เสื่อมลาภเสื่อมยสมีทุกข์ถูกนินทาได้ับแล้วจิตใจแฟ้บ......

จิตไม่หวั่นไหวในโลกธรรม-3

โสภณ เปียสนิท

...........................    

 

                                “อธิบายต่ออีกฝ่ายด้วยครับ” สมานยังค้างคาใจ “เสื่อมลาภ เสื่อมยศ มีทุกข์ ถูกนินทา ได้รับแล้ว จิตใจแฟ้บ เศร้าหมองโศกตรม บางคนเสพติดหลงผิดคิดว่า มีเราคนเดียวเท่านั้นที่เป็นอย่างนี้ คิดแล้วก็ทุกข์ ทุกข์แล้วก็คิด วนอยู่อย่างนั้น” สมานมีท่าทีพอเข้าใจ “อารมณ์จึงแบ่งกันอยู่คนละฝ่าย อยากมี อยากเป็น และอีกฝ่าย ไม่อยากมี และไม่อยากเป็น” ชายสูงวัยที่ชาวบ้านเรียกว่า “คนบ้าในวัดร้าง” พยักหน้าสีหน้าพึงพอใจในภูมิปัญญาทางธรรมของชายหนุ่ม

 

                                    “ปัญญาที่แท้คือ รู้แจ้งกฎแห่งไตรลักษณ์ หรือเรียกอีกอย่างว่า สามัญลักษณะ ธรรมดาของโลก 3 อย่าง อนิจจังไม่เที่ยง ทุกขังแปรเปลี่ยนเป็นทุกข์ อนัตตามิใช่ตัวตนจับต้องยึดถือไม่ได้” “เป็นหลักคิดที่ดีจริงๆ” “แม้โลกธรรม 8 ก็คงอยู่ในหลักไตรลักษณ์เช่นกัน” “คนมีลาภย่อมดีใจ” “ใช่แล้ว คนเสื่อมลาภก็ทุกข์” “บางคนแต่งเป็นกวีว่า ยศและลาภหาบไปไม่ได้แน่ เว้นเสียแต่ต้นทุนบุญกุศล”

 

                           ชายแก่ยิ้มให้กับคารมของชายหนุ่มที่คมคายไม่เบา “ทิ้งสมบัติทั้งหลายให้ปวงชน ร่างของตนเขายังเอาไปเผาไฟ” เขากล่าวต่อตามที่จำมา ชายแก่ถึงกับชม “ใช้ได้ มีมุมคิดเป็นของตนเอง” ชายหนุ่มเห็นได้ทีกล่าวต่อว่า “เขาด่าแล้วไม่โกรธ ว่ายากแล้ว เขาชมแล้วไม่ยิ้มยากยิ่งกว่า” ชายแก่ฟังแล้วหัวเราะจนตัวโยน แล้วกล่าวคำคมว่า “พระสอนว่า สุขทุกข์อยู่ที่ใจมิใช่หรือ ถ้าใจถือก็เป็นทุกข์มิสุกใส ถ้าไม่ถือก็เป็นสุขมิทุกข์ใจ เราอยากได้ความทุกข์หรือสุขนา” คราวนี้ชายหนุ่มเจอนักกลอนเก่ากว่าเข้าให้บ้าง

 

                                     ชายหนุ่มยังคงคิดเรื่องโลกธรรม 8 “ลุงคิดว่าข้อไหนหนักสุด” “อะไรของเอ็ง” “โลกธรรมทั้งแปด” “หนักทุกข้อ ต่างแต่ชื่อเรียก” “ผมว่านินทาหนักสุด เป็นกันมาก” “ใช่ คนส่วนมากใช้ปากหาโทษใส่ตัว” “อย่างไรเล่าลุง” “เอาความคิดไปไว้ที่ปาก” “คนถูกนินทาก็ทุกข์” “ใช่ แต่คนนินทาตกนรก” “อ้าว ถึงตกนรกเลยหรือ” “ใช่ เพราะเป็นอารมณ์ชั่ว” “ชั่วอย่างไรครับ” “คนนั้นเลวอย่างนั้น คนนี้เลวอย่างนี้ ในที่สุดเหลือคนดีคนเดียว” “ใครครับลุง” “ตัวคนนินทาเองนั่นแหละ” ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆ