เห็นด้วยครับเอก
นี่คือเหตุผลสำคัญว่ากระบวนกรต้องใช้ชีวิตตนเองอย่างมีสติ และเจริญธรรม เป็นเงื่อนไขสำคัญ รวมทั้งการดูแลฐานกายให้ดี ฐานกายไม่ดี จิตจะตกตามเป็นธรรมชาติ ยิ่งทำเดี่ยว ไม่มี backup ยิ่งต้องดูแลตนเองเยอะ (ผมชอบทำ ws ใช้กระบวนกร 3-4 คน)
พวกหมอ ครู เราคุ้นเคยกับคนแปลกหน้า แต่ก็ใช่ว่าเราเปิดหัวใจให้คนแปลกหน้าเข้ามาง่ายๆเหมือนกันทุกคน เพียงแต่เราคุ้่นชินที่จะต้องพูดคุย สนทนากับคนหลากหลาย และการพูดในชุมชนอาจจะดูง่ายกว่าวิชาชีพอื่นๆนิดหน่อย
เรื่องแรงบันดาลใจเป็นเรื่อง personal และอยู่ลึก คนที่เคยใคร่ครวญกับตนเองก็จะเข้าใจตนเอง มีแรงบันดาลใจของตนเอง แต่หลายคนที่ใช้ชีวิตปราศจากโยนิโสมนสิการ หรืออาจจะถูก burden ด้วยภาระที่ห่างไกลจาก the source ของตนเอง เช่น ต้องไปทำตาม KPI ตาม requirement ที่ set มาโดยคนอื่นที่ไม่เข้าใจบริบทการทำงานของเราเอง แต่ไม่ทำไม่ได้ จิตก็ตกไปแต่แรกเริ่ม
ดังนั้นคำถาม "จะเปิดใจคนแปลกหน้า" นั้น ถ้าจะตอบรวมๆก็ต้อง "สร้าง safe zone" ขึ้่นมาให้ได้
เพราะถ้า guard ยกตลอด คนเราไม่เปราะบาง สวมเกราะเหล็ก กางโลห์ มี helmet เต็มยศ ที่เราได้ก็คือเกราะแวววาวที่เอาไว้ตั้งโชว์ แต่ไม่ได้ดวงวิญญาณภายใน การสร้าง safe zone ให้คนแปลกหน้าก็มีหลากหลายวิธี ขึ้นกับ background ขึ้นกับวาระ ขึ้นกับว่าเขามากันทำไม ถูกเกณฑ์มา สมัครใจมา มาแล้วต้องกลับไปเขียนรายงานเบิกเงินย้อนหลัง มาแล้วต้องมีโครงการใหม่เกิดขึ้น ฯลฯ สิ่งเหล่านี้มีผลกระทบต่อความคิด ความรู้สึก และความมุ่งมั่นของคนเข้าร่วมกิจกรรม
บางคนก็ใช้กิจกรรมฐานกายปลดล็อก (ฐานกาย กับความกลัว สัมพันธ์ใกล้ชิด) เราพบว่าถ้าผู้เข้าร่วมสามารถ "เต้นกายภาวนา" ไปกับเรา ไหล่เปิด ตัวอ่อน ไม่แข็งกระโด๊ก มีอิสระในการเคลื่อนไหวร่างกายเต็มที่ มักจะลดความกลัวไปมากแล้ว แต่ถ้าพบบางคนจะขยับแขน แกว่งขา ส่ายสะโพก ยังเหลียวซ้ายแลขวา เปรียบเทียบตนเองกับคนโน้นคนนี้ ชำเลืองดูว่าเราทำผิด หรือทำถูก นี่อารมณ์กลัวยังครอบงำเป็นเจ้าเรือนอยู่ สิ่งที่พูดออกมา จะพูดเพราะมัน safe แต่อาจจะไม่ใช่เรื่องลึกๆในใจของตนเอง อ่านกวีก็จะตามฉันทลักษณ์ ไม่ใช่ตามความสุนทรีย์ ซึ่งมันต่างกัน (คิด กับ รู้สึก)
เคยเปิดเพลงของบรรจบ ถ้าเต้นได้คล่อง หรือบางคนก็หลุดความกลัวตรงที่เห็นทั้งหมดเต้นกันนี่แหละ ก็ง่ายเลย ก็มี
บอกยากเหมือนกัน มันมีหลากหลายวิธี แล้วแต่ pants ครับ