ประชุม....หรือประชุมเพลิง

บ่อยครั้งที่หน่วยงานต่างๆมีการประชุม เพื่อปรึกษาหาหรือเพื่อให้เกิดการแสดงความคิดเห็นในงาน ในโครงการ ได้มุมมองที่หลากหลาย นำไปสู่การปฏิบัติที่เกิดประโยชน์ บ่อยครั้งอีกเช่นกันที่การประชุมมักล่มลง เป็นการวิวาทะย่อยๆ เวลาผ่านไปกับการประชุมที่ไม่ได้อะไร นอกจากการขุ่นข้องหมองใจ และสร้างศัตรู อย่างรู้ตัวและไม่รู้ตัว พอนานเข้ากลับกลายเป็นไม่มีใครอยากเข้าประชุมเพราะเบื่อต้องมานั่งฟังคนทะเลาะกัน ผมเคยกลับมานั่งคิดว่าทำไมการประชุมจึงเริ่มและจบลงด้วยความล้มเหลว เลยมานั่งนึกภาพซ้อนว่ามันเริ่มและจบลงอย่างไร ในการประชุมทุกครั้ง และครั้งที่ประชุมแล้วได้มติ ได้งานนั้นเริ่มและจบลงแตกต่างกันไหม จึงพอจะเห็นปัจจัยแห่งความล้มเหลว และความสำเร็จในการประชุมดังนี้

ประชุมทีไรล้มทุกทีพอๆกับประชุมสภา

1. แค่การมาประชุมก็มาประชุมสาย ไม่ตรงเวลา แค่นี้ก็ทำให้บางท่านที่สละเวลามาประชุมเกิดอารมณ์หงุดหงิด ไม่พออกพอใจกันในเบื้องตน จนบรรยากาศการประชุมเริ่มด้วยการตำหนิแล้ว เป็นการนัดประชุมแบบไทยๆ ไม่เคยตรงเวลาสักที

2. ประธานผู้นำการประชุม มาช้า ไม่ตรงเวลาซะเอง พร้อมๆกับภาวะอารมณ์ของท่านไม่ปกติตั้งแต่นอกห้องประชุม พอเริ่มประชุม ประธานเองไม่สามารถคุมเกมส์การประชุมให้อยู่ในหัวข้อได้

3. มักจะมีหนึ่งถึงสองคนที่ ปากคอเราะร้ายนำเพื่อนออกนอกประเด็นจนนำไปสู้การทะเลาะเบาะแว้ง และหาทางกลับไม่เจอ

4. การแสดงความคิดเห็นที่อยู่บนความรู้ความสามารถที่เรียนมาสูงๆ จนลืมไปว่าบางครั้งเหตุผลและความเหมาะสมสำคัญ ในบางกรณี เวลา โอกาส

5. ไม่ยอมรับความคิดเห็นของใครนอกจากคำเสนอของตนเอง ใครขัดคนนั้นซวย เหม็นหน้าไปตามๆกัน

   นี่เป็นความเห็นส่วนตัวที่มองว่า แค่นี้ก็มากพอที่การประชุมจะล่มจนไม่เป็นการเป็นงานกันแล้ว

ประชุมทีไร สดใสซาบซ่าทุกที

1. มากันตรงเวลา มาก่อนนัดสิบนาทีนั่งกันพร้อมพรั่ง เป็นการสร้างนิสัยที่ดี

2. ประธานแจกยิ้มมาตั้งแต่เปิดประตู และรู้จักการตรงต่อเวลา โดยไม่มีข้ออ้างว่างานยุ่ง เพราะใครๆก็ยุ่ง แต่เมื่อท่านนัดก็ควรรู้จักการตรงต่อเวลา

3. หนึ่ง สองคนที่ป่วนการประชุม มักจะถูกประธานคุมเกมส์ได้ และเปิดโอกาสให้พูดเป็นระยะๆ

4. การแสดงความคิดเห็นเริ่มจากความเป็นพี่น้อง พูดด้วยปิยวาจา ได้ใจเพื่อร่วมงานกว่าครึ่ง ไม่แสดงภูมิรู้ แต่แสดงภูมิความคิดเห็นด้วยเหตุผล ให้เกียรติในฐานะคนทำงาน มิใช่ ดร. รศ ผศ อะไรทั้งนั้น คุยกันด้วยความสบายใจ

5.เป็นผู้ฟังที่ดีรู้จักเงียบเมื่อมีผู้พูด และเก็บอารมณ์ได้ถ้าเริ่มไม่พอใจ

    หลายต่อหลายอย่างที่ดีนั้น เกี่ยวเนื่องกับ แนวคิดการปรับตัว การยอมรับ อคติและ การใช้เหตุผลในการพูดคุย

     เปิดใจกว้างแล้วคงต้องมองว่า การพูดคุยเนื้อใหญ่ใจความ ประเด็นความสำคัญเกิดแก่ใคร ไม่มองแต่ว่าการประชุมเป็นเวทีแสดงภูมิรู้ แต่เป็นเวทีการพูดคุย การแก้ไขปัญหา ก็จะเกิดความสบายใจกันทั้งสิ้น

     การเปลี่ยนคนหนึ่งคนว่ายากแล้ว การเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรยากยิ่งกว่า ถอยกันคนละก้าว แล้วมองตนเองอย่างชัดๆ ไร้อคติ คงจะได้เห็นตัวตนเราเองว่า เราเป็นส่วนหนึ่งให้องค์กรมีวัฒนธรรมที่ผิดเพี้ยนหรือไม่ ถ้าใช่ผมเองหนึ่งคนที่จะพยายามมองตนเอง และทำในสิ่งที่คนหนึ่งคนจะทำได้ ได้สักน้อยนิดก็ยังดีที่ได้เริ่มทำ เราไม่สามารถเปลี่ยนใครๆได้ เราก็ควรจะเปลี่ยนตัวเองในทางที่ดี เป็นประโยชน์บ้าง หากไม่ทำอะไรเลย ก็ไม่ควรก่อปัญหา คงต้องรู้จักสงบปากสงบคำ และเงียบในบางเวที เพื่อให้เกิดการยอมรับ และงานก็ได้พัฒนา เพื่อประโยชน์คนส่วนใหญ่ เพราะบางทีการเอาแต่อารมณ์เราเอง ก็ทำเอาวุ่น อย่างที่ผมเคยทำมา ยังไม่สายครับ ผมก็จะเริ่มใหม่ ในมุมมองของผม ไม่ได้เกี่ยวหรือต้องการชักจูงใคร เพราะท้ายสุด เราเองนั้นแหละจะมีความสุขเอง หวังเช่นนั้น