เขตวัดใต้ร่มไม้ใหญ่เย็นสบาย ชายแก่นั่งอยู่ท้ายศาลา

จิตไม่หวั่นไหวในโลกธรรม-2

โสภณ เปียสนิท

...........................    

 

                                บ่ายวันนั้นอากาศนอกวัดร้อนจัด เขตวัดใต้ร่มไม้ใหญ่เย็นสบาย ชายแก่นั่งอยู่ท้ายศาลา สมานยกมือไหว้ ชายแก่พยักหน้ารับทราบ “ไง เรา หายไปสองสามวัน” “ครับ ผมเดินทางไปสัมมนาต่างจังหวัด” ชายแก่พยักหน้ารับทราบแล้วเงียบไป “เมื่อไรผมจะบวชดีครับ” ชายหนุ่มถาม ชายแก่เปรยเบาๆ เหมือนลองใจ “คนเราเรียนจบปริญญาโท มีงานทำ มีฐานะดี แล้วจะบวชทำไม” “อาชีพทางโลกเพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้องเท่านั้น” “ชาวบ้านเขาต้องการแค่นั้น” “ครับ แต่ผมอยากพ้นทุกข์ครับ” “ทุกข์อะไรกันนักหนา” “ทุกข์จากการเวียนว่ายตายเกิด” “เอ็งโชคดีที่ตาไม่บอด เห็นทุกข์เป็นทุกข์” “ชาวบ้านบอกว่า ผมคุยกับลุงจนบ้าไปอีกคน” ลุงยิ้มเฉย ไม่อาทรร้อนใจ

 

                              ทั้งคู่สนทนากันอย่างถูกคอ ช่วงหนึ่งเมื่อถามว่า “โลกธรรมคืออะไรครับลุง” ลุงมองหน้าชายหนุ่มนิ่งลึกเข้าไปในดวงตา เหมือนกำลังใช้อนาคตังสญาณดูอนาคตของชายหนุ่มเบื้องหน้า “โลกธรรมคือสิ่งที่เกิดขึ้นประจำโลก” “มีอยู่ 8 อย่าง มีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ มีสุข มีทุกข์ นินทา สรรเสริญ แบ่งเป็น 2 ฝ่ายที่คนอยากได้ และฝ่ายที่คนไม่อยากได้” “คนควรทำอย่างไรกับโลกธรรม” “เรียนรู้ทำความเข้าใจ และทำใจ” “ทำอย่างไรครับ” “ภูเขาหินไม่หวั่นไหวเพราะแรงลม  จิตของผู้ถึงพระนิพพานย่อมไม่หวั่นไหวในโลกธรรม” “ต้องไม่หวั่นไหวหรือครับ” “ใช่ ต้องทำอย่างนั้น” “มันยากนะลุง” “จริง มันยาก แต่ต้องพยายาม” “หวั่นไหวคืออย่างไร” “จิตหวั่นไหวคือความหวาดกลัว และความวิตกกังวล” “ต่ออะไรครับ” “ต่อโลกธรรม 8”

 

                                   สมานใช้ความคิดอย่างมาก ซึ่งเรียกทางพระว่าโยนิโสมนสิการ “เราควรมีท่าทีอย่างไรครับ” “ง่ายที่สุดคือ รู้ไว้ก่อนว่า อารมณ์สองฝ่ายนั้นไม่ว่าอย่างไรก็ไม่จีรังยั่งยืน แปรเปลี่ยน ยึดถือไม่ได้” “อธิบายให้ง่ายกว่านั้นอีกได้หรือไม่” “ก็พอได้ แบ่งเป็นสองฝ่าย คือ มีลาภ มียศ มีสุข สรรเสริญ ได้รับแล้วจิตใจฟู หลงใหล ยินดีปรีดา บางคนเผลอยึดติดต้องการได้รับเพียงฝ่ายนี้ฝ่ายเดียว” “ถือว่าเป็นความผิดหรือที่ยึดติดแบบนั้น” “เป็นมิจฉาทิฐิ” “ผิดรุนแรงขนาดนั้น” “ใช่ต้องปรับเปลี่ยนท่าทีให้ถูกต้อง”