เมื่อวานผมมีภาระกิจที่สำคัญอยู่สองอย่าง อย่างแรกจะเล่าให้ทราบช่วงหลัง นำอย่างหลังมาเล่าก่อน

เมื่อวานประมาณทุ่มเศษ ผมต้องรีบไปร่วมงาน ของมูลนิธิแม่บ้านไทยมุสลิม ของคุณดารา  ขัตติยะอารี ที่โรงแรมดุสิตธนี เป็นงานกาล่าดินเนอร์การกุศล และร่วมรับเสด็จ “พระเจ้าวรวงค์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ” องค์ประธานในพีธี ซึ่งทางมูลนิธิจัดเป็นประจำทุกปี ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 14 แล้ว

          เมื่อวานนี้หลายท่านคงทราบแล้วว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”ทรงเสด็จเปิดสะพานภูมิพล 1 กับ 2 และเปิดประตูน้ำคลองลัดโพธิ์ ความยิ่งใหญ่อลังการ์ขนาดไหนผมคงไม่ต้องบรรยาย ท่านได้ชมการถ่ายทอดสดไปแล้ว ผมเพียงแต่จะสะท้อนบางมุมที่กล้องมองไม่เห็นเท่านั้น คำว่าอลังการ์ของผมไม่ได้หมายความว่ามีแสงสีเสียงหรอกครับ แต่พลังของมหาชนที่ล้นหลามสองฝากฝั่งอย่างมืดฟ้ามัวดิน ชนิดที่ต้องบ่นในใจว่า “นี่ผู้คนมาจากไหนกันนี่” ทำไมพร้อมใจกันมาอย่างนี้ ผมทราบว่าหลายท่านมากันก่อนเที้ยงวัน คิดแบบปถุชนคนธรรมดาก็ต้องคิดว่า “ทนกันได้อย่างไร”

 

          “เห็นแล้วขนลุก” ใครพูดเดี๋ยวเล่าให้ฟัง....พลันที่หัวเรือพระที่นั่งโผล่จากโค้งน้ำ “เสียงทรงพระเจริญ” ดังกึกก้องอย่างมิได้นัดหมาย นั้นพสกนิกรยังไม่เห็นพระองค์ท่านนะครับ “แค่เห็นหัวเรือพระที่นั่ง” เท่านั้น ถ้าหูผมไม่ฝาด ผมว่าทุกท่านตะโกนอย่างสุดเสียง ...โอ่..ทำไมมันได้มีพลังขนาดนี้ พลังที่ทำให้ทุกคนสามารถเปล่งเสียง อย่างสุดเสียง ได้อย่างต่อเนี่องยาวนาน ช่วงนี้ใครจะ “ขนลุก” บ้างผมไม่ทราบ แต่ผมเองขนลุกอย่างประหลาด ผมมองเห็นพสกนิกรโบกธงกันอย่างพร้อมเพรียง หลายคนน้ำตาไหลพราก อย่างกับว่าเสียใจแบบสุดๆ...แต่ไม่ใช่ มันเป็นความซึ้งใจแบบสุดๆต่างหาก

  

          ยิ่งบรรยากาศยามเย็นด้วยแล้ว มันช่างเป็นอะไรที่บอกไม่ถูก ได้ยินเสียงคนหนึ่งพูดคุยกันว่า “นี่แค่รู้ข่าวในระยะสั้นๆนะ” นั้นแสดงว่าคนกลุ่มนั้นเพิ่งทราบข่าว การเสด็จในครั้งนี้ ช่วงกลับผมได้เห็นประชาชนที่มากมายมืดฟ้ามัวดิน ทยอยกันออกมา ผมเองก็เบียดเสียดกับคลื่นมหาชนที่ไม่คุ้นหน้า ไม่รู้จัก จะมองหาเพื่อนเดินคุยสักคนก็ไม่มี นั้นก็หมายความว่า ไม่รู้ผู้คนมาจากไหนกัน

          “เห็นแล้วขนลุก” คนที่ทยอยกันออกมานั้นมีทุกวัย สีผิวและศาสนา ต่างพูดคุยกันถึงบารมีของ “ในหลวง” ในมุมที่ตัวเองเห็นและคิด น่าประหลาดมากที่ทุกคน “คุยในเรื่องเดียวกัน” ไม่มีเรื่องอื่น... แต่มีกลุ่มหนึ่งที่เดินใกล้ๆเป็นกลุ่มวัยรุ่น ดูแล้วด้วยสายตาคนอายุประมาณผม ต้องบอก “ไอ้พวกเด็กแว้น” ดีๆนี่เอง แต่สิ่งที่พวกเขาพูด ทำให้ผมเปลี่ยนมุมมองกลุ่มพวกนี้ทันที คนกลุ่มนี้ก็เหมือนกลุ่มอื่นๆที่พูดถึงพระบารมีของ”ในหลวง”ต่างกันออกไป

        พลันผมได้ยินเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งพูดว่า(ขออภัยที่ผมไม่สามารถถ่ายทอดภาษาที่เขาคุยกันได้).... “นี่....รู้ไหม...เห็นแล้วขนลุกเลย...” เขาคุยกับเพื่อนของเขาและมันมาจากความรู้สึกจริงๆจากใจที่ได้เห็น พระองค์ท่าน นี่เป็นคำพูดของกลุ่มวัยรุ่นที่ผมมองอย่างไรก็ไม่ต่างจากเด็กแว้นไปได้ แสดงว่าความรัก “ในหลวง” ของคนไทยมันอยู่ในคนไทยทุกๆวัยจริงๆ ส่วนคนแก่ๆอย่างผมคงไม่ต้องบอกนะครับ ว่ารู้สึกอย่างไร

          ท่านครับภาษาความรู้สึกนี่ ถ่ายทอดเป็นภาษาเขียนยากนะครับ

 (ภาพจากเนชั่นและอินเตอร์เน็ท)