จิตนั้น ประภัสสร แต่เพราะอุปกิเลสจรมาจึงหมองไป

เพราะจิต มีหน้าที่คิด การที่เราจะบังคับหรือควบคุมจิต ไม่ให้คิดเรื่องราวอะไรไปตามแต่ตัณหา ทิฏฐิ มานะ จะพาไปนั้น เป็นเรื่องยากที่จะทำได้ค่ะ ด้วยเหตุที่ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ไม่สามารถบังคับให้เป็นไปตามปรารถนาได้

" คัมภีร์รุ่นอรรถกถาจึงนิยมแสดงความหมายของอนัตตาว่า "ชื่อว่าอนัตตาโดยความหมายว่าไม่เป็นไปในอำนาจ (อวสวตฺตนฏเฐน หรือ อวสวตฺตนโต = เพราะไม่เป็นไปในอำนาจ) และอธิบายในทำนองว่า ไม่มีใครมีอำนาจบังคับ (ตามใจปรารถนาโดยไม่ทำตามเหตุปัจจัย)"

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) พุทธรรมฉบับปรับปรุงและขยายความ หน้า 70/18

ความคิด ทำให้จิตเสียความประภัสสร แต่อย่างไรก็ดี เราสร้างเหตุปัจจัย ให้จิตดำรงอยู่ในสภาพเดิม จนดูคล้ายๆกับว่าเราสามารถบังคับจิตให้คิด หรือไม่คิดเรื่องอะไรได้ค่ะ (เมื่อมีปัจจัยให้จิตสงบ จึงคิด หรือไม่คิดอะไรตามที่เราต้องการเท่านั้น ดังเช่นถ้าเราทุกข์ด้วยเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ถ้าจะบังคับไม่ให้คิดถึงเรื่องที่ทำให้ทุกข์ จะทำไม่ได้ แต่ถ้าหาเหตุผลจนรู้เท่าทันความเป็นจริงของเรื่องนั้น จนวางใจเป็นกลางกับเรื่องนั้นๆได้ ก็จะไม่หยิบเรื่องเรื่องนั้นมาคิดอย่างเป็นทุกข์อีกต่อไป)

นั่นคือการดำเนินชีวิตด้วยมรรคมีองค์ 8

ดังเช่น

1 มีสัมมาทิฏฐิ เห็นตรงตามธรรม ว่าธรรมทั้งปวงเกิด ดับ ตลอดเวลา ดังนั้น ความคิดที่ไม่ดี ไม่ใช่จะมีในจิตตลอดเวลา (เช่น บางท่านคิดว่ามีความคิดไม่ดีที่จะต้องกำจัดให้หมดไป การคิดยึดมั่นว่ามีเรื่องให้ต้องกำจัด เท่ากับการยอมรับถึงการมีตัวตนของสิ่งที่ต้องกำจัด) เพียงแต่จรมาจนทำให้จิตมัวหมองไป

เมื่อความคิดเกิด ดับ ตลอดเวลา ความคิด หรือการสังขารนี้จึงสามารถเปลี่ยนแปลง แก้ไขไปตามปัจจัยได้

2มีสัมมาสังกัปปะ ตั้งใจที่จะไม่เบียดเบียนตนและผู้อื่น (ความคิดที่ไม่ดี ก็ทำให้ตนทุกข์ได้) จึงดำเนินชีวิตด้วยมรรคมีองค์ 8 อย่างกลมกลืน

3 มีศีล (สัมมาวาจา,สัมมากัมมันตะ,สัมมาอาชีวะ) เพื่อให้ชีวิตเป็นไปอย่างปรกติ เรียบร้อย เพื่อให้จิตสามารถเป็นสมาธิได้ง่าย

4 มีสัมมาวายามะ (ความเพียรชอบ คือเพียรลดอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว และเพียรป้องกันอกุศลธรรมไม่ให้เกิดขึ้นใหม่ เพียรสร้างกุศลธรรมให้เกิดขึ้นและเพียรรักษากุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว) เพียรลดอกุศลธรรมที่เป็นปัจจัยให้เกิดความคิดไปในทางอกุศล เช่น มีอินทรีย์สังวร หลีกเลี่ยงการกระทบกับสิ่งเร้า หรือ ลดการแส่ส่ายอายตนะ ไปกระทบกับสิ่งเร้า เพื่อลดโอกาสจิตในการปรุงแต่งจนเกิดความเพลิน จนพร่ำสรรเสริญ จนเมาหมก จนยึดมั่น ในเรื่องที่ไม่สมควรนั้นๆ จนยากที่จะควบคุม เป็นต้น

5 มีสัมมาสติ คือสติปัฏฐาน 4 ควรฝึกสติปัฏฐาน 4 ทั้งในทุกอิริยาบท และในอิริยาบทนั่ง (กัมมัฏฐาน) ตามแนวอานาปาสติสูตร

การฝึกในทุกอิริยาบท เพื่อให้เกิดสัมปชัญญะ คือการรู้ชัด ทั้งอิริยาบท และทั้งธรรมที่ประกอบกับจิต ส่วนการฝึกในอิริยาบทนั่งซึ่งมีทั้งหมด 16 ขั้นนั้น ควรฝึกให้เป็นประจำเพื่อให้บรรลุการฝึกในขั้นที่สุงที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อเพิ่มศักยภาพของจิต

6มีสัมมาสมาธิ มีความเพียรในการฝึกสมาธิจนบรรลุฌาน เนื่องจากจิตที่เป็นสมาธิ จะรู้เห็นได้ตามที่เป็นจริง ดังพุทธพจน์ในสมาธิสูตรนี้

"ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเจริญสมาธิเถิด ภิกษุผู้มีจิตตั้งมั่น ย่อมรู้ชัดตามที่เป็นจริง

รู้ชัดอะไรเล่าตามความเป็นจริง

ภิกษุรู้ชัดความเกิดและความดับแห่งรูป ความเกิดและความดับแห่งเวทนา ความเกิดและความดับแห่งสัญญา ความเกิดและความดับแห่งสังขาร ความเกิดและความดับแห่งวิญญาณ

..................."

ซึ่งสมาธิในในสัมมาสมาธิมุ่งถึงฌาน 4

ฌาน ย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่มีปัญญา

ปัญญาก็ย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่มีฌาน

ผู้มีทั้งฌานและทั้งปัญญานั่นแล

จึงนับว่าอยู่ใกล้นิพพาน

บางส่วนจาก สัมพหุลภิกขุวัตถุ สุตตันต. 17

และเมื่อบรรลุฌานแล้ว พึงฝึกสติปัฏฐานในกัมมัฏฐานตามที่ปรากฏในอานาปานสติสูตรต่อไป เพื่อเพิ่มความสามารถของจิต

นั่นคือ เมื่อฝึกถึงขั้น 4 ของฐานกาย บรรลุปฐมฌาน และฝึกอย่างสม่ำเสมอ จนมีความชำนาญ (วสี) ทั้งในการเข้าฌาน ดำรงอยู่ในฌาน และออกจากฌาน ก็จะสามารถ เพิ่มปัจจัยให้จิตเป็นไปในทางสงบได้ระดับหนึ่ง

เมื่อฝึกถึงขั้น 4 ของฐานเวทนา (หรือขั้นที่ 8 ของทั้งหมด) ก็จะรู้จักเวทนาต่างๆมากขึ้น พิจารณาจนเห็นคุณ โทษของเวทนาต่างๆ จนหาทางออกจากเวทนานั้นๆลงได้

เมื่อฝึกถึงขั้นที่ 4 ของฐานจิต (หรือขั้น 12 ของทั้งหมด) ก็จะรู้ได้ว่า จิตใดมีเหตุมาจากธรรมhttp://gotoknow.org/blog/nadrda/291187ใด จึงปลดเปลื้องจิตจากอารมณ์นั้นๆ

เมื่อฝึกถึงฐานธรรม (คนทั่วไปจะฝึกได้ถึงประมาณขั้น 14) จิตก็จะเริ่มเป็นกลางกับธรรมต่างๆ เพราะเห็นเหตุปัจจัยให้เกิด เห็นอริยสัจ 4 เป็นต้น

เมื่อวางใจเป็นกลางได้ ก็ไม่นำเรื่องราวที่วางใจเป็นกลางไปแล้วนั้นขึ้นมาคิด จิตจึงไม่ปักลงไปในเรื่องนั้นๆ จึงเป็นการลดทอน ความเคยชิน ที่จะ วิตก วิจาร ในเรื่องนั้นๆ

แล้วองค์มรรค จะหมุนวน สนับสนุนซึ่งกันและกัน เช่น เพราะมีสติจึงมีสัมปชัญญะ จึงรู้ธรรมต่างๆที่เกิดประกอบกับจิตอย่างชัดเจน จึงเกิดสมาธิ หรือเพราะฝึกสมาธิ จิตจึงมีศักยภาพมากขึ้น จึงรู้ชัดธรรมต่างๆที่ประกอบกับจิตได้ดีขึ้น ดังนี้เป็นต้น

การฝึกสติปัฏฐานในกัมมัฏฐานและในทุกอิริยาบทจะถูกนำมาใช้ประโยชน์ชีวิตประจำวันในการกำจัดความคิดที่ไม่ดีคือ (1) เมื่อเกิดความเคยชินที่จะคิด จิตหยั่งลงในอารมณ์ใด ในยามที่เผชิญเวทนาเฉพะหน้า การที่เคยฝึกรู้จักเวทนาและ ธรรมใดๆมาแล้วในกัมมัฏฐาน (คือฐานเวทนา ฐานจิต และฐานธรรม) ประกอบกับมีสมาธิอยู่ จิตจึงมีความไวพอที่จะจับ หรือคว้าเวทนา หรือธรรมใดๆไว้ได้ทันก่อนที่ธรรมนั้นๆจะดับ หรือดับไปไม่นาน (2) การฝึกจิตให้จดจ่อกับลมหายใจในกัมมัฏฐาน (คือฐานกาย) ทำให้สามารถหยุดความคิดได้ทันท่วงที เพราะจิตเปลี่ยนจากการคิดหรือสังขารมาติดตามลมหายใจแทน

เมฆิยะ ภิกษุนั้นดำรงอยู่ในธรรม5 ประการนี้แล้ว พึงเจริญธรรม4 ประการให้ยิ่งขึ้นไปอีกคือ

1.พึงเจริญอสุภเพื่อละราคะ

2.พึงเจริญเมตตาเพื่อละพยาบาท

3.พึงเจริญอานาปานสติเพื่อตัดวิตก

4.พึงเจริญอนิจจสัญญาเพื่อถอนอัสมิมานะ

บางส่วนจาก เมฆิยะสูตร สุตตันต.17

และเมื่อความคิดหยุดแล้ว เราส่วนใหญ่ เมื่อเห็นการเกิด การตั้งอยู่ ดับไปแล้ว ก็คิดว่าจบแล้ว จึงมักหยุดการทำงานทางจิตไว้แค่นี้ ซึ่งเป็นการแก้ไขที่ปลายเหตุ (คือการคิด) แต่ต้นเหตุ (คือเหตุที่ทำให้คิด) ยังไม่ได้แก้ไข จึงควรมีความเพียรต่อไป คือนำธรรมที่คว้าไว้ได้นั้น มาพิจารณา มีความเพียรตามองค์ธรรมในโพชฌงค์ 7 ตามมาเป็นลำดับ จนจบองค์ธรรมที่อุเบกขา (องค์ธรรมในโพชฌงค์ 7 คือ สติ ธัมมวิจยะ วิริยะ ปีติ - ปัสสัทธิ สมาธิ อุเบกขา)จนในที่สุด จิตก็จะมีท่าทีเป็นกลางกับธรรมนั้นๆ

การมีท่าทีเป็นกลางกับธรรม ทำให้จิตไม่มีเรื่องให้ต้องผลักใส หรือยึดไว้ ธรรมนั้นๆจึงสักแต่ว่าเป็นสิ่งที่จรมาแล้วก็ไป ไม่เกิดโทษใดๆแก่จิต จิตจึงคงความประภัสสรไว้ได้ (ถ้าประภัสสรถาวร ก็คือนิพพาน)

เพราะการสร้างปัจจัยให้จิตไม่ติดใจในเรื่องใด จิตจึงไม่หยิบเรื่องใดมาคิด จึงดูคล้ายๆกับว่าเราบังคับจิตไม่ให้คิดเรื่องนั้นๆได้

อันที่จริง จะว่าเราบังคับจิตได้ ก็ได้ค่ะ แต่ควรทราบว่า ไม่ใช่บังคับให้เป็นไปตามปรารถนา แต่ว่าบังคับได้ โดยเป็นไปตามเหตุปัจจัยค่ะ