Salutogenesis and Self-transcendence

"What do I like about SHA?"

มีคำถามหนึ่งป๊อบขึ้นมาในศีรษะก่อนจะถึงวันงานประชุมสัมมนา SHA conference and contest ณ รร.อิมพีเรียลควีนส์ปาร์คในอีกไม่กี่วันนี้ เนื่องจากผมได้มีโอกาสอันดีที่ได้มาเกี่ยวเนื่องพัวพันกับ SHA หรืออีกนัยหนึ่ง HA ที่เพิ่ม S เข้าไป (Safety, Standard, Sustainability, Sufficiency economy และ Spirituality) ด้วยการร่วมจัดกิจกรรม workshop ให้แก่โรงพยาบาล SHA รุ่นสอง และบางส่วนของรุ่นหนึ่งเกือบๆร้อยโรง และกับท่านที่ปรึกษาผู้ตรวจเยี่ยมของ สรพ.อีกชุดหนึ่ง ในระหว่างนั้นได้ยินได้ฟังเรื่องราว มุมมอง เสียงสะท้อน ทั้งเป็นและไม่เป็นทางการ ทั้งจากตัวเราเองและตัวคนอื่น จากผู้ปฏิบัติงาน ผู้บริหาร แนวหน้า แนวหลัง แนวสนับสนุน

ตามธรรมเนียมของอะไรที่ไม่เหมือนเดิม (บางท่านเรียกว่า "ใหม่" แต่ผมคิดว่าเรื่องนี้ไม่ใหม่ แค่ "ไม่เหมือนเดิม" เท่านั้น) ก็จะมีคนหวาดระแวง จากที่เคยอยู่ใน safe zone ของตนเองมาดีๆ กำลังจะมี threat มาคุกคามหรือไม่ ก็ตั้งคำถาม ตั้งข้อสังเกตไปพลางๆ

"ทำ spirituality เยอะๆ ระวังจะทิ้งเรื่อง safety เรื่อง standard น่ะหนา"

ก็เป็น remark ที่ได้ยินมาแว่วๆ แต่เราก็ไม่ได้กังวลอะไรมาก เพราะสาเหตุที่ทำงาน SHA (หรือทำเรื่องดูแลผู้คน) แล้วจะได้ spirituality ไม่ได้เป็นอะไรที่เปลี่ยนตรงพฤติกรรม หากแต่ยังเป็นคนๆเดิมที่ทำอะไรเพื่อความปลอดภัย ความสุขของคนไข้ เพียงแค่ทำด้วยจิตภายในที่ละเอียดขึ้นเท่านั้น เพราะที่สุดแล้ว เราได้เรื่องจิตวิญญาณก็ต่อเมื่อเรา "เห็น" หรือเกิด seeing ในสิ่งที่เราทำ หรือพยายามจะทำ ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะอยากได้มาตรฐาน ได้รางวี่ รางวัล ชิงดีชิง award อะไร

สิ่งที่ผมชอบมากในเรื่องของ SHA มีหลายเรื่อง ยังกำหนดไม่ได้ตอนนี้ เดี๋ยวจะเขียนไปเรื่อยๆ แล้วค่อยนับตอนหยุดเขียน (ซึ่งก็ไม่ได้แปลว่ามีแค่นั้น แต่เพราะหยุดเขียนจึงมีแค่นี้... เท่านั้น)

SHA มากับรอยยิ้มของคนทำงาน

ที่จริงคนทำงานก็ยิ้มอยู่แล้วล่ะ แต่ผมมีอคติไปเองว่าคนทำ SHA มันยิ้มแบบมีเลศนัยแห่งความสุขลุ่มลึกยังไงก็ไม่รู้

คือบางทีการ "เห็น" เป็นเรื่องสำคัญ ใน workshop ที่เราทำกัน เราจะเน้นสองเรื่องคือ seeing และ sensing เป็นหลัก (ส่วน presencing จะมีหรือไม่มีไม่เป็นไร) การเห็นนี่เป็นวิชาที่สอนไม่ได้ ได้แต่เดินไปด้วยกัน ทำด้วยกัน และสะท้อนกันและกัน เป็นกระจกให้กันและกัน (จะว่าไป สีหน้าท่าทางของคนรอบข้างนี่แหละ เป็นกระจกเงาของตัวเราเป็นอย่างดี แต่คนไพล่ไปนึกว่าเป็นของเขาอื่นๆเสียนี่)

เมื่อเราเห็นทะลุกรอบผิวนอกของการช่วยเหลือผู้คน เราจะสัมผัสกับอะไรบางอย่สงที่เป็นเอกลักษณ์อัตตลักษณ์ของมนุษย์ นั่นคือ การหลุดพ้น self ไปทำอะไรเพื่อผู้อื่นและทำให้สิ่งนั้นมีความหมายต่อการมีอยู่ของตนเอง นัก epistemologist เช่นฟรานซิสโก วาเรลา และฮัมเบอร์โต มาตูรานา เรียกคุณสมบัติเหล่านี้เป็น "การรับรู้ว่าเรากำลังรับรู้ (know that we know)" เป็น consciousness อีกระดับที่เผ่าพันธุ์มนุษย์มี แต่ไม่พบว่าสัตว์อื่นๆสามารถกระทำได้

แม้ว่าเราจะรู้สึกถึงแรงกดดันขณะปฏิบัติงาน รู้สึกต้องตั้งใจ มีสมาธิกับคนไข้เบื้องหน้า ฟังอย่างลึกซึ้ง แต่เมื่อจิตเรานิ่งและสงบเพียงพอ เราจะ "รับรู้ว่าเรากำลังตั้งใจ เรากำลังมีสมาธิ และเรากำลังฟัง" การรับรู้นี้เกิดขึ้นและเราก็จะกำลัง "เห็น" (seeing) และให้ความหมาย รอยยิ้มที่เกิดจากการเห็นนี้ ที่ผมว่ามันแปลกๆ ลุ่มลึก แนบเนียน สุขอย่างสุขุม ปิติแต่ไม่ตื่นเพริด

SHA สะท้อนต้นทุนชีวิตของผู้คน

การทำ SHA (ภาษาในวงการตอนนี้ฮิตคำว่า "ชงชา" ซึ่งผมว่าเนียนดี และให้อารมณ์ละเมียด อ่อนโยน ไม่เหมือนไม้บรรทัด) เราวางกรอบของเราเอาไว้ที่หน้าประตู และเดินเข้าไปหาผู้คนอย่างพร้อมที่โอบกอดสิ่งที่เขามี ก่อนที่จะนำเรื่องราวของเขาและของเรามาบูรณาการไปสู่ทางปฏิบัติจริง เมื่อเราไม่มีกรอบ ไม่ได้หอบอะไรหนักๆติดตัวไป เราก็เบา เราก็แห้ง พร้อมที่จะรับของใหม่ และพร้อมที่ดูดซับสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า

วันก่อนมีพี่ึคนหนึ่งเป็นทุกข์ มาถามผมว่า "หมอ ถ้ามีน้องคนหนึ่ง ใครๆก็รู้ว่ากำลังทำผิด กำลังทำไม่ดี ตัวเขาเองก็รู้ แต่เราพยายามเปลี่ยนเขายังไงก็ไม่ยอมเปลี่ยน จะให้ทำยังไงดี?"

ปัญหาเกิดขึ้นเพราะกรอบ เพราะ guidelines ทีเราแบกเข้าไปหาเขา พอเขาไม่ยอมรับแบ่งสิ่งที่เราถือไป เราก็เกิดอาการหนัก ลังเล และพาลโกรธ และข้อสำคัญคือ ไม่พร้อมที่จะฟัง และรับอะไรเพิ่มเติมมาอีก เราก็อดได้ยิน ได้เห็น ได้ฟัง เรื่องราวของเขา เราก็จะไม่มีทางเข้าใจในพฤติกรรมของเขา วิธีคิดของเขา เกิดเป็นทุกข์

SHA จะใช้วิธี appreciatvie enquiry และ dialogue เป็นเครื่องมือสำคัญ

สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ เราค้นพบว่าการใช้ชีวิตมีหลากหลายวิธี และหลากหลายผล แต่ละวิธีก็จะเกิดการปรุงแต่งให้เหมาะสมไปตามบริบท ตามความชอบความเชื่อ ตามวิถีชีวิตที่แตกต่างกันไป ตามจังหวะเวลาที่แตกต่างกันออกไป

ตัวเราเองก็ใช้ชีวิตอยู่บนต้นทุนที่เรามีอยู่ หากแต่ว่าเราให้ความสำคัญมากหรือน้อยกว่ากัน ระหว่างสิ่งที่เรามีและสิ่งที่เราอยากจะมีแต่ไม่มี

ไปๆมาๆ ก็กลับมาที่ประเด็นเดิมคือการ "เห็น" seeing อีกแล้ว ตัวเราที่เกิดทุกข์นั้น บางทีเราไม่ได้ใช้ชีวิตบนสิ่งที่เรามี แต่เรากำลังใช้ชีวิตไปกับสิ่งที่เราอยากจะมีแต่ยังไม่มี เป็นชีวิตที่ struggle ดิ้นรน แสวงหา ก็ไม่ใช่ว่าการดิ้นรนแสวงหาเป็นสิ่งไม่ดี แต่สิ่งที่ต้องไปควบคู่กันก็คือสติ การรับรู้ และการพึงพอใจในเบื้องต้น ไม่เกิดอยากจนเป็นกิเลศ หรือตามใจอารมณ์เพราะเชื่อว่าอารมณ์เป็นใหญ่ (ซึ่งขนาดไม่คิด อารมณ์ก็เป็นใหญ่เพียงพออยู่แล้วในตัวมันเอง)

สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเรา "เห็น" ต้นทุนชีวิตที่หลากหลาย เราจะเกิดความ "เข้าใจได้" (อาจจะยังไม่เข้าใจ แต่พอเข้าใจได้) ในพฤติกรรมของผู้คน อันนี้ก็คือเกิด "รู้สึก" หรือ sensing ไปกับคนอื่นๆได้

การรู้สึกจะเกิดขึ้นเมื่อเราทำให้เกิด "พื้นที่ว่าง" ขึ้นมาในหัวใจของเราเองก่อน ไม่ได้เปิดเฉพาะพื้นที่คิด แต่เปิดไปถึงพื้่นที่อารมณ์ความรู้สึก เรารู้สึกเขาและเขารู้สึกเรา

ตอนนี้ที่เรากำลังก่อร่างสร้าง "ต้นทุนแห่งความสุข หรือสุขภาวะกำเนิด (Salutogenesis)" นั่นเอง

SHA คือการทำงานประจำเพื่อก้าวพ้นแต่ปนอยู่

ท่ามกลางงานอันหนักหน่วง งานประจำที่ดูเหมือนจะซ้ำๆ เดิมๆ ทุกข์เหมือนเดิม หนักเหมือนเดิม แต่มันมีอยู่แค่นั้นจริงหรือ?

กลับไปที่ตัวอย่างที่ผมเขียนไว้ในเรื่อง "ตัวประกอบยอดเยี่ยมคือ..." ความทุกข์ของโรงพยาบาลที่ discharge จำหน่ายคนไข้เด็กที่มีระบบลำไส้ล้มเหลวไม่ออก ต้องแบกภาระค่าใช้จ่าย ค่าอาหารทางหลอดเลือดดำที่แพงหูฉี่ อาการก็ทรงๆและรอโอกาสจะทรุด แต่ถ้าเรามองเห็นเพียงแค่ปัญหา เพียงแค่ความทุกข์ เราก็จะ "ติดกับดัก"

ถ้าเราไม่ได้เห็นว่าเรากำลังทำงานช่วยชีวิตคน เรากำลังทำให้ชีวิตๆหนึ่ง หากปราศจากความช่วยเหลือทางการแพทย์แล้ว คนๆนี้กำลังจะตายจากการขาดอาหาร กินไม่ได้

ถ้าเราไม่ได้เห็นว่าเด็กคนนี้เขาขอบคุณเราขนาดไหน ถ้าเราไม่ได้เห็นว่าครอบครัวนี้เขาคิดเช่นไรที่โรงพยาบาลช่วยเหลือครอบครัวเขามาเป็นสิบปี

ถ้าเราไม่ได้เห็นว่าสิ่งที่เราทำ มีผลกระทบต่อญาติโกโหติกา ผลกระทบต่อนักเรียนแพทย์ นักเรียนพยาบาล มีผลกระทบต่อชุมชนที่โรงพยาบาลเราตั้งอยู่

ถ้าเราไม่ได้เห็นว่าสิ่งที่เรากำลังทำเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ของสิ่งที่มนุษย์ และสังคมมนุษย์สามารถทำให้กันและกันได้ ทำให้เราแตกต่างจากสัตว์ species อื่นๆตรงที่เรา "สามารถ" ทำเรื่องนี้ได้ และได้ทำ

กับดักแห่งการคิดติดลบนี้ก็จะหยุดเราอยู่กับที่

แต่เมื่อไรที่เรามองเห็นเรื่องเหล่านี้ บางทีเรากำลัง "ก้าวพ้น" เป็นการก้าวพ้นเรื่องราวแต่เพียงผิวๆ ก้าวพ้น mundane ที่เราอาจจะเผอเรอหมกมุ่นกับมันมากเกินไป

เรียกว่าเกิดการก้าวพ้นแต่ปนอยู่ (transcend and include)

การใช้ SHA ที่ slow down จิตของเราให้สงบ และเห็น และรู้สึก (suspend, seeing and sensing) เรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นรอบๆตัวเรา ที่มัน chaos โกลาหลอลหม่าน ไร้เหตุผล ไร้สาระ เริ่ม make sense และเราสามารถสร้างความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงของ events ต่างๆได้มากยิ่งขึ้น

ว่าทำไม ทำไม เราจึงได้มาเจอะเจอเรื่องราวเหล่านี้

เราจะพบว่ามีความ "(ดูเหมือนจะ)บังเอิญ" เยอะเหลือเกิน กว่าที่เราจะได้มาได้ยิน ได้ฟัง ได้เห็นสิ่งต่างๆที่เราทำในโรงพยาบาล ในเนื้องานของเรา

มากจนกระทั่งไม่น่าจะเป็นเรื่องบังเอิญได้

ในงาน SHA conference and contest ครั้งนี้ เราจะได้มาร่วมกันเชื่อมโยงร้อยเรียงความบังเอิญต่างๆให้เป็นรูปร่าง เป็น mosaic จนกว่าเราจะได้ทราบถึง collecive karma ที่ทำให้เราได้ทำ ได้เป็น ได้มีความหมายกัน