ตัวประกอบยอดเยี่ยมได้แก่...

เดี๋ยวนี้ใครๆก็พูดกันถึงเรื่องประสิทธิภาพ ความสำเร็จ ทำยังไงจะรวย เคล็ดการเป็นยอดมนุษย์ ยอดคน เจ้าสำนัก เจ้ายุทธภพ จนเหมือนกับว่าจะหมดยุคหรือหมดพื้นที่สำหรับคนธรรมดาๆไปเสียแล้ว มีโรงเรียนพิเศษ พิเศษกว่าโรงเรียนธรรมดา เหนือกว่า สูงกว่า เก่งกว่า เด็กเดี๋ยวนี้อาจจะต้องตื่นแต่เช้าวันเสาร์อาทิตย์เพราะมีตารางสอนพิเศษแน่นกว่าวันธรรมดาเสียอีก พ่อแม่ต้องพาลูกไปส่ง นั่งรอ และรับไปส่งอีกที่หนึ่ง นั่งรอ รับไปส่งอีกที่หนึ่ง นั่งรอ พากลับบ้าน สลบ... (ก็อาจจะเป็นวันพิเศษจริงๆ คือ หนักกว่าวันธรรมดาเยอะ)

เวลาเราจะพูดถึง incentive หรืออะไรที่จะเพิ่มแรงบันดาลใจ สิ่งที่ผุดโผล่ขึ้นมาในใจทันทีก็จะเป็น "ยอดเยี่ยม รางวัลที่หนึ่ง ดีเด่น...." มีการประกวด มี contest มีประชันขันแข่ง แล้วก็จะมีการร่างตัวชี้วัด ร่างคุณสมบัติอันพึงประสงค์ (หรือพึงดีเด่น) จะว่าไปในยุคที่ใครๆก็นิยม "พอเพียง" ปรากฏการณ์เหล่านี้ก็อาจจะดูเป็นพอเพียง version ที่พิศดารดี เพราะมันเต็มไปด้วยคำ "กว่า" คำ "อีก" คำ​ "เพิ่ม" คำ "เหนือ" คำ "ด้อย"

ใน workshop ที่ผมกับทีมได้ไปทำให้คนมากมายหลายกลุ่ม บ่อยครั้งที่เรามักจะขอให้ผู้เข้าร่วมนึกถึงเรื่องราวที่เป็น "แรงบันดาลใจ" นึกถึงทีไรก็มีความสุข นึกถึงทีไรหัวใจพองโต นึกถึงทีไรก็อยากจะพุ่งตัวลุกจากเตียง ตื่นขึ้นมาอย่่างกระฉับกระเฉง คนก็จะเริ่มก้มหน้าก้มตาเขียนลงไปในสมุดบันทึกส่วนตัว แต่ก็อดมิได้ที่จะสังเกตเห็นทุกครั้งว่ามีคนที่เขียนไม่ออก นั่งหน้านิ่ว คิ้วขมวด เหม่อลอย พยายามคั้น จะเค้น จะเคล้น ออกมาให้ได้ "งานสุดยอด" ที่ว่านี้ให้ได้ เพราะขนาดเป็นแรงบันดาลใจนี่ มันต้อง "ไม่ธรรมดา"

เรามองหาอะไรที่ไม่ธรรมดา จนกลายเป็นเรื่องธรรมดา และที่น่าตลกก็คือ เรื่องไม่ธรรมดากลับกลายเป็นธรรมดาไปหมด

ผมเคยได้ยินคนรำพึงรำพัน ในโรงพยาบาลรัฐนี่เอง บางทีเราก็มีคนไข้บางคนที่เจ็บป่วยเรื้อรัง บางโรคก็น่าสงสารมาก เพราะเด็กที่มีระบบทางเดินอาหารผิดปกติมากๆ เช่น ลำไส้อักเสบรุนแรง เน่าเสีย ต้องตัดลำไส้ทิ้งไปเยอะเพื่อรักษาชีวิต สุดท้ายก็รอดมาได้ แต่ต้องพึ่งพาอาศัยอาหารทางหลอดเลือดดำตลอดเวลา ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงมาก การดูแลก็ต้องเพิ่มอย่างใกล้ชิด เพราะมันเสี่ยงติดเชื้อ เสี่ยงอะไรต่อมิอะไร กลายเป็นเกือบๆจะเรียกว่าย้ายบ้านมาอยู่ที่โรงพยาบาล การกลับไปบ้านกลายเป็น "เยี่ยมบ้าน" ส่วนการมาโรงพยาบาลกลายเป็น "กลับโรงพยาบาล" ไป แต่ก็เป็นไปเช่นนี้ เด็กโตขึ้น เข้าโรงเรียน (มีรถไปส่งที่โรงเรียน) พ่อแม่ก็ปรับตัวที่จะ "เยี่ยมลูก" ที่โรงพยาบาล ชีวิตไม่เหมือนเด็กคนอื่นแต่ก็มีชีวิต

สิ่งที่โรงพยาบาล "เห็น" ก็จะกำหนดความสุข ทุกข์ ของผู้ที่เกี่ยวข้อง

บ้างก็เห็นว่านี่เป็นภาระ เด็กโตขึ้นมาก ต้องย้ายจาก ward เด็ก ไปอยู่ ward ผู้ใหญ่ เพราะอายุเกินเด็ก เนื่องจากเราดูแลดี ก็มีชีวิตต่อไปได้เรื่อยๆ แต่บางคนก็คิดว่า เมื่อไรจะพอ เมื่อไรจะหยุด นี่จะต้องเลี้ยงไปอีกนานเท่าไร เด็กคนนี้จะกลายเป็น resident ถาวร ย้ายสัมมะโนครัวมาอยู่ รพ.เลยหรือไม่

บ้างก็เห็นว่านี่แหละคือสาเหตุที่เรามีโรงพยาบาลมาแต่แรกเริ่ม คือดูแลผู้คน เงินที่ใช้ในการดูแลเด็ก ก็คือเงินภาษี ที่คนส่วนใหญ่มาช่วยเหลือจุนเจือคนบางคนที่โชคร้ายกว่า ด้อยโอกาสกว่า เป็นศักยภาพของชุมชนที่เอื้อเฟื้อกัน ดูแลกัน

การมองโลกอย่าง poverty mentality หรือ prosperity mentality จะแตกต่างกัน

ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับเขา ก็จะขึ้นกับว่าจิตเราติดไปที่มุมไหน หรือมาหาสมดุลได้ที่จุดไหน แต่ที่แน่ๆก็คือ เมื่อไรที่เราทุกข์เพราะการที่ต้องดูแลผู้คน ก็น่าจะถึงเวลาที่เราจะมาทำ self reflection สะท้อนตนเองให้จริงจังอีกนิดนึง ค้นหาเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจกันใหม่ และหาทางออกที่ดูเหมือนจะตันให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการมองหามูลนิธิที่อาจจะมี fund support มาช่วยเหลือทางโรงพยาบาล การยื่นมือออกไปหาความช่วยเหลือถ้าเราอยู่ในสภาพเตี้ยอุ้มค่อม

ซึ่งคนเตี้ยที่อยากจะอุ้มค่อมก็มีจิตใจที่งดงาม และอาจจะต้องการวิธีอื่นมาเสริม intention ที่งดงามนั้น จะได้ทุกข์น้อยลง

เรื่องราวเหล่านี้ไม่ค่อยมีพระเอก นางเอก ไม่มีฮีโร่ ไม่มีฮีโรอีน ถ้าจิตเราแสวงหาแค่เรื่องดีเด่น กว่า อีก ยอดเยี่ยม มีกรณีแบบนี้เยอะๆเราก็อาจจะจิตตก แต่อย่าลืมว่า ในคืนแห่งความสำเร็จ ความหรูหราของรางวัลออสการ์ แม้ว่ารางวัลสุดยอดคือหนังยอดเยี่ยม ผู้กำกับยอดเยี่ยม ดารานำชายยอดเยี่ยม ดารานำหญิงยอดเยี่ยม เขาก็มีรางวัล "ตัวประกอบยอดเยี่ยม" ด้วย

และในชีวิตจริงนั้น แทบจะไม่มีปรากฏการณ์อะไรเลยที่คนใดคนหนึ่งคนเดียวจะประสบความสำเร็จสุดยอดด้วยลำพังคนเดียว แต่ละคน จะมี "ตัวประกอบ" จำนวนมาก ไม่ใช่คนเดียวด้วยซ้ำ ที่ประคับประคอง และทำให้ "งานสุดยอด" นั้นประสบความสำเร็จลงได้

ในบทความเรื่อง "ความรู้นั้นตกผลึก หรือตกตะกอน" ผมยกตัวอย่างของคุณพ่อคนหนึ่ง สร้างซุ้มให้ลูกสาวเพื่อจะใช้ในงานแต่งงาน อาศัยตำรับตำราการออกแบบหลายเล่ม แต่การที่ผลงานออกมาแบบ masterpiece สุดยอดนั้น อยู่ที่ "สภาวะภายใน" ของคุณพ่อที่กำลังทำซุ้มนี้ในงานที่สำคัญที่สุดในชีวิตของลูก ซุ้มนี้กำลังจะเป็นที่ถ่ายโอนความรับผิดชอบ ที่จะดูแลคนที่เราได้รักมาตลอดยี่สิบปีให้อีกคนหนึ่งมารับช่วงต่อ แต่ก็ไม่เพียงแค่นั้น ถ้าเราคิดดูดีๆ ขณะที่คุณพ่อกำลังเกิดแรงบันดาลใจ ลงมือสร้างซุ้มอย่างประณีตบรรจงนั้น หากคุณพ่อหิว หากคุณพ่อเหนื่อย งานก็จะขาดตอน แต่ทุกครั้งก็จะมีคุณแม่บ้าง ลูกชายบ้าง เดินมาเอาน้ำมาให้ เอาขนมมาเสริฟ บางทีก็มีลูกสาวมายืนเกาะบ่าให้กำลังใจ พูดขอบคุณเบาๆที่ข้างหู บางทีก็มีเพื่อนบ้านมายืนเกาะข้างรั้ว พูดคุยชมเชยความสวยงามที่กำลังผุดปรากฏ

ฯลฯ ฯลฯ

เหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้น ส่งผลกระทบต่อ final product ทั้งสิ้น ผสมกลมกลืนกันเป็นหนึ่งเดียว

รวมไปถึงสัณชาติญาณความเป็นมนุษย์ ที่สามารถถ่ายทอดความรัก การให้ การทำให้ผู้อื่นและเกิดแรงบันดาลใจ

ทั้งหมดนี้่รวมกันเป็น "ตัวประกอบยอดเยี่ยม" ทำให้คนที่อยู่บนเวทีแสดงนำ ได้ทำอย่างที่เขาทำ ได้เป็นอย่างที่เขาเป็น

ในความ glamour ของดารานำชาย ดารานำหญิง บทบาทของเขาเหล่านี้จะไม่ได้ทรงพลังอย่างที่เป็น หากขาดซึ่งพลังแห่ง narrative พลังจากตัวประกอบจำนวนนับสิบ นับร้อย ช่างภาพ ช่างแต่งหน้า ผู้กำกับ พ่อแม่คนมาเชียร์ ชาวบ้านที่มุงดู ชาวบ้านที่รอชมภาพยนต์ ฯลฯ คนเหล่านี้มีส่วนทำให้ผลงานออกมาอย่างที่เราได้เห็น ได้ชม ทั้งสิ้น

แต่เราไม่ค่อยคิดถึงคนเหล่านี้เท่าไรนัก ใช่หรือไม่?

เราคิดว่า contribution จากคนเหล่านี้น้อยนิด เมื่อเทียบกับดารานำชาย ดารานำหญิง ดังนั้นใครๆก็ไม่อยากเป็นตัวประกอบ ใครๆก็อยากจะแสดงนำ

ใน workshop เราจึงเติมกิจกรรมอีกอย่างหนึ่งลงไป นั่นคือ Honor ตัวประกอบยอดเยี่ยม การรำลึกถึงพระคุณของตัวประกอบของชีวิตของเรา จากเรื่องราวที่เราถือว่าสุดยอด เป็นแรงบันดาลใจ ทำหัวใจพองโตของทุกๆคน ลองมองหาไปว่า เราอาศัยตัวประกอบใครบ้างที่มาช่วยเหลือเรา ลองบันทึกรายชื่อของคนเหล่านี้เข้าไปในเรื่องราวของเราดู

และลองถามตัวเองว่าเราเคยที่นึก "ขอบคุณ" ตัวประกอบเหล่านี้บ่อยแค่ไหน หรือบ้างหรือเปล่า?

ลองถามตัวเองว่าเราเคยคิดไหมว่า หากขาดคนเหล่านี้ไป ชีวิตเราก็อาจจะไม่ได้มีเรื่องราวความสำเร็จเหล่านั้นเกิดขึ้นอย่างที่เป็น?

และหากคนเหล่านี้มานั่งอยู่เบื้องหน้า เราอยากจะบอกให้เขารู้ไหมว่า สิ่งเล็กๆน้อยๆที่เขาได้ทำนั้น มีผลอย่างไรต่อชีวิตของเราบ้าง?

สิ่งสุดท้ายที่ผมจะขอให้เขียนลงไปก็คือ ตัวเราเองนั้น ก็ได้มีโอกาสเล่นเป็น "ตัวประกอบ" มากมายสำหรับชีวิตคนอื่นเช่นกัน มีโอกาสที่ได้เป็นตัวประกอบยอดเยี่ยมด้วยในกรณีมากมายเหลือคณานับ แต่เราเองก็ไม่ค่อยจะได้ชื่นชมในบทบาทตัวประกอบของเราเท่าไหร่นัก... หรือไม่?

แต่เรื่องเล็กๆน้อยๆที่เราทำ หากเราสามารถนับเป็นอะไรที่เราได้ "ใช้ชีวิตให้คุ้มค่า" บางทีตอนเราเขียนเรื่องแรงบันดาลใจของเรา มันอาจจะไม่ได้ยากเท่าที่เคย หน้าเราไม่ต้องนิ่วคิ้วขมวด หรือจะต้องนึกอะไรที่มันวิลิศมาหรามากนัก เพราะบทตัวประกอบนั้นหาง่าย ทำอยู่ทุกวี่วัน ขอเพียงเราไม่ได้รังเกียจรังงอนอะไรกับการเป็นตัวประกอบ เพียงเท่านี้ เราก็อาจจะมีชีวิตกับการมีแรงบันดาลใจแบบง่ายๆ

มาเป็นตัวประกอบยอดเยี่ยมกันเถอะ