เยาวชน ท้อง แท้ง ทิ้ง สองข่าวใหญ่เกี่ยวกับปัญหาเพศของเยาวชนไทย ที่เวทีผู้ใหญ่ใส่ใจพูดถึงอยู่เสมอ 1.สังคมไทยมีแม่วัยเด็ก มากเป็นอันดับหนึ่งของเอเซีย หรืออันดับสี่ของโลก (สถิติมาจากไหน ใครพูดไว้ ต้องติดตามหา ) แต่ที่แน่แท้คือ เรามีแม่วัยเด็กเพิ่มขึ้นมากจริงๆ 2.สังคมไทยมีวัยรุ่นท้องแล้วไปทำแท้งกันมาก หมอบางคนบอกว่ามีมากกว่า 2 แสนคนในแต่ละปี (สถิติมาจากไหน ใครพูดไว้ ต้องติดตามหา) แต่ที่แน่แท้คือ เรามีวัยรุ่น ตกทุกข์ตกอับหาทางออกด้วยการไปทำแท้งมากจริงๆ จึงเป็นที่สรุปได้ว่า สังคมไทยมาถึงทางสองแพร่งแห่งความน่าสงสาร ทางสายที่หนึ่ง วัยรุ่นกลัวบาป กลัวเจ็บ มีคนช่วยเหลือ ตัดสินใจกัดฟันอดทนดูแลเด็กในท้องจนคลอด กระทั่งตัวเองกลายเป็นแม่วัยเด็ก ที่ผู้ใหญ่ห่วงกังวลว่าแม่วัยขนาดนี้จะเลี้ยงดูลูกไหวหรือ หรือเลี้ยงลูกได้ดีหรือเปล่า หรือคลอดแล้วจะนำลูกไปทิ้งตามที่ต่างๆ จนผู้ใหญ่กำลังคิดทำการใหญ่ ยกเอาเรื่องนี้ขึ้นเป็นวาระแห่งชาติในเร็ว ๆ นี้ ทางสายที่สอง วัยรุ่นตกอับ หมดทางไป กลัวอายไม่กลัวเจ็บไม่กลัวบาป มีคลีนิคบางแห่งคอยช่วยเหลือ ตัดสินใจแอบไปหาไปทำแท้ง หลุดจากความทุกข์ ออกมาตั้งหลักชีวิตใหม่ที่จะไม่พลาดไปท้องซ้ำ (สถิติที่เขามักกล่าวกันคือ ทำแท้งซ้ำมีอยู่ราวร้อยละ 10 ) คำถามคือ เรื่องนี้จะถูกยกขึ้นป็นวาระแห่งชาติอีกไหม เรื่องนี้ผมถูกสอบถาม ถูกสัมภาษณ์มาก ลงข่าวตรงมั่งไม่ตรงมั่ง เป็นธรรมดา จึงขอสรุปความคิดเห็นของตัวเองให้ประจักษ์ชัดเจนไว้ ดังนี้ หนึ่ง ผมไม่ปฏิเสธการมุ่งสอนให้เด็กหญิง รักนวลสงวนตัว ควบคู่ไปสอนเด็กชายไม่ไปละเมิดทางเพศเด็กหญิง สอนและบอกกันให้มากเถิดครับ จะได้เป็นหนทางป้องกันที่ได้ผลต่อไป บทบาทนี้ครอบครัวต้องไม่ปฏิเสธการทำหน้าที่ ที่ ต้องจริงจัง สอง ผมยอมรับความจริงว่า เด็กวัยรุ่นสมัยนี้มีเพศสัมพันธ์กันง่ายและมาก แต่ผมไม่ยอมรับการมีเพศสัมพันธ์ที่มั่วและไม่รู้จักป้องกันตนเอง ผมจึงขอเสนอให้ระดมการสอนเด็กและวัยรุ่นให้เข้าใจในเรื่อง การป้องกันการตั้งครรภ์ ทั้งรู้จักการใช้ถุงยางอนามัย การรู้จักยาคุมกำเนิดและยาคุมฉุกเฉินหลังมีเพศสัมพันธ์ไม่เกิน 72 ชั่วโมง โดยมีข้อห่วงใยที่ต้องตระหนักร่วมว่า --ต้องเตรียมครูให้พร้อม มีอุปกรณ์การสอนที่เป็นสื่อเข้าใจง่ายและถูกต้องให้แก่ครู --ต้องชี้ให้ผู้ปกครองเด็กและเยาวชนเข้าใจว่า ต้องสอนเรื่องเหล่านี้ การสอนเช่นนี้ไม่ใช่การชี้โพรงให้กระรอก และไม่ได้มีส่วนเพิ่มการมีเพศสัมพันธ์ให้แก่เด็ก เพราะเด็กเรียนรู้การมีเพศสัมพันธ์และถูกกระตุ้นความต้องการทางเพศจากสื่อลามกในหลายๆ หนทาง มีเหล้าและยาที่ทำให้ขาดสติจนเสียตัวได้ง่ายเป็นองค์ประกอบสำคัญ เป็นสิ่งกระตุ้นเร้ามากกว่าการสอนเรื่องเหล่านี้ --มิติการให้ความรู้นี้ จำเป็นต้องอาศัยสื่อทันสมัยเป็นส่วนสำคัญในการสร้างการเรียนรู้อย่างกว้างขวางและฝ่ายการแพทย์เองต้องมีส่วนก้าวเข้ามาร่วมให้ความรู้เคียงคู่ไปกับครูทั้งหลายด้วย ไม่ใช่มุ่งออกกฎหมายบังคับให้ครูสอนเรื่องเพศศึกษาแก่เด็กโดยฝ่ายการแพทย์ไม่เข้ามีส่วนร่วมเหมือนที่กำลังจะทำอยู่ในอีกไม่นาน สาม แม้จะให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องเพศแล้ว เชื่อว่าการพลาดจนตั้งท้องก็ยังคงมีอยู่ไม่น้อย ดังนั้น ภายใต้สภาวะที่หญิงหรือวัยรุ่นท้อง พวกเธอเหล่านั้นจะตกอยู่ในภาวะเคว้งคว้าง จำเป็นที่จะต้องมีศูนย์ให้คำปรึกษาที่เข้าถึงได้ง่าย มีผู้รู้ เครื่องมือและคำตอบชี้แนะให้ เพราะการมีศูนย์เช่นนี้จะช่วยให้หญิงหรือวัยรุ่นที่กำลังตั้งครรภ์ได้เข้าถึงคนที่เข้าใจและช่วยได้ ผลการทำงานในลักษณะนี้ของหลายองค์กร ทำให้พวกเธอจำนวนมากตัดสินใจเอาลูกไว้ ภายใต้การใส่ใจประคับประคองดูแลเธอและลูกในท้องไปจนคลอดและหลังคลอดอย่างปลอดภัย ไม่ทุกข์ยากลำบาก สี่ ขยายขอบเขตการทำแท้งให้มากกว่าเงื่อนไขเดิมที่ให้ทำเฉพาะกรณีหญิงถูกข่มขืนหรือแม่จะเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต ส่วนจะขยายไปในกรณีเช่นไร มากเพียงไหน ภายใต้การมีส่วนร่วมตัดสินใจของหญิงตั้งครรภ์ เป็นเรื่องที่ควรจะถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณากันอย่างจริงจังเสียที หวังว่าข้อเสนอเหล่านี้ จะพอเพียงแต่การคิดต่อ ต่อการนำไปสู่การเยียวยาสังคมและบาดแผลของวัยรุ่นหญิงทั้งหลายได้บ้าง ...............................................................................................
*** รอคอยคุณครูหยุย แสดงความคิดเห็นและเสนอแนะแนวทางการแก้ปัญหานี้อยู่ด้วยความหวังนะคะ สิ่งแวดล้อมของสังคมไทยเปิดรับวัฒนธรรมที่ให้อิสระกับเยาวชนทุกๆด้านเร็วไปหน่อย โดยไม่ทันได้วางแผนให้รอบคอบ ซึ่งบางครอบครัวมองข้ามความสำคัญในด้านการปลูกฝัง-อบรมสั่งสอนทั้งด้านคุณลักษณะนิสัยและระเบียบวินัยขั้นพื้นฐาน ที่มีความจำเป็นในการปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมสมัยใหม่ที่มีความยั่วยุทางกิเลส -ตัณหา และอบายมุขต่างๆฯลฯ ไปอย่างน่าเสียดาย ***
K.Pually ครับ เรื่องนี้ค่อนข้างยากและละเอียดอ่อน แต่คงต้องลุกขึ้นทำอะไรกันบ้างเพื่อปกป้องดูแลเยาวชนที่รู้ไม่เท่าทันนะครับ
เรียนท่านอาจารย์ครูหยุยครับ
อ่านบทความของท่านอาจารย์ครูหยุยแล้วมีสองข้อที่ผมเห็นถึงทางแก้ที่พบบ่อยนั่นคือ
เรา ต้องแก้ที่ ผล มากกว่าเหตุ หรือ เรา ต้องแก้ที่ เหตุ มากกว่า ผล
เรา มักแก้ที่ ผล มากกว่า จะเหนื่อยมากกว่า เพราะ แก้ผลเสร็จ เหตุเกิดขึ้นใหม่ ก็ตามแก้ต่อไปเรื่อยๆ
คำตอบเลยต้องลงเอยที่ เรา ต้องแก้ที่ เหตุ มากกว่า คำถามคือ จะแก้ปัญหาได้จริงหรือไม่
คำตอบบางทีเลยต้องบอกว่า เจอกันคนละครึ่งทาง คือ แก้ทั้งผล และ แก้ทั้งเหตุ
บางคนก็บอกว่า แก้ที่แรงจูงใจที่ทำให้เกิดเหตุด้วย
ข้อคิดเห็นของท่านอาจารย์ ได้ข้อคิดดีจริงๆ ครับ
ขอบพระคุณครับ
สวัสดีค่ะอาจารย์
คุณณัฐวรรธน์ครับ ก่อนอื่นขอเป็นครูหยุยก่อนนะครับ เพราะเป็นทั้งอาจารย์ทั้งครูแล้วเป็นมากไปครับ ส่วนอะไรแก้ที่เหตุ ที่ผล หรือแก้ไปพร้อมกันนั้น ผมสนใจทั้งนั้นครับ ขอให้ช่วยป้องกันหรือลดปัญหาหรือช่วยผู้ประสบปัญหาได้ ก็พอใจครับ
อิงจันทร์ครับ เพียงเห็นภาพเรียงรายเป็นตับ ใจก็ระส่ำและหดหู่มากแล้ว ก็ได้แต่พยายามทำทุกทางให้เป็นทางออกสำหรับเรื่องนี้บ้าง
สวัสดีค่ะ ครูหยุย
เห็นด้วยกับครูหยุยทุกข้อเลยค่ะ และขอเสริมเรื่องสถานศึกษาที่ต้องเปิดโอกาสให้ผู้หญิงที่ท้องด้วย
ทั้งมัธยม และมหาวิทยาลัย เคยอ่านความเห็นของคนที่คัดค้านเรื่องนี้ โดยเขาให้เหตุผลว่า
๑.เมื่อให้คนท้องเรียนต่อได้ ไม่ยุติธรรมในเรื่องการให้เกรด เช่น วิชาพละ "คนท้องทำได้ไม่เท่ากับคนปกติแล้วจะหยวนให้เกรดไปอย่างงั้นหรอ"
๒.เด็กอาย เข้ากับเพื่อนไม่ได้ ปัญหาสังคม
๒.ทำให้คนมีเพศสัมพันธ์มากขึ้น
หนูมีความเห็นว่า กฎหมายนี้เอื้อประโยชน์ให้หญิงชายเท่าเทียมในเรื่องการศึกษามากกว่า เวลามีเรื่องฝ่ายชายได้เรียนต่อ จบมีงานทำที่ดี แต่ฝ่ายหญิงถูกไล่ออกทันที หมดอนาคต (ยิ่งถ้าอยู่ม.๖ อีกสองเดือนจะจบ อดได้วุฒิม.๖ เลย) ถ้ากลัวไม่ยุติธรรมเรื่องเกรด ก็ให้เด็กพักการเรียน คงสถานะไว้ คลอดเสร็จ มาเรียนต่อให้จบ หรือย้ายโรงเรียนก็ได้ อย่างน้อยยังได้วุฒิ และหนูว่าคนที่จะมีอะไรๆ ก็เป็นกลุ่มคนนั้นๆอยู่แล้ว ส่วนคนที่ไม่ทำ อย่างไงๆก็ไม่ทำหรอกค่ะ ไม่น่าจะทำให้สถิติการมีเพศสัมพันธ์มากขึ้นหรือน้อยลง
มีแค่รู้หรือไม่รู้เท่านั้น
ท.อินทร์ครับ กฎหมายที่เขากำลังพยายามเสนอ ก็เน้นกรณีท้องเรียนได้ ลาคลอด คลอดเสร็จเรียนต่อได้ แต่คงมีรายละเอียดที่ต้องหารือกันให้ชัดว่า เมื่อมีสถานการณ์จริงเกิดขึ้นจะทำกันในลักษณะใดจึงดูดี ปัจจุบันที่ทำกันอยู่คือ หยุดเรียนชั่วคราว คลอดแล้วเรียนต่อ หรือหยุดแล้วไปเรียน กศน. คลอดแล้วมาเรียนต่อในระบบ
สวัสดีครับครูหยุย
ประเด็นนี้ ควรค้นหาข้อสรุปที่ชัดเจนสักนิดว่า ในส่วนหน่วยงาน/ภาคีต่างๆที่เกี่ยวข้อง
1. ได้ดำเนินการกำหนดบทบาทภารกิจหน้าที่ วางแนวทางปฎิบัติในการป้องกันและแก้ไขปัญหา "ท้อง แท้ง ทิ้ง" นี้ ตั้งแต่ในอดีตจนถีงปัจจุบันอย่างไรบ้าง อาทิ กระทรวงสาธารณสุขเน้นให้บุคค่กลในสังกัดจัดทำโครงการออกตรวจเยี่ยมตามหอพักนักเเรียนนักศักษา ให้ความร้เรื่องการใช้ถุงยางอนามัย ทั้งเพศชายและเพศหญิง กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษยื ออกตรวจเยี่ยมหอพักให้ปฏิบัติตามกฎหมาย กล่าวคือ หอพักจะไม่อย่ปนกัน หอพักชายก็ชายล้วน หกพักหญิงก็หญิงล้วน ไม่มีชายกับหญิงพักอย่ด้วยกัน สำนักงานตำรวจเห่งชาติออกตรวจตรากล่มเด็กและวัยร่นเที่ยวกลางคืน สถาบันการศึกษาให้ความร้เรื่องการเพศสัมพันธ์ หรือจัดสารวัตรนักเรียนออกตรวจตรานักเรียน/นักศึกษา กลุ่มเป้าหมาย กรมประชาสัมพันธ์ให้ความร้แก่ประชาชน(เน้นกลุ่มผู้ปกครอง)เป็นต้น คงต้องดำเนินต่อไปมากขึ้น
2.ควรเสนอแนะแนวทางปฏิบัติเพิ่มเติมนอกเหนือจากข้อ 1 กำหนดหน่วยงาน/ภาคีที่รับผิดชอบให้ชัดเจน ซึ่งต้องระดมความคิดกันต่อไปครับ
ป.โก๋ครับ เมื่อถึงคราวต้องดำเนินการอย่างจริงจัง รายละเอียดจากทุกหน่วยงานจะหลั่งไหลเข้ามา สำคัญมากที่พบคือ ทำนะ ทำอยู่ แต่....จากความเป็นจริงก็คือ ทำไม่จริงเท่านั้นเอง ทุกอย่างจึงหมักหมมและหนักขึ้นเรื่อยๆ ในทุกเรื่อง
สวัสดีค่ะ
หลักของครูคิมดีและชัดเจนมากครับ หากครูทั้งหลายใส่ใจมากขึ้น เด็กๆ มีทางเลือกทางรอดเพิ่มขึ้แน่นอน
ธรรมทิพย์ครับ เด็กป่วยกายใจ ขาดรัก หาสิ่งทดแทนที่ผิด ชัดแจ้งดีครับ เมื่อได้อ่านแล้วก็ทำให้นึกถึงหลักศาสนาที่มีส่วนนำสติเด็กและเยาวชนคืนมาได้มากเช่นกัน
เชียร์ครูหยุยค่ะ เป็นคนหัวเก่า อยากให้ อนุภาพ อยู่ที่ข้อ 1 เป็นปราการที่เข้มแข็ง......เฮ้อ
สวัสดีค่ะคุณครูครูหยุย
น่าเป็นห่วงมากจริงๆ ไม่รู้ว่าคืนลอยกระทงจะเกิดอะไรขึ้นบ้างคนเยาวชน
ตั้งแต่ตีเด็กนักเรียนไม่ได้ ให้นักเรียนสอบตกไม่ได้ ให้นักเรียนท้องได้พอคลอดก็กลับมาเรียนต่อได้อีก เหมือนกับการให้ท้ายเด็ก ทำให้เด็กขาดความรับผิดชอบ เพราะเรียนหรือไม่เรียนก็สอบได้ ปัจจุบันนี้แม้นักศึกษาที่กำลังเรียนมหาวิทยาลัยคำง่าย ๆก็สะกดไม่ถูกต้อง เช่น ปรารถนา ก็เขียนเป็น ปราถนา ยังมีอีกเยอะที่ทราบเพราะเคยเป็นครูพี่เลี้ยงจากการที่มหาวิทยาลัยส่งนักศึกษามาสอนฝึกประสบการณ์ เงินกู้ที่ได้มาก็นำมาซื้อรถจักรยานยนต์ แล้วเช่าบ้านอยู่กันเป็นคู่ ๆ พ่อแม่ก็ให้ท้าย ไม่ว่าอะไร เด็กมัธยมก็เลียนแบบ สุดท้ายก็ต้องมาแก้ปัญญหา เมื่อมีเรื่องที่ประจานกันไปทั้งประเทศ การแก้ปัญหาไม่สำเร็จ เพราะทุกฝ่ายไม่ร่วมมือกัน ภาษาไทยปัจจุบันก็อ่านตามความนิยม ไม่มีหลักเกณฑ์เหมือนเดิม ทำให้ภาษาไทยวิบัติ เป็นคนไทยต้องรักษาเอกลักษณ์ของไทยไว้ เคยมีวิทยากรบางท่านพูด เกี่ยวกับการแต่งกายประจำชาติ เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลี พอสวมชุดก็ทราบว่าเป็นประเทศเขา แต่คนไทยสวมชุดแล้วดูไม่ออกว่าเป็นคนไทย เราควรจะหันหน้าเข้าหากันให้อภัยซึ่งกันและกันแล้วร่วมมือกันแก้ปัญหาของสังคมที่เกิดขึ้น ให้ประเทศไทยคงอยู่และมีเอกลักษณ์ของความเป็นไทยที่แท้จริง
สวัสดีค่ะ คุณครูหยุยที่เคารพ