เมื่อชีวิตอับปางลงสู่ใต้มหาสมุทร
หลายหนชีวิตของผมไม่อาจเป็นไปดังที่ใจปรารถนา…
ผมเห็นภาพตัวเองถูกผูกติดไว้กับหัวเรือ และเรือค่อย ๆ อับปางลงสู่ใต้มหาสมุทร
ผมมองเห็นเมฆหมอกลอยมาปกคลุมยอดเขา ร่มเงาของมันมืดครึ้มหม่นมัวเหมือนหัวใจของคนสิ้นหวัง
ช่วงเวลาแห่งความทุกข์แสนสาหัส ...ช่างเป็นช่วงเวลาที่เงียบเหงาอันยาวนาน
ผมอยากเป่าทุกอย่างให้ปลิวละลิ่วราวกับใบไม้ที่พลิ้วตามสายลม
แต่ชีวิตมันคงจัดการได้ไม่ง่ายอย่างนั้น
แต่มีสิ่งเดียวที่เป็นเครื่องนำทางชีวิตของผม คือ
‘คำสอนของพระพุทธเจ้า’
ชีวิตของผมต้องก้าวต่อ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น
ผมอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป ...ยากมีชีวิตเพื่อเฝ้าดูการเติบโตของลูก
ผมเริ่มหลับตาและสวดมนต์ ‘แผ่เมตตาแก่ตนเอง’
อะหัง สุขิโต โหมิ (ขอให้ข้าพเจ้ามีความสุข)
นิททุกโข โหมิ (ปราศจากความทุกข์)
อะเวโร โหมิ (ปราศจากเวร)
อัพยาปัชโฌ โหมิ (ปราศจากอุปสรรคอันตราย และความเบียดเบียนทั้งปวง)
อะนีโฆ โหมิ (ปราศจากความทุกข์กายทุกข์ใจ)
สุขี อัตตานัง ปะริหะรามิ (มีความสุขกายสุขใจ รักษาตน ให้รอดพ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด)
ผมลองเปิดเปลือกตาขึ้นเบา ๆ รู้สึกถึงแสงตะวันที่คลอเคลียอยู่บริเวณเปลือกตา
ผมได้ยินเสียงนกร้องจุ๊บจิบอยู่ในพงต้นไม้ข้างบ้าน ซึ่งเมื่อก่อนผมไม่เคยมีเวลาหยุดฟังเสียงร้องของนกเลย
ความหวังของผมได้เริ่มสาดแสงอันอบอุ่นดุจดวงอาทิตย์ที่ส่องแสงขับไล่เงาแห่งความทุกข์ออกไปทีละนิด...ทีละนิด...
*******
อรุณสวัสดิ์ค่ะคุณหมอคุณพ่อผู้ละไม :)
ส่งกำลังใจ และแล้วก็ต้องผ่านไปได้ด้วยดี สุขสันต์นะคะ
ส่งกำลังใจ ....ให้น้องพี่
สวัสดีค่ะ
เดี๋ยวมันก็ผ่านไปค่ะ คงหลงเหลือไว้เพียงแค่ ความทรงจำ
ซึ่งสักวันก็จะเลือนหายไปสักวันเช่นกัน
เข้ามาทักทาย เพื่อนร่วมทุกข์ด้วยกัน สู้ ๆนะคะ
(^_^)
สู้ ๆ สู้ตาย นะครับ
ขอบพระคุณกัลยาณมิตรทั้ง 5 ท่าน ข้างบน
อย่างสูงครับ