอร์อยู่ในตัวของมัน จดเข้าอยู่ในหัวใจๆ

 

หลวงตาให้ความอนุเคราะห์ช่วยเหลือหน่วยราชการหลายหน่วยในด้านต่างๆ กัน เพราะท่านเห็นว่าเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่โดยตรงในการให้ความสะดวก ให้บริการช่วยเหลือแนะนำในการประกอบอาชีพ สารทุกข์สุกดิบบำบัดทุกข์บำรุงสุข รวมทั้งสวัสดิการต่างๆ แก่ประชาชนเป็นพื้นฐานอยู่แล้วเมื่อหน่วยราชการต่างๆ มาขอความช่วยเหลือ หากเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นเร่งด่วนและสมเหตุผล ท่านก็เมตตาอนุเคราะห์ให้

 

มนุษย์เรานี่ หลักใหญ่ของมนุษย์เราที่มีธรรมอยู่ด้วยกัน เห็นใจเขา เห็นใจเรา ให้อภัยกันได้ ธรรมเป็นอย่างนั้นนะ ไม่ถือสีถือสากันง่ายๆ ผิดยอมรับว่าผิด แล้วแก้ไขดัดแปลง ให้ขอโทษกันธรรมท่านดูหมด ท่านจึงมีเข้มงวดกวดขันให้อยู่ในขอบเขต มันพอเหมาะพอดีแล้วกับเมียคนนี้ กับผัวคนนี้ พอเหมาะพอดีแล้ว อย่าให้เลยนี้ไปนะ

 

ราคะตัณหาอย่าให้กำเริบเสิบสาน บังคับมันไว้ให้อยู่ในเขต อย่าปล่อยตามมัน ปล่อยตามมันแล้วเผาเราทันที เสริมมันเท่าไหร่ มันยิ่งไปใหญ่เลยนี่ อย่าเสริมมันเลย บังคับมันไว้ พากันเชื่อธรรมแล้วสงบ ถึงจะอดจะอิ่มบ้างเป็นธรรมดาโลก อันนี้เป็นโลกอนิจจัง มีความทุกข์ความจน ความมั่งความมีเป็นกาลเป็นเวลาเป็นครั้งคราวเหมือนกันทั่วโลก ยังไงก็ขอให้ธรรมมีในใจ เป็นตายด้วยกันเชื่อถือกันได้ ฝากเป็นฝากตายต่อกันได้

จงรักภักดีซื่อสัตย์สุจริตต่อกันนี้อบอุ่นที่สุด ถึงจะจนก็จนด้วยกัน เป็นด้วยกันตายด้วยกัน ไม่เป็นไร อันนี้ไม่มีไฟมาเผา ไฟข้างนอกไม่มาเผา อยู่ได้

 

สุราก็คือ เครื่องดองของเมา และนำผู้ดื่มให้ลดคุณภาพแห่งความสมบูรณ์มาเป็นบกพร่อง

 

พระพุทธเจ้าจึงห้าม ห้ามไว้อย่างนี้ เพราะไม่อยากให้คนเป็นบ้ากันทั้งบ้านทั้งเมืองทั้งแผ่นดิน ความละอายต่อบาปต่อกรรม ต่อบุคคล ต่อที่สูงที่ต่ำไม่มี ไปที่ไหนพูดอะไรได้หมดไม่มียางอาย เพราะหมดยางอาย พูดวันยังค่ำไม่มีจบ จงตั้งหน้าตั้งตาทำตัวของตัวให้เป็นตัวอย่างของตัวเอง ให้มีความร่มเย็น ให้มีความพึงใจในตัวของเราเองก่อนที่จะไปปฏิบัติหน้าที่การงานให้เป็นที่พึงใจของประชาชนทั้งหลาย ให้พึงทำตัวเป็นหลักใจนั้นละ ทีนี้ไปที่ไหนประชาชนพลเมืองไม่ว่านักบวชหรือฆราวาส หญิงชาย รักหมด

 

ท่านยังให้ความเมตตาเผื่อแผ่ไปถึงผู้ด้อยโอกาสในที่ต่างๆ กระทั่งผู้ประสบภัยธรรมชาติร้ายแรงตามภูมิภาคต่างๆ ท่านก็ยังให้ความช่วยเหลือตามความจำเป็นและเหตุผล ทั้งนี้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ตลอดจนเป็นที่พึ่งทางใจแก่ผู้ที่กำลังตกทุกข์ได้ยาก

 

ชาติชั้นวรรณะไม่มี ลงในคำเดียวว่าสัพเพ สัตตา อันว่าสัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันหมดทั้งสิ้น ครอบหมดเลย เสมอภาคเลย เห็นอกเห็นใจกันทั่วถึงหมดเลย คือสัตว์ทุกตัวเกิดมาได้ ด้วยอำนาจของกรรมทั้งนั้น   เพราะฉะนั้นท่านจึงไม่ให้ดูถูกเหยียดหยามกัน แม้สัตว์เดรัจฉานชนิดใดก็ตาม ไม่กล้าดูถูกเหยียดหยาม ไม่กล้าทำลาย ให้ความเสมอภาคตามความจริง และเมตตาโดยสม่ำเสมอ

 

สาเหตุที่คนไทยเรามีความกลมเกลียวเข้ากันได้ง่ายก็เพราะด้วยคนไทยมีหลักธรรมเป็นพื้นฐานฝังลึกอยู่ในใจนั่นเอง เมื่อมีน้ำใจต่อกันแล้ว จะเข้ากันได้อย่างสนิทใจ โลกเราอยู่ด้วยกันได้ด้วยอำนาจแห่งการเสียสละ คือการให้ทานต่อกัน ความช่วยเหลือกัน ความมีน้ำใจต่อกันนี้สำคัญมาก ผู้มีน้ำใจต่อกันเฉลี่ยเผื่อแผ่กัน ความเสียสละก็ย่อมมีได้ มันสำคัญอยู่ที่ใจ ถ้ามีน้ำใจแล้ว คนเราย่อมเข้ากันได้สนิท ต่างคนต่างเสียสละกันอย่างนี้แหละดี มนุษย์เราจะได้มีคุณค่า มีความชุ่มเย็นเป็นสุข

 

การอยู่ให้ประหยัด การกิน ควรกินอะไร กินอย่างประหยัด ใช้สอยก็ใช้สอยอย่างประหยัด อย่าฟุ่มเฟือย เราอย่าไปฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมของเมืองนอกเมืองนา

 

 เมื่อไม่มีความจำเป็น มีอะไรของใช้ของสอย เครื่องอยู่เครื่องกินภายในประเทศของเรา ใครสร้างขึ้นมาผลิตขึ้นมา ให้สนับสนุนกัน ซื้อของกันและกัน มาอยู่มากินมาใช้มาสอย นี่เป็นเนื้อหนังของชาติไทยเรา เลี้ยงชาติไทยเรา จะเป็นความเข้มแข็งขึ้นมาในชาติไทยของเรา โดยไม่ต้องไปอาศัยคนอื่น นี่หลักใหญ่

 

ท่านเน้นจุดสำคัญว่า การแก้ไขที่จะให้ตรงจุดตรงต้นเหตุนี้คือ การทรงเมตตาธรรม มรดกของพระพุทธศาสนา เอาศีลธรรม ความประพฤติดีงาม ด้วยเหตุด้วยผลด้วยหลักด้วยเกณฑ์เข้ามาอุดหนุนจิตใจ จนมีหลักประกันภายในจิตใจ นั่นคือ มีหลักใจ

 

ท่านชราภาพมากขึ้น ด้วยความห่วงใยลูกหลาน เกรงจะไม่มีหลักใจเป็นที่พึ่งที่เกาะ ทำให้ในระยะหลังมานี้ ท่านมักจะเทศน์เตือนอยู่เสมอๆ มิให้เผลอเพลินอยู่ในความประมาท แต่ให้พากันรีบเร่งขวนขวาย สร้างคุณงามความดีประดับตนให้มาก ท่านย้ำแล้วย้ำเล่าในเรื่องบาปบุญคุณโทษว่าเป็นของมีจริง นรกสวรรค์พรหมโลกนิพพานมีจริง จงอย่าได้ท้าทาย

 

หลวงตาท่านสอนเสมอว่า อย่าให้มีวัตถุหรูๆ หราๆ แต่จิตใจแห้งผาก ให้หรูหราด้วยคุณธรรมความดี วัตถุสิ่งของพอมีพออาศัยก็พอเพียงแล้วคนเรา ร่างกายมันไม่ต้องการอะไรมากหรอก แต่หัวใจนี่ซิมันไม่รู้จักพอ จึงทุกข์ร้อนกันทั่วแผ่นดิน เศรษฐีผู้มีมากๆ นั่นแหละ ตัวมหันตทุกข์หากผู้ใดมีความพากเพียรเจริญสติปัญญาให้สูงขึ้นๆ แล้วย่อมสามารถก้าวพ้นจากทุกข์ได้เป็นลำดับๆ ไป

 

วิธีนั่งสมาธิและเดินจงกรม

การนั่งสมาธิ

๑. นั่งขัดสมาธิ ตามแบบพระพุทธรูป เอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย วางมือทั้งสองไว้บนตัก

๒. ตั้งกายให้ตรง อย่าให้ก้มนักเงยนัก อย่าให้เอียงซ้ายเอียงขวาจนผิดธรรมดา ไม่กดหรือเกร็งอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งอันเป็นการบังคับกายให้ลำบาก ปล่อยวางอวัยวะทุกส่วนไว้ตามปกติธรรม

๓. ระลึกพุทโธ ธัมโม สังโฆ ๓ ครั้ง อันเป็นองค์พระรัตนตรัยก่อน

๔. นึกคำบริกรรมภาวนา โดยกำหนดเอาเพียงบทเดียวติดต่อกันไปด้วยความมีสติ เช่น พุทโธ พุทโธ พุทโธ เป็นต้น

                        ให้นึกพุทโธ พุทโธ พุทโธ สืบเนื่องกันไป

ด้วยความมีสติและพยายามทำความรู้สึกตัวอยู่กับ พุทโธ พุทโธ พุทโธ อย่าให้

จิตเผลอตัวไปสู่อารมณ์อื่นระหว่างจิต สติ กับคำบริกรรมมีความกลมกลืนกันได้เพียงไร ยิ่งเป็นความมุ่งหมายของการภาวนาเพียงนั้น ผลคือความสงบเย็นใจจะพึงเกิดขึ้น

 

การเดินจงกรม

            ๑. พึงกำหนดทางจงกรมที่ตนจะพึงเดินสั้นหรือยาวเพียงไร ความยาว ๒๕–๓๐ ก้าวเป็นความเหมาะสมทั่วไป พึงดูว่าเราจะเดินจากที่นี่ไปถึงที่นั้นหรือถึงที่โน้น         สำหรับทิศทางที่ท่านนิยมปฏิบัติมามี ๓ ทิศ คือ ตรงตามแนวตะวันออกตะวันตก ๑ ตามแนวตะวันออกเฉียงใต้ ๑ ตามแนวตะวันออกเฉียงเหนือ ๑ จากนั้นตกแต่งทางจงกรมให้เรียบร้อยก่อนเดิน

๒. ผู้จะเดินกรุณาไปยืนที่ต้นทางจงกรม และพึงยกมือทั้งสองขึ้นประนมไว้เหนือระหว่างคิ้ว ระลึกคุณพระรัตนตรัยและระลึกถึงคุณของบิดามารดาอุปัชฌาย์อาจารย์ตลอดท่านผู้เคยมีพระคุณแก่ตน จบลงแล้วรำพึงถึงความมุ่งหมายแห่งความเพียรที่กำลังจะทำด้วยความตั้งใจเพื่อผลนั้นๆ เสร็จแล้วปล่อยมือลง เอามือขวาทับมือซ้ายทาบกันไว้ใต้สะดือตามแบบพุทธรำพึง เจริญพรหมวิหาร ๔ จบแล้วทอดตาลงเบื้องต่ำ ท่าสำรวม

๓. ตั้งสติกำหนดจิตและธรรมที่เคยนำมาบริกรรมกำกับใจ พุทโธ พุทโธ พุทโธ… เป็นต้น แล้วออกเดินจงกรมจากต้นทางถึงปลายทางจงกรมที่กำหนดไว้เดินกลับไปกลับมาในท่าสำรวม มีสติอยู่กับบทธรรมหรือสิ่งที่พิจารณาโดยสม่ำเสมอ ไม่ส่งจิตไปอื่นจากงานที่กำลังทำอยู่ในเวลานั้น

๔. ขณะเดินจงกรม พึงกำหนดสติกับคำบริกรรม พุทโธ พุทโธ พุทโธ… ให้กลมกลืนเป็นอันเดียวกัน ประคองความเพียรด้วยสติสัมปชัญญะ มีใจแน่วแน่ต่อธรรมที่บริกรรมให้จิตรู้อยู่กับ พุทโธ พุทโธ พุทโธ… ทุกระยะที่ก้าวเดินไปและถอยกลับมาข้อพึงสำรวม

            การเดินไม่พึงเดินไกวแขน

            ไม่เอามือขัดหลังหรือกอดอก

            ไม่เดินมองโน้นมองนี่ อันเป็นท่าไม่สำรวม

 

 

เทศน์อบรมฆราวาส ณ สวนแสงธรรม กทม.เมื่อวันที่ ๑๕ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๔๐นันทเศรษฐี

                        วัตถุทานที่ท่านทั้งหลายบริจาคมามากน้อยเป็นบุญของท่านทั้งหลายเต็มหัวใจทุกๆ ท่าน เราให้แล้วด้วยความเสียสละ ให้แล้วด้วยการหวังบุญหวังกุศล อันนี้เป็นเครื่องหมายของบุญเรา

                        ทานที่เราให้มานั้นไม่ใช่บุญ เป็นเครื่องหมายของการขุดค้นหาบุญ เหมือนจอบ เหมือนเสียมนั้นแล จอบเสียมขุดค้นหาน้ำ น้ำไม่ใช่จอบไม่ใช่เสียม จอมเสียมไม่ใช่น้ำ ี่วัตถุทานต่างๆ ไม่ใช่บุญ บุญไม่ใช่วัตถุทานนี้ แต่เกิดขึ้นจากวัตถุทานขุดค้นขึ้นมาเช่นเดียวกับ  จอบเสียมที่ขุดค้นน้ำขึ้นมา ให้เราได้อาบดื่มใช้สอยตามสะดวกสบายนั้นแล

 

ท่านจะฉันให้ได้มากน้อยนั่นมันเป็นเรื่องของท่าน การให้ทานเป็นเรื่องของเรา ได้ให้แล้วด้วยความเสียสละและด้วยความเต็มใจของเรา บุญกุศลเต็มหัวอกของท่านทุกคนที่บริจาคมา เราไม่หึงไม่หวง ไม่ห่วงไม่ใย เวลาให้ทานไปแล้วท่านจะเอาไปอะไรนั้นเป็นวัตถุที่เศษเดนจากบุญของเราไปแล้ว บุญของเราได้แล้วในเวลาที่บริจาคตั้งแต่ขณะที่คิด   ดำริขึ้นมาเป็นบุญเป็นกุศลทุกขณะจิตที่คิดนี่คือบุญของเรา  จนกระทั่งได้ทำการบริจาคสมบูรณ์บริบูรณ์ก็ยิ่งได้บุญกุศลเต็มที่เต็มฐานบางท่านก็จะห่วงวัตถุทานของตน ว่าบริจาคแล้วกลัวท่านจะไม่ขบไม่ฉัน ไม่ใช้สอย ให้แล้วบริจาคไปแล้วก็ยังหึงยังหวงยังห่วงยังใย อย่างนี้ไม่ได้บุญกุศลเต็มเม็ดเต็มหน่วย สละไปแล้วต้องเป็นเสียสละ บุญกุศลได้แล้วเต็มหัวใจ วัตถุไทยทานนั้นจะออกไปตามดินฟ้าอากาศไปที่ไหนมันเป็นเรื่องของสิ่งเหล่านั้น ไม่ใช่เรื่องของบุญ บุญอยู่กับหัวใจของเรา อันนี้เป็นของสำคัญมาก ขอให้พี่น้องทั้งหลายจำเอาไว้

                        แล้ววัตถุไทยทานต่างๆ ที่ท่านทั้งหลายบริจาคไม่ว่าอาหารการบิณฑบาต ไม่ว่าเงินทองข้าวของที่บริจาคนี้เพื่อประโยชน์แก่โลก หลวงตาก็ได้ทำให้เป็นประโยชน์แก่โลกเต็มกำลังความสามารถด้วยความเมตตา เมตตาจริงๆ เมตตาโลก เพราะฉะนั้นเราไปที่ไหนเราจึงไม่ได้ไปเพื่อโลกามิสใดๆ ทั้งสิ้น นอกจากไปเพื่อหัวใจคนเท่านั้น

                        หัวใจคนนี้เป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะหัวใจนี้จะเป็นผู้สืบต่อภพชาติ ต่ำสูงดีชั่วต่างๆ นี้จะขึ้นอยู่กับใจ ใจขึ้นอยู่กับบาปกับบุญ อำนาจแห่งบุญแห่งกุศลเท่านั้นเป็นของสำคัญ นอกนั้นช่วยไม่ได้ ไม่มีความหมาย สำหรับที่จะมาหนุนใจหรือเหยียบย่ำใจของเราให้ได้รับความสุขและความทุกข์ มีบุญกับบาปนี่เท่านั้นเป็นของสำคัญ เราจึงต้องให้ระวัง

                        เรื่องบาปให้พากันระวังให้มาก ให้เชื่อพระพุทธเจ้า ถ้าไม่เชื่อพระพุทธเจ้าแล้วจะเป็นคนดื้อด้านหาญทำ เวลาผลตกลงมาแล้วจะมีแต่บาปแต่กรรม หาบกันอยู่ตลอดกัปตลอดกัลป์ ไม่มีเสร็จสิ้นลงได้ อย่างนี้เรียกว่าคนดื้อด้าน

 

วัตถุทานที่ท่านทั้งหลายบริจาคมาอย่างปัจจัยเหล่านี้ โดยที่เคยทำอย่างนี้ตลอดมาตั้งแต่สร้างวัดป่าบ้านตา มีการบริจาคตลอด แต่ไม่ค่อยได้พูดค่อยโฆษณา โฆษณาหาอะไร ความจนเวลาเกิดขึ้นในแต่ละบุคคลไม่เห็นมันโฆษณา มันก็จนได้มันก็ทุกข์ได้ ความดีเราทำลงไปนี้ไม่เห็นโฆษณาก็เป็นความดีได้ เป็นความสุขได้ เป็นความสะดวกได้ เพราะฉะนั้นจึงไม่จำเป็นโฆษณา เราได้นำวัตถุทานที่ท่านทั้งหลายบริจาคนี้แลไปช่วยโลกสงสารเวลานี้ ช่วยทุกแห่งทุกหน ช่วยหลายด้านหลายทางรอบด้านเลย

                        อันดับหนึ่งก็คือโรงพยาบาล เวลานี้ก็จวนจะถึงร้อยโรงแล้ว ที่ช่วยเพราะโรงพยาบาลเป็นจุดจำเป็นมากของชีวิตสัตวโลกนี้ จากนั้นก็โรงร่ำโรงเรียน สถานสงเคราะห์ สถานที่ทำการทำงานวงราชการต่างๆ ที่ไหนมีความบกพร่องต้องการมาติดต่อเรา เราก็ให้เป็นลำดับลำดาเรื่อยมา

                        ปัจจัยทุกบาททุกสตางค์จึงตกไปเพื่อโลกเพื่อสงสารทั้งนั้น ให้สมกับความที่ว่า ธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นธรรมที่เต็มไปด้วยเมตตาต่อโลก เราดำเนินตามหลักธรรมของพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นของมีมากมีน้อยสำหรับวัดเราจึงไม่มีอะไรเก็บไว้เลย ไม่เก็บ มีเท่าไหร่เป็นหมดถึงไหนถึงกันเฉลี่ยเผื่อแผ่ ทุกข์มีมากก็ให้มีน้อยขึ้นมา ถ้ามีน้อยก็ให้หมดๆ ไป เพราะความช่วยเหลือนั้นแล

                        มนุษย์เราอยู่ร่วมกันต้องอาศัยการเสียสละ การเห็นแก่เนื้อแก่ตัว เห็นแก่ได้แก่เอาอย่างนี้ไม่ใช่เรื่องของมนุษย์ เป็นเรื่องของสัตว์กัดฉีกกันกิน เห็นแก่ตัว กอบโกย รีดไถ ได้ท่าใดเอาท่านั้นอย่างนี้ใช้ไม่ได้ เป็นมนุษย์ที่จืดชืดมากที่สุด หาคุณค่าไม่ได้ สังคมก็เป็นสังคมที่หาคุณค่าไม่ได้

                        มนุษย์ที่มีคุณค่าก็เพราะมีธรรมเข้าเจือปนแทรกแซงอยู่ภายในนั้น จึงมีการเสียสละการเมตตาสงสาร การสงเคราะห์ซึ่งกันและกัน การให้อภัยกัน นี่คือมนุษย์

 

ไม่มีละเรื่องชาติชั้นวรรณะ นั้นตั้งขึ้นเฉยๆ นั่นแหละ มันเกิดขึ้นมาด้วยบุญด้วยกรรมเหมือ  กันหมด ทุสัตว์ทุกบุคคลไม่มีเลือกเว้นแม้แต่รายเดียว เกิดขึ้นมาด้วยอำนาจแห่งกรรมเรื่องชาติชั้นวรรณะนั้นตั้งไว้เป็นธรรมดา แม้แต่ไก่เขาก็มีชื่อ แต่เราอย่าไปยึดถือจนกระทั่งเกิดทิฐิมานะดูถูกเหยียดหยามกันว่าชั้นนั้นชั้นนี้วรรณะนั้นวรรณะนี้ อย่างนั้นใช้ไม่ได้เลย ไม่ถูกทางของพระพุทธเจ้า ไม่ถูกทางของมนุษย์ที่เกิดมาด้วยกรรมเหมือนกัน

                        การสร้างความแน่นอนให้ตน ด้วยการสร้างบุญสร้างกุศลนี้แหละเป็นสิ่งที่แน่นอนมากที่สุด พระพุทธเจ้าสร้างความแน่นอนให้โลกได้แก่การแนะนำสั่งสอนให้รู้จักดีจักชั่ว และพยายามละความชั่วและทำความดีอยู่โดยสม่ำเสมอ ไม่ละไม่ปล่อยวาง

                        ใจเป็นของสำคัญมากนะ ไม่มีอะไรยิ่งกว่าใจ สมบัติเงินทองข้าวของเป็นบริษัทบริวารของใจ ถ้าใจมีบุญมีกุศล ใจมีอรรถมีธรรม สมบัติเงินทองข้าวของก็มาเป็นเครื่องสนับสนุน ให้ได้รับความสะดวกในการสร้างตัวเองให้เป็นคนดี

                        ถ้าเราไม่มีธรรมเสียอย่างเดียว มีแต่กิเลสเข้าไปขยำย่ำยีแล้ว ได้มาเท่าไรก็ให้กิเลสเอาไปกลืนกินหมด ๆ สุดท้ายเจ้าของตายแล้วไม่มีอะไร

                        เงินทองข้าวของกองเท่าภูเขานี้ก็ไม่ได้เรื่องได้ราวอะไร ฝังไว้ในดินมันก็อยู่ในดินเสีย เอาไปมอบไว้ที่ไหน เก็บไว้ที่ไหน มันก็อยู่ที่นั่นเสีย มันไม่ไปสวรรค์นิพพานกับเจ้าของ และไม่ส่งเจ้าของไปสวรรค์นิพพาน

 

เรื่องนิทานไอ้หมาดำ เศรษฐีขี้ถี่ขี้เหนียว ได้อะไรมามีแต่เก็บหอมรอมริบ เก็บได้มาก ๆ แล้วขโมยไปฝังไว้ที่นั่นที่นี่ ไม่ให้ลูกให้หลานทราบเลย ทีนี้เวลาตายแล้วเลยมาเป็นหมาดำ ก็ยังดีนะที่เป็นหมาดำ เพราะแกไม่ได้สร้างความชั่วช้าลามกอย่างอื่น เป็นแต่ความตระหนี่ถี่เหนียวดัดสันดานแกเท่านั้นจึงให้มาเป็นหมาดำ ถ้าแกสร้างความชั่วด้วยแล้วก็ยิ่งจะเป็นเปรตเป็นผี ดีไม่ดีตกนรกไม่ได้ขึ้นจนกระทั่งป่านนี้ก็ได้ แต่นี่แกไม่ไปตกนรก แกมาเป็นหมาดำ มาเกิดเป็นหมาดำบุญก็ช่วยแก มาเกิดในสกุลลูกเจ้าของเอง

                        พระพุทธเจ้าเสด็จไปบิณฑบาตทรงพบเข้า ชี้พระหัตถ์ให้พระอานนท์ดู หมาดำตัวนี้แหละเป็นนันทเศรษฐี มาเกิดกับสกุลลูกของตัวเอง แล้วพระอานนท์ก็ทูลถามว่าจะปฏิบัติอย่างไรต่อไปกับหมาดำตัวนี้ ถึงจะได้รับประโยชน์ ก็ต้องให้ลูกของนันทเศรษฐีนั้นแล ทำตัวเป็นลูกของหมาดำตัวนี้ ต้องประจบประแจง

                        เพราะหมาดำตัวนี้รู้ภาษีภาษามนุษย์ได้ดี เนื่องจากแต่ก่อนแกเป็นเศรษฐี แกเป็นมนุษย์ ภาษามนุษย์ยังไม่เลือนรางจางไปจากจิตใจ แกจำได้ทุกคำนั้นแหละ แล้วก็ให้ประจบประแจงแก ปฏิบัติอุปัฏฐากหมาดำตัวนั้นเป็นเหมือนกับนันทเศรษฐี อะไรก็ให้เรียกว่าพ่อทั้งนั้น ว่าคุณพ่อๆ ถ้าออกชื่อก็คุณพ่อดำว่างั้น อะไรก็คุณพ่อๆ ประจบประแจงอุปถัมภ์อุปัฏฐากเหมือนกับอุปถัมภ์ปัฏฐากดูแลพ่อของตัวคือ นันทเศรษฐีนั้นแล ทีนี้หมาดำตัวนี้เห็นใจ

                        แล้วก็มาประจบประแจงขอเงินขอทองจากหมาดำตัวนี้ ว่าคุณพ่อเอาเงินไปไว้ที่ไหนลูกทุกข์จนมากเวลานี้ไม่มีเงินมีทองใช้สอยเลย แล้วคุณพ่อเอาไปเก็บไว้ที่ไหนบ้าง ขอให้คุณพ่อบอกลูก จะได้นำเงินนั้นมาทำประโยชน์ หมาดำตัวนั้นก็พาไป ไปก็ตะกุยดินปุ๊บๆ ตรงนั้น ขุดลงไปนี้  หมาดำตัวนั้นตะกุยที่ตรงไหน ขุดลงตรงนั้นมีแต่เงินอยู่ในไหกระเทียมนั่นแหละ พอไปตะกุยที่ไหนขุดขึ้นมาก็มีแต่เงิน มีแต่ไหเงินๆ รอบบ้าน

                        ทีนี้ลูกก็ไปขุดเอาๆ ได้มาก็ทำบุญกุศลอุทิศให้คุณพ่อดำ คุณพ่อดำตัวนั้นแหละตัว นันทเศรษฐี นั้น ให้ได้บุญได้กุศล มีส่วนแห่งกุศลที่ตนได้เป็นเจ้าของเงินเหล่านี้ไว้ เก็บเงินเหล่านี้ไว้แล้วลูกนำมาทำประโยชน์ พระพุทธเจ้าว่าใจไม่ใช่เป็นของตาย ไม่ว่าสัตว์ว่าบุคคล รับกองบุญกองกุศลได้ทั้งนั้นแหละ

 

อันนี้ท่านพูดถึงเรื่องโทษแห่งความตระหนี่ของคน จนไปเกิดเป็นหมาดำเป็นอย่างน้อย มากกว่านั้นไปเกิดเป็นเปรตเป็นผี เป็นงูเป็นตุ๊กแก เป็นอะไรมาเฝ้าทรัพย์สมบัติอยู่นั้นมีมากนะ

                        นี่ละความตระหนี่มันเคยดัดสันดานคนมามากต่อมากแล้วให้พากันระมัดระวัง พระพุทธเจ้าสอนไว้แล้วไม่เป็นอย่างอื่น ต้องเป็นอย่างนั้นแน่นอน ใจนี้เป็นของสำคัญ จะพาเป็นเปรตเป็นผี เป็นหมาดำหมาขาวก็ตัวนี้แหละ ไม่ใช่ตัวไหนนะ

                        สมบัติเงินทองร่างกายนี้แตกลงไปแล้วก็สลายเป็นดินเป็นน้ำเป็นลมเป็นไฟไป แต่ใจนี้ไม่สลาย ออกจากภพนี้ไปสู่ภพนั้น ออกจากภพนั้นไปสู่ภพนั้น ด้วยอำนาจแห่งบุญแห่งกรรมดีชั่วของตน เราจึงต้องประคับประคองจิตใจของเราให้ดีให้มีหลัก

                        อย่าให้ใจเลื่อนลอย ถ้าใจเลื่อนลอยแล้วตายไปแล้วมันไปจม ไม่ใช่ของดี ตายผิดตายพลาด เกิดที่ไหนก็เกิดผิดเกิดพลาด ไม่ใช่ของดี ความผิดพลาดนำมาซึ่งความทุกข์ทั้งนั้นแหละ หลวงตาก็นานๆ ได้มาทีหไม่ว่างแหละ สงเคราะห์โลกนั้นเอง เราสงเคราะห์ด้วยเมตตาจริงๆ เราพูดได้เต็มปาก เราเกลี่ยเงินเกลี่ยทองลงไปช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มีเท่าไรเป็นหมดๆ เพราะอำนาจแห่งความเมตตานี้รุนแรง ความเมตตานี้จะกวาดให้สม่ำเสมอไปหมด ไม่เหมือนความตระหนี่ที่มีมากเท่าไรยิ่งพอกพูนขึ้นโดยลำดับ ตายแล้วจะไปเป็นหมาดำหมาขาวไม่สนใจ ขอให้ได้ตระหนี่ก็พออย่างนี้ใช้ไม่ได้

                        การสร้างความดีทุกประเภท ขอให้พี่น้องทั้งหลายจำไว้ว่าต้องมีอุปสรรค มีสิ่งที่มากีดขวางทุกแง่ทุกมุมไม่มีเว้นแม้ชิ้นเดียวเลย ขึ้นชื่อว่าจะทำความดีแล้ว ก็คือกิเลสนั้นแหละ มันกลัวเราจะออกจากอำนาจของมัน เพราะการสร้างคุณงามความดีนี้เป็นทางเดินที่จะออกจากอำนาจการปกครองการกดขี่บังคับของกิเลสให้หลุดพ้นไปได้ กิเลสจึงหึงหวงจึงกีดกันไม่ให้เราทำในกิจการงานที่ถูกที่ดี เพราะฉะนั้นเราจึงต้องรบกับมัน ไม่อยากให้ทานก็ให้ มันไม่อยากให้เราให้ มันอยากให้น้อย เราให้มาก ไม่อยากไปก็ไป ไปทำความดี ไม่อยากอยู่ก็อยู่ อยู่เพื่อทำความดี

                        ฝืนกันอยู่ตลอดเวลานี้เรียกว่า ผู้รบกับข้าศึก คือกิเลสอันเป็นข้าศึกแก่ตัวของเราเอง เราก็รบข้าศึกที่มีอยู่ในตัวของเราเองให้เบาบางลงไป ต่อไปความเคยชินของเรามีทางดีงามของเราก็เบิกกว้างออกไปๆ ทีนี้เราจะทำคุณงามความดีประเภทใด ใจมันลื่นไปเลยทีเดียว

                        ทุกข์ก็ตามเถอะ เราอย่าเอาความทุกข์มาอวดมาอ้าง มากีดมากันการสร้างความดีของเรา นี้ก็คือกลอุบายของกิเลส เวลามันจะสร้างความชั่วช้าลามก มันไม่เห็นว่ามีว่าจน มันทำได้ทั้งนั้น ทำได้ด้วยความอยาก ทำด้วยความเต็มใจ

                        ถ้ากิเลสพาทำ ทำด้วยความเต็มใจทุกอย่าง ถ้าให้ธรรมพาทำ กิเลสมากีดมาขวางไม่ให้เต็มใจทำ นี่ก็คือกิเลสมันกีดมันขวางให้จำข้อนี้เอาไว้นะ

                        เราต้องได้รบกับกิเลสทุกประเภทนั่นแหละ กิเลสมีมากหนามาก ไม่อยากทำเลยขึ้นชื่อว่าความดี ไม่เชื่อเลย ขึ้นชื่อว่าบุญบาปนรกสวรรค์ ไม่เชื่อเลย นี่เรียกว่าบาปมันหนามากที่สุด

                        ทีนี้เวลาเราสร้างความดีเข้าไป สิ่งนี้จะค่อยเปิดทางให้เราๆ เรื่อยๆ ความเชื่อบุญเชื่อกรรมก็มีหนักขึ้นๆ ต่อไปจิตใจมีแต่จะไปดีท่าเดียว มีแต่จะทำบุญทำกุศลอย่างเดียวไหลไปเลยๆ นี่ละทางเดินของธรรมเมื่อชำระกิเลสออกมากน้อยแล้วจะเป็นความราบรื่นดีงาม

                        กิเลสนี้จะต้องติดสอยห้อยตามกีดขวางอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งถึงที่สุด วิมุตติพระนิพพานเสียเมื่อไรแล้ว กิเลสจึงเข้าไปเกี่ยวข้องไม่ได้เลย นั่นหมดวิสัยของกิเลส นอกจากนั้นกิเลสกีดขวางทั้งนั้น ส่วนหยาบก็กีดขวางหนัก ส่วนกลางก็กีดขวางส่วนกลาง ส่วนละเอียดก็กีดขวางอย่างละเอียดอยู่นั้นตลอดไป จนกระทั่งไม่มีกิเลสตัวใดตกค้างอยู่ภายในจิตใจเลย นั้นแหละโล่งไปหมด เมื่อโล่งไปหมดแล้วจิตใจของท่านผู้สิ้นกิเลสมีความตระหนี่ถี่เหนียว กิเลสตัณหานี้เป็นสำคัญ ออกหมดจากใจแล้ว ใจโล่งไปหมดเลย

                        นั่นแหละใจพระพุทธเจ้าเป็นใจที่โล่งโถง ใจพระสาวกท่านเป็นใจที่โล่งโถง หาความทุกข์ไม่มีแม้แต่นิดเดียว นี่แหละทางเดินของจอมปราชญ์ท่านเดินอย่างนี้ เราเป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้าให้พากันพยายาม

                        การสร้างความดี อย่าลืมว่าเราจะสร้างอะไรก็ตาม ให้สังเกตดูจิตของเรา มันจะมีสิ่งกีดขวางจนได้แหละ ที่ให้ทำอย่างสะดวกสบายนั้นไม่มี ต้องมีสิ

พัทรินทร์ เลี้ยงพรรัตนะ
IP: xxx.108.170.219
เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ ม.ล. ชาญโชติ ดิฉันเข้ามาเห็นเพื่อนๆตอบคำถามมากมาย ดิฉันเห็นว่าเป็นคำตอบที่มีประโยชน์สำหรับผู้ที่ได้อ่านอย่างมาก ดิฉันขอตอบบ้างนะคะ

วิธี 4แนวคิดของพระเจ้าอยู่หัว คือ ทำอะไร ทำอย่างไร ทำเพื่อใคร ทำแล้วได้อะไร

ทำอะไร ดิฉันต้องการเรียนให้จบ 4 ปีพร้อมเพื่อนค่ะ และมีงานทำที่มั่นคง จะได้ทำให้พ่อ แม่ภูมิใจ ท่านจะได้ไม่ต้องเป็นห่วง และจะเป็นคนดีของสังคมให้มากๆ อยากทำประโยชน์ให้กับประเทศมากที่สุด

ทำอย่างไร ในขณะนี้ดิฉันสอบเสร็จแล้ว แต่ดิฉันคิดว่าในช่วงสอบดิฉันได้พยายามเต็มที่แล้วกับการสอบในครั้งสุดท้ายของปี 4  ซึ่งผลที่ออกมาจะเป็นอย่างไรดิฉันก็จะพยายามรับมันให้ได้ ถึงอย่างไรเราก็ทำดีที่สุดแล้ว เราไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขอะไรได้อีกแล้ว และที่ดิฉันบอกว่าอยากทำงานที่มั่นคงนั้นก็อยู่ที่ความพยายามของเรา ดิฉันจะพยายามให้บริษัทที่ดิฉันไปสมัครงานเห็นศักยภาพ และความดีของฉันให้มากที่สุด และที่บอกว่าอยากทำประโยชน์ให้กับประเทศ ก็คือการที่เราได้ทำตัวป็นคนดี ช่วยเหลือผู้อื่นในยามที่เขาเดือดร้อนก็เป็นการทำประโยชน์ให้กับประเทศแล้ว

ทำเพื่อใคร เพื่อ พ่อ แม่ และตัวเอง เพราะการที่เราได้ทำสิ่งที่ดีที่ถูกต้อง จะทำให้ผู้ทำนั้นรู้สึกอิ่มใจ สุขใจ เราก็จะมีความสุข เมื่อพ่อ แม่ เห็นเรามีความสุขท่านก็มีความสุข

ทำแล้วได้อะไร ได้ความรู้ ได้รับเกียรติ ได้ความสุข ได้ความมั่นคงในชีวิต และประสบการณ์ที่ทั้งดีและไม่ดี แต่ก็เป็นข้อคิดเพื่อเตือนใจเราเสมอ

อุปนิสัย  7 ประการ เป็นสิ่งที่ดีเมื่อได้อ่านจะทำให้เราได้คิดและนำไปปฏิบัติ ส่วนตัวดิฉันแล้วคิดว่าข้อ 1 คะ คือการรับผิดชอบต่อทางเลือกของตนเอง เพราะการที่คนเราทำในสิ่งที่ตนเองเลือกแล้วก็คือสิ่งที่เราคิดว่าดีที่สุด ทุกอย่างที่เราทำมันลงไปคือสิ่งที่เราต้องรับผิดชอบ จะให้ผู้อื่นมารับผิดแทนเราเป็นสิ่งที่น่าละอายใจเป็นที่สุด เราทำถ้ามันดีก็ได้รับคำชื่นชม แต่ถ้าไม่ดีเราก็ควรรับผิดแล้วเราจะได้รับโอกาส ในการแก้ไข แต่หากยังมีความผิดซำแล้ว ซำเล่าในเรื่องเดิมๆก็ไม่ควรได้รับการให้อภัยเช่นกันจะทำให้เราได้รับบทเรียน และจะเป็นคนดีได้

ผู้นำทั้ง 3 แบบ

1.พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวค่ะ พระองค์ท่านมีความเป็นผู้นำประเทศได้ดีที่สุดสามารถทำในสิ่งที่คนทั่วไปคิดว่าจะทำได้อย่างไร เช่น การทำฝนหลวง ซึ่งจะทำให้หมู่บ้านที่แห้งแล้งเพราะขาดฝน ประชาชนเดือดร้อนทำมาหากินไม่ได้เพราะต้องอาศัยนำในการทำงานและดำเนินชีวิต ขาดน้ำ เหมือนขาดใจ แต่ในหลวงของเราทรงมีพระปรีชาสามารถมาก เห็นประชาชนเดือดร้อน ก็คิดหาวิธีแก้ไข จนสามารถสร้างฝนหลวงมาได้ และกว่าจะทำได้ต้องอาศัยเวลา ความรู้ ความชำนาญเป็นอย่างมาก วึ่งพระองค์ก็ไม่ย่อท้อ นี่แหละผู้นำที่แท้จริง เห็นประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลักถึงแม้จะเหน็ดเหนื่อยแต่ท่านก็ทำเพื่อประชาชนของท่าน

2. พระมหาวุฒิชัย วชิระเมธี ท่านเป็นพระสงค์ที่มีหลักการเทศน์ให้คนฟังไม่เบื่อ และอยากฟังท่านซึ่งท่านเป็นผู้คิดริเริ่ม การใช้คำสอนที่เป็นคำคล้องจองให้คนฟังเข้าใจ และท่านยังเป็นผู้ที่อยู่ในศีล ในธรรมซึ่งท่านเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับประชาชน แม้จะมีชื่อเสียงแต่ก็ยังทำคุณประโยชน์ให้กับคนอื่นต่อไป

3. พ่อกับแม่ แม้ท่านจะไม่ได้เรียนหนังสือมาสูงแต่ท่านก็เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูก สอนหนังสือให้ลูก หากท่านทำไม่ได้ก็จะหาผู้อื่นมาช่วยเสมอ และรัก เป็นห่วงลูกอยู่เสมอ เมือลูกทำผิดก็สอน และถามความเป็นมา ก่อนที่จะลงโทษ แต่ท่านทั้ง 2 ไม่ค่อยตีลูกสักเท่าไร จะใช้วิธีสอนมากกว่า พ่อ แม่ ของฉันเป็นคนดี ท่านไม่ค่อยโกรธใครสักเท่าไร เพราะท่านรู้จักการให้อภัยเสมอ แต่ถ้าโกรธก็จะโกรธไม่นาน เพราะท่านบอกว่าคนเราเกิดมาอีกไม่นานก็ต้องตาย จะโกรธกันไปทำไม ถึงเราจะไม่รวยมีฐานะปานกลางแต่เราก็รวยน้ำใจ ใครๆก็รักท่าน และที่สำคัญท่านเป็นคนซื่อสัตย์ และชอบช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เสมอนี่แหละผู้นำในความคิดของดิฉัน

ท่านต้องการเป็นผู้นำแบบไหน เป็นคนดี มีความคิดริเริ่ม เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน ซื่อสัตย์จริงใจ รักความถูกต้อง พูดจริงทำจริง มีความพอเพียงมีแค่ไหนแค่นั้น ไม่โลภมาก อยู่ในศีลในธรรม

ด้วยความเคารพอย่างสูง

พัทรินทร์ เลี้ยงพรรัตนะ :50205657

 

 

 

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับคุณพัทรินทร์

ขอชื่นชมกับการแสดงความคิดเห็นของคุณครับ โดยเฉพาะความกตัญญูและการยกย่องคุณพ่อคุณแม่ ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีมาก วันนี้ขอฝากเรื่องการเข้าทำงานให้กับนักศึกษาที่กำลังจะหางานทำ ดังนี้

1.ก่อนจะไปสมัครงานที่ไหนให้สืบประวัติและข้อมูลของบริษัทนั้นก่อนว่า ตำแหน่งงานที่เขาประกาศรับสมัคร มีเนื่้องานอย่างไร และถามตัวเองว่าเรามีทักษะและรู้เข้าใจเนื้องานดีหรือยัง เราชอบหรือไม่ ถ้าตอบว่าชอบ ก็ต้องมาถามต่อว่าความรู้ของเราที่มีอยู่พอเพียงหรือยังกับตำแหน่งงานนั้น ถ้ายังจะต้องเรียนรู้อะไรเพิ่ม สรุปว่าถ้าเราสนใจงานนั้นจริงๆ เราจะต้องรู้ข้อมูลของบริษัทนั้นให้มากขึ้น เพื่อแสดงให้ผู้สัมภาษณ์รู้ว่าเราสนใจบริษัทเขาจริง

2.กรณีที่ทางบริษัทสนใจและต้องการได้เราไปทำงาน จะต้องถามเรื่องผลตอบแทนและรายละเอียดของงานตลอดจนเจ้านายและเพื่อนร่วมงาน เพื่อทบทวนเป็นครั้งสุดท้ายว่าเราสนใจทำงานนั้นจริงไหม มีอนาคตมากน้อยแค่ไหน

การตัดสินใจทำงานที่ไหนถือเป็นเรื่องสำคัญมาก เหมือนกับการมีครอบครัวเพิ่ม เราจะต้องทำงานร่วมกับคนอื่น และอยู่กับคนหลายๆคนที่ไม่รู้จัก ดังนั้นถ้าเราไปทำงานโดยที่เราไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจ เมื่อเข้าไปพบกับสิ่งที่ไม่พอใจ จะทำให้เราไม่มีความสุขในการทำงาน จะเกิดผลเสียทั้งตัวเราเองและคนที่เขาตัดสินใจรับเราเข้าไปทำงาน รวมถึงองค์กรนั้นด้วย ผลประโยชน์ ตอบแทนเป็นอย่างไร พอใจไหม การเดินทางไปทำงานเป็นอย่างไรบ้าง เงินเดือนที่ได้คุ้มกับค่ารถ+ค่าอาหาร+ค่าเครื่องแต่งตัว รวมถึงระยะเวลาและความสะดวกในการเดินทาง เงินเดือนไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดในการตัดสินใจเข้าทำงาน แต่อย่างน้อยก็ต้องพอกับค่าครองชีพที่เหมาะสม รวมถึงความก้าวหน้าในการทำงาน การเรียนรู้ในการทำงานและหัวหน้างานมีส่วนสำคัญมาก

เมื่อตัดสินใจเข้าทำงานแล้ว ก็ให้มีความตั้งแต่และอดทนอย่างที่สุด ปรับตัวเองให้เข้ากับองค์กร เจ้านาย และเพื่อนร่วมงาน ทำงานให้สนุก อย่าให้คนอื่นมามีอิทธิพลเหนือเรา เราต้องยึดที่ตัวเรา เมื่อเข้าไปแล้วทำงานให้ดีที่สุด เรียนรู้งานและทำความเข้าใจทั้งงานโดยตรงของเราและงานที่เกี่ยวข้อง ปรับตัวเองเข้าหาคนอื่น คิดในด้าน + ทำวิกฤตให้เป็นโอกาส อย่าพยายามหางานใหม่ภายในระยะเวลา 2 ปี การเปลี่ยนงานบ่อย หรือไม่เปลี่ยนงานเลย มีทั้งข้อดีข้อเสีย ทั้งสองอย่าง ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆอย่าง จึงขอฝากไว้ด้วยว่าถ้าจะเปลี่ยนงานใหม่ แต่พิจารณาให้ดี และให้แน่ใจว่าเมื่อเปลี่ยนงานแล้วจะทำให้เรามีความสุขมากกว่าเดิม ถ้าไม่แน่ใจหรือบวกลบคูณหารแล้ว ไม่แตกต่างกันเท่าใด คิดว่าอยู่ที่เก่าดีกว่า และแจ้งให้เจ้านายรู้ถึงเหตุผลที่แท้จริงที่เราเลือกอยู่ที่เก่า ถ้าเป็นเจ้านายที่ดีเขาจะต้องวางแผนที่จะให้ผลตอบแทนเรามากขึ้น

 

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับคุณพัทรินทร์

ขอชื่นชมการแสดงความเห็นของคุณครับ โดยเฉพาะความกตัญญูยกย่องคุณพ่อคุณแม่ และการมีจิตใจที่ดีคิดถึงประเทศชาติ ก็ขอให้โชคดีในการสอบครับ

เขียนเมื่อ 

ประเด็นพิจารณาเรื่องทุนมนุษย์กับการศึกษา –Architecture of Human Resource 

            .สถานการณ์ปัจจุบัน        คนไทยได้รับการพัฒนาศักยภาพ แต่มีปัญหาด้านคุณภาพการศึกษาและสติปัญญา เด็กและเยาวชนมีโอกาสทางการศึกษาเพิ่มขึ้น  แต่คุภาพการศึกษายังมีปัญหามาก เด็กมีพัฒนาการด้านความสามารถทางเชาว์ปัญญาและความฉลาดทางอารมณ์ค่อนข้างต่ำ คนไทยเกือบร้อยละ ๖๐ ของผู้มีอายุเกิน ๑๕ ปีขึ้นไป ไม่สามารถคิดเป็น ทำเป็น ทำให้ขาดทักษะในการแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน ผลิตภาพในวัยแรงงานต่ำ 

                ๒..ปัญหา                                มาจากระบบครอบครัวไทยมีความเปาะบางทั้งจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ กระแสโลกาภิวัตน์ และความจำเป็นในการประกอบอาชีพ ส่งผลให้ครอบครัวไทยเปลี่ยนจากการอยู่ร่วมกัน ของ พ่อ แม่ ลูก หลาน ที่มีการสืบทอดมรดกทั้งวิถีการดำรงชีวิต ค่านิยม วัฒนธรรม และทรัพย์สิน กลายเป็นครอบครัวเดี่ยวและความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวมีน้อยลง ขาดกลไกการอบรมที่เชื่อมโยงกันในลักษณะบ้าน วัด โรงเรียน ส่งผลให้ขาดพื้นฐานที่ดีที่จะเป็นปัจจัยหล่อหลอมให้เกิดการพัฒนาทางกาย จิตใจ สังคม และสติปัญญา ให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างเข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ

                ปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติดในโรงเรียน สถานศึกษา ที่เพิ่มขึ้น ยาเสพติดมีส่วนทำลายพัฒนาการทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสมอง  ของเด็กและเยาวชน ทำให้เยาวชนที่จะเป็นกำลังแรงงานใหม่ทดแทนผู้สูงอายุ มีคุณภาพด้อยลง ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในระยะยาว

                ๓.สิ่งที่ควรจะเป็น                 มีขบวนการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกันในลักษณะ บ้าน วัด โรงเรียน ครอบครัวเข้มแข็ง ดำรงชีวิตโดยยึดหลัก “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง  คนเป็นศูนย์การของการพัฒนา สร้างสมดุลการพัฒนา ในทุกมิติ

                ๔.ทำอย่างไร                        พัฒนาคนสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างยั่งยืน  พัฒนาคนไทยทุกกลุ่มวัยให้มีศักยภาพ ด้วยการเสริมสร้างทักษะให้มีจิตสาธารณะ เรียนรู้ต่อเนื่องตลอดชีวิต คิดเป็น ทำเป็น การสังเคราะห์ความรู้สั่งสม และต่อยอดสู่นวัตกรรมความรู้ ฝึกฝนจนเกิดความคิดสร้างสรรค์ เปิดใจกว้างพร้อมรับทุกความคิดเห็น และการปลูกฝังจิตที่มีคุณธรรม รวมทั้งเสริมสร้างสภาพแวดล้อมทางครอบครัว ชุมชน และสังคมให้มั่นคง และเอื้อต่อการพัฒนาคนอย่างสอดคล้องกับบริบทการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมในอนาคต

                ๕.ทำให้สำเร็จเป็นรูปธรรมได้อย่างไร           พัฒนาคุณภาพคนไทยทุกช่วงวัยให้มีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาประเทศในอนาคต  สนับสนุนกระบวนการเรียนรู้สู่วัฒนธรรมการเกื้อกูล ด้วยการเสริมสร้างทักษะคนให้มีจิตสาธารณะ  การสร้างเสริมสุขภาวะคนไทยให้มีความสมบูรณ์แข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจตั้งแต่ในครรภ์มารดาจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต สร้างความเข้มแข็งให้สถาบันหลักของสังคมทั้งสถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษา สถาบันศาสนา ให้มีบทบาทหลักในการหล่อหลอม บ่มเพาะเด็กและเยาวชนให้เป็นคนดี มีคุณธรรม มีจิตสำนึกรับผิดชอบต่อสังคม และคำนึงถึงประโยชน์ต่อส่วนรวม สร้างโอกาสการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องให้คนทุกกลุ่มทุกวัยสามารถเข้าถึงแหล่งเรียนรู้และองค์ความรู้ที่หลากหลาย ทั้งที่เป็นวัฒนธรรม ภูมิปัญญา และองค์ความรู้ใหม่ สร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ด้วยการสร้างกระแสสังคมให้การเรียนรู้เป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน สร้างนิสัยใฝ่รู้ตั้งแต่วัยเด็ก ควบคู่กับการส่งเสริมให้องค์กรและสื่อทุกประเภทเป็นแหล่งเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ สร้างปัจจัยสนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต พัฒนาระบบบริหารจัดการการศึกษาทางเลือกเพื่อเพิ่มโอกาสทางการศึกษาอย่างมีคุณภาพทั้งการศึกษาในระบบ นอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย

ม.ล.ชาญโชติ ชมพูนุท

๖ มีนาคม ๒๕๕๔

เรียบเรียงจาก ร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๑๑

 

 

เขียนเมื่อ 

ประเด็นพิจารณาเรื่องทุนมนุษย์กับธุรกิจ

            ๑.สถานการณ์ปัจจุบัน     ผู้ประกอบการธุรกิจในประเทศไทย มากกว่า 95% เป็นธุรกิจ SMEs และ MSEs ผู้ประกอบการธุรกิจ SMEs ส่วนมากทำธุรกิจตามกระแส หรือรับมรดกจากบรรพบุรุษ ขาดความรู้และความเข้าใจในธุรกิจที่ทำ เรียนรู้จากความผิดพลาดและพัฒนาด้วยตัวเอง มีจำนวนไม่มากที่สามารถพัฒนาและขยายธุรกิจให้ใหญ่โตขึ้น  การที่ไม่มีการบริหารจัดการแบบมืออาชีพ ทำให้ไม่มีการวางแผนในการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ ไม่ได้สร้างคนมารองรับการเติบโตของธุรกิจ จ้างคนเมื่องานมาก ปลดคนเมื่องานน้อย  ขาดความยั่งยืน ไม่เน้นเรื่องคุณภาพ ไม่ให้คุณค่ากับทุนมนุษย์ พนักงานที่ทำงานด้วยจึงไม่ได้รับการพัฒนาและส่งเสริมให้มีทุนมนุษย์เพิ่มขึ้น  

            ๒.ปัญหา                       ผู้ประกอบการ SMEs มีเงินทุนไม่มากนัก ประกอบธุรกิจด้วยความสามารถของเจ้าของเอง ลองผิดลองถูก รับพนักงานใหม่ที่ไม่เป็นงานให้เงินเดือนถูกๆเพราะคนที่เป็นงานหรือรู้งานจะไปอยู่บริษัทใหญ่ๆที่มีเงินเดือนดี และสวัสดิการที่ดีกว่า เมื่อพนักงานได้รับการสอนงานและมีปะสบการณ์จะถูกดึงตัวไปทำงานบริษัทที่ใหญ่กว่า หรือเงินเดือนดีกว่า หรือบริษัทเปิดใหม่ที่ต้องการหัวหน้างานหรือผู้จัดการ ผู้ประกอบการส่วนมากจะเป็นผู้บริหารเอง จ้างแค่หัวหน้างาน หรือผู้จัดการที่เป็นแค่ทำตามคำสั่ง หรือเป็นกันชน

            ๓.สิ่งที่ควรจะเป็น          ต้องให้ผู้ประกอบการเปลี่ยนวิสัยทัศน์ ในการทำธุรกิจ สร้างแผนธุรกิจ เรียนรู้การบริหารจัดการธุรกิจแบบมืออาชีพ หันมาสนใจกับทุนมนุษย์ โดยเริ่มการสร้างทุนมนุษย์ในตัวเจ้าของและหุ้นส่วนก่อน หลังจากนั้นจึงจะไปเรื่องสร้างแผนบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ ในองค์กรของตัวเอง

            ๔.ทำอย่างไร                 ภาครัฐต้องให้การสนับสนุนและสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการได้รับการพัฒนาทุนมนุษย์ เรียนรู้การสร้างทุนทางธุรกิจ (เศรษฐกิจ) และการสร้างทุนทางสังคม ควบคู่กันไปอย่างสมดุล และหาช่องทางสนับสนุนด้านเงินทุน สร้างขบวนการสร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการที่เกิดใหม่หรือที่กำลังมีปัญหา ที่มีการลงทุนด้านทรัพยากรมนุษย์ ที่เหมาะสม อาจมีการจัดตั้งกองทุน หรือจัดตั้งสภาทุนมนุษย์เพื่อธุรกิจ ขึ้นมาบริหารจัดการในส่วนนี้

            ๕.จะทำให้สำเร็จเป็นรูปธรรมได้อย่างไร           ต้องมีการจัดตั้งกองทุนและมีหน่วยงานขึ้นมาบริหารจัดการและมีงบประมาณเพียงพอ ( ขึ้นตรงกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือ .....................?  )ผู้ประกอบการต้องเข้ามาเป็นสมาชิก มีเงินจากภาครัฐส่วนหนึ่งที่เหลือเป็นเงินค่าสมาชิกของผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไป  บริหารจัดการอิสระ มีผู้จัดการและพนักงานประจำ  โดยการควบคุมของกรรมการบริหาร (กรณีเป็นองค์กรที่ไม่ขึ้นกับส่วนราชการ) ที่ได้จากการคัดสรรค์หรือแต่งตั้ง  จากภาคธุรกิจ สภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรม สมาคมธนาคาร อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า สถาบันการศึกษา  สมาชิก (สามารถใช้โครงสร้างของ ศูนย์บูรณาการพัฒนามนุษย์ได้)

            ขับเคลื่อนขบวนการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยส่งเสริมบทบาทของสภาบันทางสังคมในกระบวนการพัฒนาประเทศ บูรณาการกลไกการดำเนินงานทั้งในระดับครอบครัว ระดับชุมชนท้องถิ่น ระดับชาติ และระดับสากล ให้เชื่อมสัมพันธ์กันอย่างเกื้อกูล ส่งเสริมองค์กรธุรกิจในการดำเนินงานที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม โดยเฉพาะบทบาทในการพัฒนาคุณภาพชีวิตในชุมชนที่สอดคล้องกับศักยภาพแต่ละพื้นที่

ม.ล.ชาญโชติ ชมพูนุท

๖ มีนาคม ๒๕๕๔

เขียนเมื่อ 

อาทิตย์ที่แล้วได้ฟังบรรยายของ ศ.ดร.ชาติชาย ณ.เชียงใหม่ ได้ให้แนวคิดดีๆจึงขอนำมาเผยแพร่ ดังนี้

"มนุษย์ทุกคนเกิดมาเป็นสมบัติของพ่อแม่ ญาติพี่น้อง หมู่บ้าน ชุมชน ประเทศ และโลก พอโตขึ้นจะเป็นทุนที่งอกเงยหรือเป็นหนี้สินขึ้นอยู่กับคุณภาพการจัดการพัฒนาของพ่อแม่ สถาบันสังคม และของรัฐ" (ผมขอเติม ของตัวมนุษย์ผู้นั้นเองด้วย)

"ทุนมนุษย์ สติและปัญญา ร่างกายที่มีพลานามัยดี ทักษะชีวิต การงานอาชีพ ทักษะสังคม มีคุณค่าและมูลค่า ดี เก่ง และมีประโยชน์"

ระดับทุนมนุษย์ของประเทศไทย ?

เขียนเมื่อ 

ทุนมนุษย์ของประเทศไทยในอนาคต ? เราคงไม่อยากให้เด็กไทยเป็นดังนี้

คิดไม่เป็น ทำไม่ได้ สายเดี่ยว เที่ยวผับ ติดเกมเล่นเน็ท มั่วสุมยาและเซ็กซ์  โสเภณีเด็ก  เด็กซาเล้ง เด็กถูกทอดทิ้ง

คนไทยทุกคนต้องช่วยกันพัฒนาทุนมนุษย์ โดยเฉพาะผู้ใหญ่ต้องพัฒนาตัวเองให้มีคุณค่าเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับเด็ก ฟังการอภิปรายไม่ไว้วางใจท่านนายกและรัฐมนตรีเมื่อ 4 วันที่ผ่านมา ทำให้เศร้าใจ นักการเมื่องไทยส่วนมากไม่มีคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นการแสดงท่าทางหรือพูดจา ขาดสาระ ไม่มีเหตุผล จ้องแต่จะเอาชนะ กล้าพูดเรื่องเท็จ และบิดเบือน แสดงให้เหตุถึงความเป็นผู้เบาปัญญา นี่หรือตัวแทนของคนไทย ? เด็กไทยฉลาดไม่ใช่เด็กโง่ เมื่อเห็นตัวอย่างจากผู้ใหญ่ จึงทำให้เด็กขาดความศรัทธาในตัวผู้ใหญ่ ไม่มีแบบอย่างที่ดีให้ดูเป็นตัวอย่าง  ทำให้สังคมไทยอ่อนแอเช่นปัจจุบัน จึงเป็นเรื่องที่น่ากลัวว่าเด็กไทยจะเป็นเหมือนกับตัวอย่างที่ยกมา

 

 

เขียนเมื่อ 

ท่าน ศ.ดร.ชาติชาย ณ.เชียงใหม่ ให้แนวคิดการพัฒนาทุนมนุษย์ระดับประเทศไว้ดังนี้

1.ทำให้ทุกคนเห็นค่าของตัวเอง โดยการสื่อสารสร้างปัญญา ปรับการเรียน ให้เห็นชีวิต เห็นความจริง ก่อนเห็นความรู้ การใช้ชีวิตอย่างมีค่าจะทำให้คนพบและเห็นคุณค่าของการมีศีลธรรม (ประโยคสุดท้ายผมได้ปรับแต่งจากของต้นฉบับ)

2.ทำงาน ทำหน้าที่ คือการเรียนรู้

3.มีรัฐบาลที่เรียนรู้

 

เขียนเมื่อ 

 สวัสดีครับ เข้าใจว่านักศึกษาจบใหม่คงได้งานที่เหมาะกับความรู้ความสามารถและเป็นงานที่ชอบมีความก้าวหน้ากันทุกคนครับ 

ได้อ่านพบพระบรมราโชวาท ของพระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่คณะอาจารย์ ครู และนักเรียนโรงเรียนไกลกังวล ณ.ศาลาเริง พระราชวังไกลกังวล วันศุกร์ ที่ 8 มิถุนายน 2552 จึงขอนำมาแบ่งปันเพื่อประโยชน์ของทุกๆคนครับ

" ....วิชาต่างๆ ที่เรียนที่สอบไล่กันได้นั้น โดยลำพัง ไม่ใช่สิ่งที่จะช่วยให้นักเรียนเอาตัวรอดได้ และไม่ใช่สิ่งที่จะช่วยสร้างสรรค์สิ่งใดให้เป็นประโยชน์แก่ตัว แก่ผู้อื่น แก่บ้านเมืองได้ ผู้มีวิชาการแล้วจำเป็นต้องมีคุณสมบัติในตัวเองนอกจากวิชาความรู้ด้วย จึงจะนำตนนำชาติให้รอดและเจริญได้ คุณสมบัติที่จำเป็นสำหรับทุกคนนั้น ได้แก่ ความละอายชั่วกลัวบาป ความซื่อสัตย์สุจริต ทั้งในความคิดและการกระทำ ความกตัญญูรู้คุณชาติบ้านเมืองและผู้ที่มีอุปการะตัวมา ความไม่เห็นแก่ตัวไม่เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น หากแต่มีความจริงใจ มีความปรารถนาดีต่อกัน เอื้อเฟื้อกันตามฐานะและหน้าที่ และที่สำคัญอย่างมากก็คือ ความขยันหมั่นเพียร พยายามฝึกหัดประกอบการงานทั้งเล็ก ใหญ่ ง่าย ยาก ด้วยตัวเอง ด้วยความตั้งใจ ไม่ทอดธุระเพื่อความสะดวกสบายจากการเกียจคร้าน ไม่มักง่าย หยาบคาย สะเพร่า..."

พระราชดำรัส ในพระราชพิธีบวงสรวงสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้า ณ ท้องสนามหลวง วันจันทร์ที่ ๕ เมษายน ๒๕๒๕

"....คุณธรรมที่ทุกคนควรจะศึกษาและน้อมนำมาปฎิบัติ มีอยู่สี่ประการ ประการแรก คือการรักษาสัจ ความจริงใจต่อตัวเอง ที่จะประพฤติปฏิบัติแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์และเป็นธรรม ประการที่สอง คือการรู้จักข่มใจตัวเอง ฝึกใจตนเองให้ประพฤติปฏิบัติอยู่ในความสัจความดีนั้น ประการที่สาม คือการอดทน อดกลั้น และอดออม ที่จะไม่ประพฤติล่วงความสัจสุจริต ไม่ว่าจะด้วยเหตุประการใด ประการที่สี่ คือการรู้จักระวางความชั่ว ความทุจริต และรู้จักสละประโยชน์ส่วนน้อยของตนเพื่อประโยชน์ส่วนใหญ่ของบ้านเมือง คุณธรรมสี่ประการนี้ถ้าแต่ละคนพยายามปลูกฝังและบำรุงให้เจริญงอกงามขึ้นโดยทั่วกันแล้ว จะช่วยให้ประเทศชาติบังเกิดความสุขความร่มเย็น และมีโอกาสที่จะปรับปรุงพัฒนาให้มั่นคงก้าวหน้าต่อไปได้ดังประสงค์......"

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ

เพื่อส่งข้อความดีๆมาให้ ขอแบ่งปันให้ทุกท่านครับ

คุณค่าแห่งการรู้คุณค่า

หนุ่มน้อยเพิ่งจบการศึกษาด้วยผลการเรียนดีเยี่ยมไปสมัครงานในตำแหน่งผู้จัดการ
ในบริษัทใหญ่แห่งหนึ่ง หลังจากผ่านการสอบสัมภาษณ์ครั้งแรกไปแล้ว   ผู้อำนวยการ
ได้เรียกเขาไปสัมภาษณ์เป็นครั้งสุดท้ายก่อนตัดสินใจ ผู้อำนวยการเห็นข้อมูลในประวัติ
ของเด็กหนุ่มคนนี้ว่ามีผลการเรียนเป็นเลิศในทุกวิชาตลอดมา นับตั้งแต่อุดมศึกษาจน
จบมหาวิทยาลัย ไม่ปรากฏว่าเขาทำคะแนนตกเลย



ผู้อำนวยการเริ่มคำถามว่า “เธอเคยได้รับทุนการศึกษาอะไรหรือเปล่า”
เด็กหนุ่มตอบว่า “ไม่เคยครับ”
ผู้อำนวยการถามต่อว่า “คุณพ่อของเธอเป็นคนจ่ายค่าเล่าเรียนให้ใช่ไหม”
เด็กหนุ่มตอบว่า “คุณพ่อของผมเสียไปตั้งแต่ผมอายุได้ขวบเดียวครับ เป็นคุณแม่ที่จ่ายค่าเล่าเรียนให้ผม”
ผู้อำนวยการถามต่อว่า “คุณแม่ของเธอทำงานที่ไหน”
เด็กหนุ่มตอบว่า “คุณแม่ทำงานซักรีด”
ผู้อำนวยการขอดูมือของเขา
เด็กหนุ่มยื่นมือที่เรียบลื่นไม่มีที่ติให้ผู้อำนวยการดู
ผู้อำนวยการถามต่อว่า “เธอเคยช่วยคุณแม่ของเธอทำงานบ้างหรือเปล่า”
เขาตอบว่า “ไม่เคยครับ คุณแม่ต้องการให้ผมเรียนแล้วก็อ่านหนังสือเยอะๆ คุณแม่ซักผ้าได้เร็วกว่าผมด้วยครับ”
ผู้อำนวยการบอกว่า “ฉันมีเรื่องให้เธอช่วยทำอย่างหนึ่งนะ วันนี้เธอกลับไปที่บ้านช่วยล้างมือของคุณแม่ของเธอแล้วกลับมาพบฉันอีกทีพรุ่งนี้เช้า”  



ด้วยความมั่นใจว่าโอกาสที่จะได้งานทำมีอยู่สูงมาก เมื่อเขากลับไปถึงบ้านเขาจึงรู้สึกเต็มใจที่จะล้างมือให้แม่ของเขา
ฝ่ายแม่รู้สึกประหลาดใจระคนหวั่นใจ เธอส่งมือให้ลูก
หนุ่มน้อยค่อยๆ ล้างมือให้แม่ แล้วน้ำตาไหลก็ออกมา
เขาเพิ่งรู้สึกว่ามือของแม่นั้นช่างเหี่ยวย่นแ ละเต็มไปด้วยริ้วรอยขูดข่วน
ซึ่งบางแผลพอโดนล้างน้ำก็ทำให้แม่เจ็บจนตัวสั่นระริก
นี่เป็นครั้งแรกที่เด็กหนุ่มตระหนักรู้ว่า มือคู่นี้เองที่ซักผ้าทุกวันเพื่อหารายได้มา
ส่งเสียให้เขาได้เล่าเรียน
รอยแผลเหล่านี้คือราคาที่แม่ต้องจ่ายไปเพื่อความสำเร็จในการศึกษาของเขา
เพื่อผลการเรียนที่ยอดเยี่ยมของเขา
และอาจจะเพื่ออนาคตของเขาด้วย
คืนนั้นสองแม่ลูกได้คุยกันอยู่นาน

เช้าวันต่อมา เด็กหนุ่มก็เดินทางไปที่ออฟฟิศของผู้อำนวยการ
ผู้อำนวยการสังเกตเห็นน้ำตาในดวงตาของเขา จึงถามขึ้นว่า
“ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยว่าเมื่อคืนที่บ้าน เธอทำอะไรบ้าง แล้วได้บทเรียนอะไร”

เด็กหนุ่มตอบว่า “ผมล้างมือให้แม่ครับ แล้วก็เลยช่วยแม่ซักผ้าที่เหลือจนเสร็จ”
ผู้อำนวยการบอกว่า “ช่วยเล่าให้ฉันฟังหน่อยว่า เธอรู้สึกยังไง”



เด็กหนุ่มตอบ
“ข้อที่หนึ่ง ผมได้รู้ซึ้งถึงคำว่า สำนึกในบุญคุณ ถ้าไม่มีแม่ก็คงไม่มีความสำเร็จของผมด้วย
ข้อที่สอง จากการช่วยแม่ทำงานว่า ผมได้รู้ว่ามันลำบากยากเย็นยังไงกว่าจะทำอะไรออกมาสักอย่างหนึ่ง
ข้อที่สาม ผมได้เรียนรู้ถึงความสำคัญของความผูกพันในครอบครัว”

ผู้อำนวยการจึงบอกว่า
 “ นี่คือสิ่งที่ฉันต้องการ ฉันอยากได้คนที่รู้ค่าของการได้รับความช่วยเหลือ
อยากได้คนที่เข้าใจถึงความลำบากของใครสักคนในการจะทำอะไรได้มาสักอย่าง
และอยากได้คนที่ไม่ได้ตั้งเงินเป็นเป้าหมายในชีวิตแต่เพียงอย่างเดียวมาเป็นผู้จัดการให้ฉัน
เป็นอันตกลงว่าฉันรับเธอไว้ทำงาน ”

ในเวลาต่อมา เด็กหนุ่มคนนี้ก็ได้ทำงานอย่างหนักและได้รับความนับถือจากผู้ใต้บังคับบัญชา
ลูกจ้างทุกคนทำงานเป็นทีมอย่างขยันขันแข็ง กิจการของบริษัทก็เจริญก้าวหน้าเป็นอย่าง
ดี



เด็กที่ถูกตามใจจนเป็นนิสัยได้ รับทุกอย่างที่ต้องการ จะสร้างนิสัยเอาแต่ใจตัวเองและเห็นแก่ตัวเองเป็นอันดับแรก
เขาจะไม่สนใจความเหนื่อยยากของพ่อแม่
เมื่อถึงวัยทำงานเขาก็จะคาดหวังว่า ใครๆ จะต้องเชื่อฟังเขา
เมื่อเขาเป็นผู้จัดการ เขาจึงไม่มีวันรู้ว่าบรรดาลูกจ้างนั้นลำบากอย่างไร
และมักจะโทษคนอื่น
คนลักษณะนี้เขาอาจจะทำงานได้ อาจจะประสบความสำเร็จช่วงหนึ่ง
แต่ในที่สุดแล้ว เขาจะไม่สำเหนียกคุณค่าของความสำเร็จ
หากยังคงคร่ำครวญ เคียดขึ้ง และไม่มีวันรู้สึกเพียงพอ




ถ้าเราเป็นพ่อแม่ประเภทที่ปกป้องลูกแบบนี้
จงถามตัวเราว่า
เรากำลังให้ความรักกับลูก
หรือ
กำลังทำลายเขากันแน่ ?

เราให้ลูกๆ มีบ้านใหญ่ๆ อยู่
กินอาหารดีๆ
เรียนเปียโน
ดูทีวีจอใหญ่
แต่เวลาที่เราตัดหญ้า ลองให้ลูกได้ทำด้วย
หลังอาาร ให้เขาล้าง ถ้วยชามของตัวเองพร้อมๆ กับพี่ๆ น้องๆ
ไม่ใช่ว่าเราไม่มีปัญญาจ้างคนรับใช้
แต่เพราะเราอยากจะให้ความรักกับพวกเขาอย่างถูกวิธี
เราอยากให้เขาเข้าใจว่า
ไม่ว่าพ่อแม่จะจนหรือจะรวย วันหนึ่งก็จะต้องผมขาวแก่เฒ่าลงไป เหมือนกับแม่ของเด็กหนุ่มคนนี้  
สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ลูกของเราจะได้เรียนรู้ คือ
รู้คุณค่าของความพยายาม
ได้รู้จักว่า ความยากลำบากมันเป็นยังไง
และได้เรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกับผู้อื่นให้เป็น  

เขียนเมื่อ 

วันนี้ได้รับ e-mail จาก อาจารย์มุขสุดาว่า จากการที่ผมไปบรรยายเรื่อง"จริยธรรมผู้นำ" ให้กับนิสิต คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา เมื่อเดือนธันวาคม 2553 ได้รับการตอบรับจากนิสิตเป็นอย่างดีและอยากให้นิสิตรุ่นน้องมี๋โอกาสได้รับฟังบรรยายจากผมในหัวข้อเดียวกัน อาจารย์มุขสุดาจึงติดต่อเชิญผมไปบรรยายในวันที่ 26 ธันวาคม นี้ ก็ขอฝากนิสิตที่แสดงความคิดเห็นในบันทึกนี้ ได้อ่านทบทวนข้อมูลที่ได้แสดงความคิดเห็นไว้ และอยากให้ช่วยแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม หลังจากผ่านมา หนึ่งปี จากนิสิต กลายเป็นผู้ทำงาน สำหรับนิสิตใหม่ที่จะได้พบกันในวันที่ 26 ธันวาคม ก็ขอให้ใช้บันทึกนี้เป็นเวทีแสดงความคิดเห็นเช่นเดียวกับนิสิตรุ่นพี่ ก็ดีใจที่บันทึกนี้ยังไม่หยุดนิ่ง คงมีโอกาสได้รับความคิดเห็นจากนิสิตรุ่นพี่และนิสิตรุ่นน้องที่กำลังจะตามมา

เขียนเมื่อ 

วันพรุ่งนี้ 26 ธันวาคม 2554 จะไปบรรยายให้นิสิตรุ่นที่ 2 ฟังตั้งแต่เช้า 9.00-12.00 น เสร็จการบรรยาย ผมจะให้การบ้าน และให้นิสิตเข้าไปตอบการบ้านใน blog นี้ โปรดติดตามอ่าน และช่วยกันกระตุ้นเรื่อง "จริยธรรม"ให้ซึมซับเข้าไปอยู่ในจิตสำนึกของเด็กรุ่นใหม่ที่จะเป็นอนาคตของชาติ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ ม.ล. ชาญโชติ หลังจากที่ผมได้เข้าอบรม ผมรู้สึกว่าประเด็นจริยธรรมของเยาวชนคนไทย เป็นสิ่งที่ทุกคนควรปลูกฝัง ใส่ใจ ซึ่งปัญหาเหล่านี้ในอดีตแทบจะมีน้อยมาก แต่เมื่อโลกมีการเปลี่ยนแปลง ย่อมส่งผลให้วีถีชีวิต ความเป็นอยู่ ค่านิยม วัฒนธรรมเปลี่ยนไป ซึ่งอาจยกตัวอย่างที่เห็นชัดเจนคือ ในสมัยก่อนสังคมไทยเป็นสังคมที่พึงพาอาศัยกัน เพื่อนบ้านมีการแลกเปลี่ยนสิ่งของอาหาร ถามสารทุกข์สุกดิบ แต่ในปัจจุบัน เพื่อนบ้านที่อยู่ติดกัน แทบจะไม่ได้รู้จักพูดคุยกันเลย รวมทั้งกระแสวัตถุนิยมก็มาครอบงำมากขึ้น อย่างไรสิ่งของที่เป็นรูปธรรม มากกว่านามธรรม จนทำให้เกิดการแข่งขัน เเย่งชิง เมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น ย่อมทำให้วัฒนธรรม ค่านิยม ความเชื่อที่ดีงามสูญหายไป หรือ คิดว่า มันเป็นอะไรที่ล้าหลัง จับต้องไม่ได้ เฉยๆๆ เมื่อค่านิยมเหลา่านี้ ถูกปลูกฝัง ปฤิบัติมากขึ้นเลยๆๆๆ ก็กลายเป็นว่า ทุกคนต่างมองการกระทำอย่างนี้เป็นสิ่งที่ถูกต้อง สมควร แต่กลับไม่ได้ฟื้นฟูสภาวะทางด้านจิตใจให้งอกงามขึ้น มีแต่ทำให้แย่ลงตามมา ผมกล่าวอารัมบทข้างบนมามากเเล้ว ผมขอตอบคำถามของม.ล. ชาญโชติ ที่ให้ทำเป็นการบ้่านนะครับ

1. เลือกผู้นำไทย 1 คน อธิบายคุณลักษณะของผู้นำท่านนั้น 3 เรื่องที่มีผลกระทบต่อประเทศไทย

ผู้นำไทยของใครหลายๆคนนั้นผมเชื่อแน่นอนว่า ผู้นำท่านนั้น ย่อมไม่พ้น "พระมหากษัตริย์ไทยทุกๆพระองค์"ที่ทรงพยายามรักษาแผ่นดินพื้นนี้เอาไว้ให้เราได้มีแหล่งพักผิง รวมทั้ง"เหล่าวีรชนคนกล้า"ต่างๆที่เสียสละเลือด เนื้อ หลั่งลงสู่พื้นเเผ่นดินแห่งนี้ไว้ ให้ลูกหลานชาวไทยอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข ซึ่งสำหรับผม "พระมหากษัตริย์ เหล่าวีรชนคนกล้า"เป็นผู้นำในใจของผมเสมอมา และในการตอบคำถามตามที่มีรุ่นพี่ได้เข้ามาตอบนั้น ผมเห็นด้วยครับ แต่ในที่นี้ ผมขอยกผู้นำ อีกคนหนึ่งที่แทบทุกคนเกือบลืมท่าน ท่านนี้ไปแล้ว คือ "สืบ นาคะเสถียร" ท่านเป็นคนที่เสียสละทำงานเพื่อดูแลรักษาป่าไม้ และเป็นคนที่มีความมุ่งมั่น มานะอุตสาหะ และ ตัดสินอย่างโดดเดี่ยวในการยิงตัวตาย โดยสิ่งที่ท่านได้กระทำไปนั้น แม้จะดูว่าเป็นอะไรที่น่าสยดสยอง แต่ท่านกระทำไปเพื่อให้หน่วยงานภาครัฐมาสนในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติมากขึ้น ซึ่งถ้าหากลองจินตนาการดูว่า ถ้าหากไม่มีท่านผู้นี้แล้ว ทรัพยากรป่าไม่้ จะเหลือรอดจนถึงทุกวันนี้หรือไม่

2.กำหนดสิ่งที่จะทำตามแนวคิดของพระเจ้าอยู่หัว

สิ่งที่ผมจะทำตามแนวคิดของพระองค์ท่านคือ การดำรงชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งผมคิดว่าเป็นสิ่งที่สามารถนำไปปฎิบัติชีวิตประจำวันได้ โดยผมจะใช้จ่ายอย่างประหยัด โดยการประหยัดนั้นไม่ีใช่ผมจะซื้อสินค้าที่ราคาถูก สินค้าลดราคา แต่ผมจะซื้อสินค้าในกำลังซื้อที่ไม่เกินกำลังซื้อ และพอใจในสิ่งที่ตัวเองมี โดยที่เราที่เราไม่ต้องไปเปรียบเทยบกับคนอื่นว่า คนนั้นเค้าใช้ของชิ้นนั่น เราต้องมีแบบเค้า ซึ่งถ้าหากต้องสนองตามเค้าไปทุกอย่าง คำว่า "ความสุข"ก็คงไม่มี เพราะมั่วแต่เครียดว่า เราต้องทำวิธีไหนในการได้เงินมาซื้อสิ่งนั้น ซึ่งอาจทำให้เราไปกระทำอะไรที่ผิดกฎหมายได้ในที่สุด และนอกจากจะนำเเนวคิดเศรษฐกิขพอเพียงมาปรับใช้แล้ว ผมว่าสิ่งที่ต้องมีควบคู่กันไป คือ "การมีสติ"ตลอดเวลา

3. ค้นหาอุปนิสัยที่ดีที่สุดของตนเอง อย่างน้อย 3 ข้อ

อุปนิสัยของผมนั้นมีทั้งด้านดีและไม่ดี ซึ่งอุปนิสัยด้านดีของผมนั้น อันดับแรกคือ การไม่เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น เพราะ ผมคิดอยู่เสมอว่า ถ้าอยากให้ผู้อื่นปฎิบัติกับเราอย่างไร เราต้องปฎิบัติตนเองก่อน ถึงแม้เราจะปฎิบัติไปแล้ว คนอื่นอาจกระทำอะไรที่แย่ หรือ เหมือนเดิม ก็ให้ถือว่า สิ่งที่เราทำไปนั้น ทำให้เรามีความสุขก็พอ ข้อถัดมาคือ การรับผิดชอบ ซึ่งผมมีความเชื่อยู่อย่างหนึ่งว่าคนเราจะมีคุณค่าหรือไม่ ต้องมีความรับผิดชอบในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าการรับผิดชอบต่อคำพูดที่เราได้กล่าวไปแล้ว การรับผิดชอบในงานที่ทำ แม้แต่ในขณะนี้ ผมอยู่ในฐานะนิสิตนักศึกษา ซึ่งที่ต้องรับผิดชอบคือ การเรียนไม่ให้การเรียนแย่ หรือ มาเรียนเพื่อผลาญเงินพ่อแม่ โดยที่เราไม่ได้ความรู้อะไรเลย ได้เพียงแค่ปริญญาบัตรใบเดียว ซึ่งจากที่ผมเคยทำงานพาร์ททามส์ต่างๆไม่ว่าในช่วงเวลาปิดเทอม ช่วงเวลาเรียน สิ่งหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้คือ การที่เราเรียนรู้สิ่งต่างๆในห้องนั้น ผิดกลับจากโลกแห่งความเป็นจริง เพราะ บางครั้งซึ่งที่เราได้เรียนรู้ อาจไม่ได้ใช้ หรือเราต้องนำมาประยุกต์ใช้ และเป็นอะไรที่ผมโชคดีมากที่ผมได้ทำงานต่างๆในช่วงเวลาเรียน ทำให้ผมสามารถได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ ใหม่ๆ รับฟังความคิดเห็นของคนในแต่ละแง่มุมมากขึ้น ซึ่งบางแง่มุมเป็นแง่มุมที่ดีมากๆ ส่วนข้อสุดท้าย คือ การเสียสละ ซึ่งการเสียสละในความคิดของผมนั้นไม่ใช่ว่าเราจะต้องเสียเงิน เสียทองก้อนโต แต่อย่างไร อย่างน้อยเราก็สามารถเสียสละเวลาของเราได้ กล่าวคือ แทนที่เราจะเอาเวลาไปเล่นเกมส์ ดูหนัง หรือทำอะไร ผมเอาเวลาส่วนนี้ไปช่วยทบทวนหนังสือให้เพื่อน ซึ่งการที่ได้ทบทวนหนังสือให้เพื่อนนั้น ทำให้สามารถเข้าใจในประเด็นต่างๆได้มากขึ้น เนื่องด้วยบางประเด็นเป็นประเด็นที่เราอาจจะรู้ไม่จริง เราได้ไปสอบถามเพื่อนอีกคน และแลกเปลี่ยนความคิดซึ่งกันและกัน นอกจากการทบทวนหนังสือเเล้ว สามารถเสียสละเวลาในการให้รับฟังความรู้สึกของเพื่อนในเวลาที่เพื่อนมีปัญหา เศร้่าใจ หดหู่ ได้ถึงแม้ว่าการรับฟังนั้นเราอาจรู้สึกว่าเป็นอะไรที่เรารับฟังไปแล้ว ท้ายที่สุดสิ่งที่เราเเนะแนวทางให้นั้น คนๆนั้นต้องเป็นคนตัดสินใจอยู่ดี ซึ่งเราสามารถทำให้เพื่อนไม่ต้องกระทำอะไรที่น่ากลัว อันตรายถึงชีวิตได้

4.ต้องการเป็นผู้นำแบบไหน

สำหรับผมนั้น ต้องการเป็นผู้นำที่เข้าใจความเป็นไปทุกสิ่งทุกอย่างของธรรมชาติ ว่า สิ่งต่างๆในโลกนั้นย่อมมีด้านดีและด้านร้ายเป็นธรรมดา เพราะการที่ผมสามารถเข้าใจคนอื่นมากขึ้น จะทำให้เราสามารถลดทิฐิลงได้ โดยที่เราจะรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น และจะไม่โต้แย้งด้วยอารมณ์โกรธ แต่จะมีการพูดกันเพื่อเเลกเปลี่ยนความคิดซึ่งกันและกัน นอกจากจะช่วยลดทิฐิเราลงได้แล้ว จะทำให้เราเป็นคนที่มีสติตลอดเวลา ไม่ประมาทในการใช้ชีวิต เนื่องด้วยเราเข้าใจว่า เวลาเป็นสิ่งที่ไม่สามารถย้อนคืนได้ และเราก็ไม่รู้ว่าเราจะต้องถึงจุดจบของชีวิตเมื่อไหร่ เหมือนเช่นใบไม้ร่วงที่เราไม่รู้ว่าใบไม้ใบนี้จะร่วงตอนไหน ซึ่งการที่เรามีสติและไม่ประมาทในการใช้ ชีิวิตนี้แหละ จะคอยกระตุ้นให้เรากระทำแต่ความดีตลอดเวลา

สำหรับการตอบคำถาม ผมตอบคำตอบเสร็จแล้ว ซึ่งผมชอบคำถามในการอบรมข้อหนึ่งมากว่า "ถ้าคุณสามารถขอพรวิเศษได้หนึ่งข้อ คุณจะข้ออะไร" ซึ่งในตอนอบรมผมขอให้"ตัวเอง"มีสติ และไม่สูญเสียสามัญสำนึกในการแยกแยะว่าสิ่งไหนดีสิ่งไหนไม่ดี แต่ตอนนี้ผมอยากข้อพรแบบนี้เหมือนเดิม เพียงแต่เปลี่ยนจากคำว่า"ตัวเอง"เป็นคำว่า ขอให้ทุกสิ่งมีชีวิตที่อยู่บนโลกอยู่โดยมีสติและไม่สูญเสียสามัญสำนึกว่าสิ่งไหนดีสิ่งไหนบาป ซึ่งคำว่าสิ่งไหนดีสิ่งไหนบาปนั้น ผมหมายความว่า การระทำใดที่กระทำแล้วไม่เดือดร้อนผู้อื่น ตนเอง นั้นแหละคือสิ่งดี ในทางตรงข้ามกัน สิ่งไหนกระทำแล้ว ผู้อื่นเดือนร้อน ตนเองเดือดร้อน สิ่งนั้นเป็นบาป เนื่องด้วยถ้าพรข้อนี้สัมฤทธิ์ผล สิ่งมีชีวิต โลกใบนี้ คงมีความสุขตลอดกาลครับ

สุดท้าย ผมขอบคุณ ม.ล. ชาญโชติ ที่มาเป็นวิทยากร ถ่ายทอดความรู้ให้ครับ และผมขอเป็นกำลังใจให้ท่าน(ม.ล. ชาญโชติ) ถ่ายทอดความรู้เรื่องนี้แก่รุ่นน้อง รุ่นพี่ต่อๆไปนะครับ

ขอบคุณครับ

นาย พิเชษฐ์ กิตติธรกุล

หอสมุดมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ คุณพิเชษฐ์

ผมดีใจและมีความสุขมากที่ได้อ่านการบ้านของคุณพิเชษฐ์ ทำให้ผมแน่ใจว่าผมคิดไม่ผิด ว่าเด็กไทยเราเก่ง มีความรู้ และมีปัญญามาก ผมภูมิใจแทนคุณพ่อคุณแม่ของคุณพิเชษฐ์ครับที่มีลูกชายที่มีความคิดและปัญญาเป็นเลิศ การตอบการบ้านและการแสดงความคิดเห็นทั้งหมดของคุณถือว่าเป็นสิ่งดีครับ ทำให้ผมมีกำลังใจขึ้น และยิ่งแน่ใจว่าผมคิดถูกต้อง

เมื่อวานมีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นใน fb ที่ผมแจ้งไปว่าผมจะไปบรรยายเรื่องจริยธรรมผู้นำ เขาแสดงความคิดเห็นว่าไม่มีใครฟังผมหรอกเสียเวลาเปล่า เพราะทุกคนทำเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง จนไม่สนใจเรื่องคุณธรรมและจริยธรรม ผมจึงตอบกลับไปว่า ถ้าคุณคิดเช่นนั้นก็แสดงว่าสังคมที่คุณอยู่มีแต่ผู้ที่ไม่มีคุณธรรมและจริยธรรม ถือว่าน่าเป็นห่วงมาก ผมโชคดีที่สังคมและคนรอบข้างของผมส่วนมากคำนึงถึงเรื่องคุณธรรมและจริยธรรม

ขอแสดงความยินดีด้วยครับ ขอให้รักษาความดี เป็นผู้นำความคิดดีๆไปรณรงค์ให้เพื่อนๆและรุ่นน้องให้ความสำคัญกับคุณธรรมและจริยธรรม ให้มากๆ เป็นตัวอย่างที่ดีของเด็กไทยอนาคตของชาติครับ

นับถือ

ม.ล.ชาญโชติ ชมพูนุท

เขียนเมื่อ 

ขอขอบคุณมากๆครับท่านม.ล.ชาญโชติ ชมพูนุท สำหรับความคิดเห็นดังกล่าวครับ ผมอ่านพระราชดำรัชของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ท่านทรงเน้นย้ำให้พสกนิกรขอท่านมีความสามัคคี คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตัวเสมอ ตลอดมา แต่นับวันพสกนิกรขอท่านกลับประพฤติปฎิบัติในทางตรงข้าม ซึ่งนับวันยิ่งชัดเจนขึ้นและรุนเเรงขึ้น โดยคำนึงแต่ประโยชน์ส่วนตน และเมื่อคนส่วนใหญ่มีพฤติกรรมแบบนั้น ก็ยากที่จะทำเยาวชนรุ่นหลังสามารถหาแบบอย่างที่ดีได้ ยังไงผมขอเป็นกำลังใจให้ท่านสู้ๆๆๆ อย่าท้อถอยนะครับ เพราะท่านก็เป็นผู้นำอีกคนในใจของผมครับ

ด้วยความเคารพอย่างยิ่งครับ

ปล.สู้ ท้อได้แต่อย่าถอยนะครับ

(การที่พระปฎิมาจะสวยได้ ใช่ว่าจะสวยแต่เพียงด้านหน้า แต่ต้องสวยด้านหลังด้วยนะครับ แม้ว่าคนที่จะติดทองด้านหลังจะมีน้อยก็ตาม แต่ถ้าไม่มีก็จะไม่เห็นความสวยงามที่สมบูรณ์แบบนะครับ )

^_________________^

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ คุณพิเชษฐ์

ขอบคุณสำหรับกำลังใจครับ เราต้องช่วยกันเพื่อระดมให้คนไทยหันมาให้ความสำคัญกับคุณธรรมและจริยธรรมครับ พยายามนำตัวอย่างของผู้ที่มีคุณธรรมและวัฒนธรรมที่เห็นเป็นรูปธรรมและเป็นที่ยอมรับเผยแพร่ให้เข้าถึงคนทุกหมู่เหล่า เราต้องหันมายกย่องคนดี ผู้ที่มีคุณธรรมและจริยธรรม ว่าเป็นเรื่องดีและควรทำ ไม่ใช่ปล่อยไปตามกระแส ที่ว่าใครทำดีมีคุณธรรมและจริยธรรมกลายเป็นคนโง่ ไม่ทันกับโลกยุคทุนนิยม ยินดีครับที่อย่างน้อยๆก็มีคุณพิเชษฐ์เป็นแนวร่วมคนหนึ่ง ช่วยกันครับ ระยะทางยังอีกไกล

นับถือ

ม.ล.ชาญโชติ ชมพูนุท

HTTP/1.0 204 No Content server: Cowboy date: Sun, 18 Nov 2018 19:05:49 GMT content-length: 0