สวัสดีครับพี่แก้ว
เรื่องสื่อสารเป็นเรื่องใหญ่ ใหญ่ทั้งเชิงระบบ และใหญ่ทั้งต่อปัจเจกบุคคล
สาเหตุของการล้มเหลวในการสื่อสาร ก็สามารถเป็นได้ทั้งเชิงระบบ และเชิงบริบท นั่นคือเป็นรายๆ เรื่องของเรื่องก็คือ พอเราพูดคำว่า "การสื่อสาร" มันฟังดูเป็นระบบ แต่ในบริบทจริงการสื่อสารเกิดขึ้น ณ ที่เกิดเหตุเป็นปัจเจก episode เกือบ 100% บางทีการมองคำตอบมิติใด มิติหนึ่ง (หรือมองคำถาม) ก็อาจจะละเลยมิติอื่นๆไป
เรื่องนี้เกี่ยวทั้ง "เหตุผล" และ "อารมณ์" เราจะพบว่าไม่ง่ายที่จะใช้มิติใด มิติเดียว ในการ take over อีกด้านหนึ่งอย่างสิ้นเชิง นั่นคือ ถ้าฝ่ายหนึ่งมี overwhelming emotion นั่นก็ไม่ใช่วาระที่เราจะออกไปแบบตรรกะสุดๆ เพราะมันไม่ tune in กันตั้งแต่แรก นี่อาจจะเป็น common scene ในบริบทโรงพยาบาล ในขณะที่เรามีตรรกะเยอะ มี protocol แยะ แต่คนที่มาหาเรา เต็มเปี่ยมล้นปรี่ไปด้วยอารมณ์ ความรู้สึก ความเป็นห่วง ความรัก กังวล และที่สำคัญที่สุดคือความกลัว
การสนทนาที่ใช้กันคนละ modes ฝ่ายหนึ่งตั้งหน้าตั้งตาใช้ตรรกะ ฝ่ายหนึ่งกำลังท่วมท้นด้วยอารมณ์ อีกไม่นานถ้าไม่มีการ tune in ฝ่ายตรรกะจะเริ่มหงุดหงิด เพราะสิ่งที่สื่อออกไปมันลื่นหลุดลงข้างทางหมด ฝ่าย emotion ยิ่งมี emotion มากขึ้น เพราะขาดการดูแลด้านจิตใจ เหมือนเดินมาเจอกับตู้คอมพิวเตอร์ เสียงที่ขาดอารมณ์ความรู้สึก สีหน้าที่ตายด้านไร้อารมณ์
ปัญญาที่ผุดโผล่มากตอนนอกเวลาราชการ มีหลายปัจจัย อาจจะไม่ใช่เพียงเพราะมี senior อยู่ หรือเพราะว่า senior เก่งกว่าเยอะ คนไข้ที่มา รพ.เวลาราชการแปลได้อย่างหนึ่งว่า "พอทนได้" คนไข้ที่มายามวิกาล ถ้าไม่จำเป็นไม่มีใครอยากจะมา แปลว่า "มันทุกข์มาก มันเร่งด่วน" แค่นี้ความรุนแรงก็ไม่เท่ากันแล้ว ในเวลาคนเยอะทั้งระบบ ช่วยกันเยอะ นอกเวลาคนน้อย งานก็หนักขึ้น กดดันมากขึ้น
ผมเองก็สังเกตความต่างของคนยุคใหม่ ยุคเก่า แต่ยังไม่อยากโทษยุค 100% เพราะในอาชีพเป็นครู เป็นพี่เลี้ยง นักเรียนเป็นยังไง เด็กเป็นยังไง มันสะท้อนงานของเรา ตัวของเราด้วย เป็นการง่ายที่เราจะบอกว่าเป็นความผิดของยุค ของโรงเรียนมัธยม ประถม ผู้ปกครอง ก็ไล่เบี้ยลงไปเรื่อยๆ ตกลงก็เลยไม่มีใครต้องเปลี่ยนอะไร เพราะสุดท้ายผู้ปกครองก็อาจจะไล่ไปถึงเศรษฐกิจ รัฐบาล เกิดมาจน ประเทศเราไม่เจริญ ฯลฯ
ปัญหาการสื่อสารสำคัญ เพราะว่าการสื่อสารเป็นสัญญลักษณ์แห่งความจริงประการหนึ่งคือ "มนุษย์เป็นสัตว์สังคม" คำๆนี้เป็น functional term ไม่ได้เป็น status นั่นคือ เราจะเป็นสัตว์สังคมก็ตอนเราสังคม หรือกำลังทำอะไรบางอย่างที่แสดงความเป็นสังคม
การสื่อสารมี 3 components คือ ผู้สื่อ ผู้รับ และบริบท และก็คล้ายๆกับอี้จิง ทั้งสามประการต้องมีความปรองดองกัน จึงจะเกิดผลสูงสุด ผลกระทบจากด้านใดด้านหนึ่ง สามารถหักล้างที่เหลือได้อย่างง่ายดาย แก้ด้านใดด้านเดียวไม่ได้ และกันย่อมดีกว่าแก้
การเตรียมตัวผู้รับ เตรียมได้บ้าง แต่จำกัด ที่เราพอจะทำได้คือเตรียมผู้สื่อและบริบท ในที่นี้คือ "เตรียมก่อน" เพราะเวลาเกิดเหตุเป็น real-time มันมีเท่าที่มีอยู่ในตัวตอนนั้นแหละ ไม่มีเวลาจะไปเปิดตำรา ปรึกษาใคร
บริบทของเรามีความเสี่ยงสูงกว่าวิชาชีพอื่น เพราะว่าคนที่มาติดต่อเรา มีอารมณ์สูงกว่าปกติ สูงกว่าปกติ self ของเขาเองด้วย เพราะจิตตก นึกถึงเราเอง เวลาเราป่วย ร่างกายป่วย จิตก็ป่วยด้วย ฉะนั้น เราจะใช้มาตรฐานลูกค้าบริษัท มาติดต่อค้าขาย ทำธุรกรรม เหมือนๆกับคนไข้ไม่ได้ เราจะต้องมีความ sensitive สูงกว่านั้น มีเมตตาธรรมสูงกว่า มีการให้น้ำหนักและความหมายในการสื่อสารที่ละเอียดมากกว่าสายวิชาชีพอื่นๆ
เรื่องแบบนี้ต้องช่วยทำให้เกิดภูมิคุ้มกัน "ก่อน" ที่จะเกิดเหตุ และถ้าไม่เตรียมตัว เราจะพบว่าแม้แต่ตัวเราเองก็ "การ์ดตก" บ่อยๆ จิตไปก่อน คำพูด กิริยาตามไปติดๆ การไล่เบี้ยหลังเหตุการณ์รังแต่จะทำให้แย่ลง
ไม่มีใครอยากจะทำร้ายใครโดยตั้งใจ แต่ทำโดยไม่ตั้งใจก็ไม่ได้ทำให้เจ็บน้อยหรือไม่เจ็บ ตรงนี้สำคัญเพราะการจะพัฒนาคน ไม่ได้เริ่มต้นจากการ label ว่าใครเลว ใครทำผิด แต่เริ่มต้นจาก "คำถามที่ีดี" ว่าเราจะทำอะไรที่ดีกว่าเดิมได้หรือไม่ นั่นคือการให้ความหมาย ให้ meaning ของสิ่งที่กำลังทำไว้แต่แรกเริ่ม
กระบวนการเรียนรู้ดังกล่าวเป็น process ยาวนานครับ lecture อ่านแผ่นพับ ไม่ work เป็นทั้ง cognition psychomotor และ attitude
เอาแค่นี้ก่อนแล้วกันครับ