21.11.53 นักศึกษา กศน.สามกอกับกิจกรรมทอดผ้าป่าวันเพ็ญนั้น..สำคัญไฉน..!!

ทอดผ้าป่าวันเพ็ญ

กิจกรรทอดผ้าป่าวันเพ็ญ

21 พฤศจิกายน 2553

               พบกลุ่มนักศึกษา ศรช.ตำบลสามกอ ครั้งที่ 3 ตรงกับวันลอยกระทงพอดีค่ะ วันนี้ นศ.มาเรียนหนาตาเลยที่เดียว เลยเป็นโอกาสเหมาะที่พวกเราจะทำบุญร่วมกันด้วย ทาง กศน.ตำบลสามกอ เลยจัดผ้าป่าวันเพ็ญขึ้นเพื่อถวายวัดสามกอ ซึ่งเป็นสถานที่ตั้ง กศน.ตำบลของพวกเรา นักศึกษาก็ช่วยซื้อข้าวสาร ผลไม้ และบริจาคเงินได้จำนวนหนึ่งค่ะ

               สำหรับนักศึกษาที่ไม่ได้มา วันนี้ ครูมีการบ้านเป็น กรต.ครั้งที่ 2 ดังนี้นะค่ะ

1) ให้ผู้เรียนวิเคราะห์แนวทางป้องกันปัญหายาเสพติดที่มีผลกระทบต่อพฤติกรรมทางเพศพร้อมทั้งนำเสนอผลการวิเคราะห์หน้าชั้นเรียน / สัปดาห์หน้า

2) ให้ผู้เรียนหาแนวทางในการป้องกันปัญหา อาชญากรรมในชุมชนของผู้เรียนพร้อมทั้งจัดทำโครงงาน

               ในสัปดาห์นี้เรายังเรียนหน่วยบูรณาการ หน่วยที่ 1 เป็นเรื่องเกี่ยวกับปัญหาด้านสังคม ที่เราบูรณาการเข้ากับวิชาหลากหลายในภาคเรียนนี้ แต่ครูมีใบงานรายวิชาให้นักศึกษาทำต่างหาก นะค่ะ โดยสัปดาห์นี้เป็นใบงานวิชา สังคมศึกษา ทั้ง 2 ระดับ หากใครไม่มามาติดต่อขอต้นฉบับที่ครูไปถ่ายเอกสารด่วน

                 โดยใบงาน สังคม ม.ปลาย  37 หน้า สาระครอบคลุมทุกบท ทุกสาระ

ส่วน ม.ต้น  17 หน้า  ค่ะ สัปดาห์หน้าครูจะทะยอยแจกใบงานให้ครบทุกวิชานะค่ะ เพราะเวลาสอบเราไม่ได้สอบข้อสอบบูรณาการ เราสอบข้อสอบรายวิชา ต้องขยันกันหน่อยค่ะ

ภาพบรรยากาศ กิจกรรมทอดผ้าป่าวันเพ็ญ ที่ กศน.ตำบลสามกอ

เกร็ดสาระน่ารู้เกี่ยวกับประเพณีทอดผ้าป่าค่ะ...

ประเพณีการทอดผ้าป่า

การทอดผ้าป่า เป็นประเพณีการทำบุญอีกอย่างหนึ่งของพุทธศาสนิกชน คล้ายกับการทอดกฐิน แต่ไม่มีกำหนดระยะเวลาจํากัด คือสามารถทำได้ทุกฤดูกาล ไม่จำกัดเวลา คือทำได้ตลอดทั้งปี และวัดหนึ่งๆ ในแต่ละปีจะจัดให้มีการทอดผ้าป่ากี่ครั้งก็ได้เช่นกัน ผู้ปรารถนาจะทำเมื่อไรย่อมทำได้ตามกำลังศรัทธา ซึ่งอาจจะผสมผสานหรือผนวกเข้ากับเทศกาลประเพณีประจำท้องถิ่นอื่นๆ ก็ได้ อีกทั้ง ยังไม่เจาะจงเกี่ยวกับพระภิกษุที่จะรับผ้าป่าแต่อย่างใด


ผ้าป่าคืออะไร ?

คำว่า “ผ้าป่า” มีชื่อเรียกตามภาษาบาลีว่า “ปังสุกุละ” ภาษาไทยใช้คำว่า “บังสุกุล” หมายถึง ผ้าที่ไม่มีเจ้าของหวงแหน หรือผ้าที่ประชาชนเขาไม่ใช้แล้วนำไปทิ้งที่กองขยะ หรือผ้าที่เขาใช้ห่อศพแล้วนำไปทิ้งไว้ในป่าช้า

พระภิกษุที่ต้องการผ้ามาทำจีวรผลัดเปลี่ยน ก็ต้องไปหาผ้าบังสุกุล พอพบแล้วท่านก็จะชักผ้าบังสุกุลนั้นว่า “อิมัง ปังสุกุละจีวะรัง อัสสามิกัง มัยหัง ปาปุณาติ” แปลว่า “ผ้าบังสุกุลผืนนี้เป็นผ้าที่ไม่มีเจ้าของหวงแหน ย่อมตกเป็นของข้าพเจ้า” แล้วนำผ้านั้นมาซัก ตัด เย็บ ย้อมทำเป็นจีวร เรียกว่า “บังสุกุลจีวร”

ผ้าป่าหรือผ้าบังสุกุล มี ๑๐ ประเภท ได้แก่
ผ้าที่ตกที่ป่าช้า ๑
ผ้าที่ตกที่ตลาด ๑
ผ้าที่หนูกัด ๑
ผ้าที่ปลวกกัด ๑
ผ้าที่ถูกไฟไหม้ ๑
ผ้าที่วัวกัด ๑
ผ้าที่แพะกัด ๑
ผ้าห่มสถูป ๑
ผ้าที่เขาทิ้งในที่อภิเษก ๑
ผ้าที่เขานำไปสู่ป่าช้าแล้วนำกลับมา ๑


ประวัติความเป็นมา

ในสมัยพุทธกาล เมื่อครั้งที่พระบรมศาสดายังมิได้ทรงอนุญาตให้พระภิกษุทั้งหลายรับ คฤหบดีจีวร คือจีวรที่ชาวบ้านถวายโดยเฉพาะ พระภิกษุเหล่านั้นจึงต้องเที่ยวเก็บผ้าบังสุกุลที่เขาทิ้งแล้ว เช่น ผ้าเปรอะเปื้อน ที่ชาวบ้านไม่ต้องการนำมาทิ้งไว้ ผ้าห่อศพ ฯลฯ เมื่อรวบรวมผ้าชิ้นเล็กชิ้นน้อยพอแก่ความต้องการแล้ว จึงนำมาซักทำความสะอาด ตัด เย็บ ย้อม เพื่อทำเป็นจีวร สบง หรือสังฆาฏิ ผืนใดผืนหนึ่ง ทั้งนี้ การทำจีวรของพระภิกษุในสมัยพุทธกาล ค่อนข้างยุ่งยากและเป็นงานใหญ่ ดังที่กล่าวไว้แล้วในเรื่องพิธีทอดกฐิน

ภายหลังที่มีพระพุทธานุญาตให้พระสงฆ์อุปสมบทแก่กุลบุตรกุลธิดา ที่มีศรัทธาปสาทะจะปฏิบัติพรหมจรรย์ในพระพุทธศาสนานี้เพื่อการพ้นทุกข์ พระพุทธองค์ทรงอนุญาตให้พระภิกษุผู้ให้อุปสมบท บอกนิสสัย ๔ (คือปัจจัยเครื่องอาศัยของบรรพชิต มี ๔ อย่าง) แก่ผู้ขออุปสมบท ที่เกี่ยวกับผ้าบังสุกุลนี้อยู่ในข้อที่ ๒ ดังนี้

๒. บรรพชาอาศัยบังสุกุลจีวร เธอพึงทำอุตสาหะในข้อนั้นจนตลอดชีวิต อดิเรกลาภ คือ ผ้าเปลือกไม้ ผ้าฝ้าย ผ้าไหม ผ้าขนสัตว์ ผ้าป่าน ผ้าเจือกัน (เช่นผ้าด้ายแกมไหม)

ฉะนั้น จึงเห็นได้ว่าพระสงฆ์ย่อมต้องอาศัยผ้าบังสุกุลเพื่อใช้นุ่งห่มจนตลอดชีวิต ผ้าบังสุกุลจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับพระสงฆ์ ในสมัยพุทธกาลก็มีการทอดผ้าบังสุกุล ผู้ทอดผ้าบังสุกุลเป็นเทพธิดาองค์หนึ่ง ความปรากฏในธัมมปทัฏฐกถา ดังนี้

ในวันหนึ่ง พระเทพธิดาถวายผ้าแก่พระอนุรุทธเถระ ผู้มีจีวรเก่าแล้วและเที่ยวแสวงหาจีวรในที่ทั้งหลาย มีกองหยากเยื่อเป็นต้น หญิงภรรยาเก่าของพระเถระนั้นในอัตภาพที่ ๓ แต่อัตภาพนี้ได้เกิดเป็นเทพธิดาชื่อ ชาลีนี ในดาวดึงส์ภพ นางชาลินีเทพธิดานั้น เห็นพระเถระเที่ยวแสวงหาท่อนผ้าอยู่ จึงถือผ้าทิพย์ ๓ ผืน ยาว ๑๓ ศอก กว้าง ๔ ศอก แล้วคิดว่า “ถ้าเราจักถวายโดยทำนองนี้ พระเถระจักไม่รับ” จึงวางผ้าไว้บนกองหยากเยื่อแห่งหนึ่งข้างหน้าของพระเถระนั้น ผู้แสวงหาท่อนผ้าทั้งหลายอยู่ โดยอาการที่เพียงชายผ้าเท่านั้นจะปรากฏได้ พระเถระเที่ยวแสวงหาท่อนผ้าอยู่โดยทางนั้น เห็นชายผ้าของท่อนผ้าเหล่านั้นแล้ว จึงจับที่ชายผ้านั้นนั่นแลฉุดมาอยู่ เห็นผ้าทิพย์มีประมาณดังกล่าวแล้ว ถือเอาด้วยคิดว่า “ผ้านี้เป็นผ้าบังสุกุลอย่างอุกฤษฏ์หนอ” ดังนี้แล้วหลีกไป

ต่อมา ครั้นชาวบ้านที่มีจิตศรัทธาทั้งหลายเห็นความยากลำบากของพระภิกษุสงฆ์ ต้องการจะนำผ้ามาถวาย แต่เมื่อยังไม่มีพุทธานุญาตโดยตรง จึงนำผ้าอันสมควรแก่สมณบริโภค ไปทอดทิ้งไว้ ณ ที่ต่างๆ เช่น ตามป่า ป่าช้า หรือข้างทางเดิน หรือแขวนไว้ตามกิ่งไม้ เพื่อให้พระภิกษุสงฆ์สะดวกในการแสวงหาผ้าบังสุกุล เมื่อพระภิกษุสงฆ์มาพบ เห็นว่าเป็นผ้าที่ผู้เป็นเจ้าของทอดอาลัยแล้ว ก็นำเอามาทำเป็นผ้าจีวร ด้วยเหตุนี้กระมังจึงเรียกผ้าในลักษณะนี้ว่า “ผ้าป่า” (ผ้าที่ชาวบ้านนำไปทิ้งไว้ที่ป่าช้าหรือผ้าที่ห่อศพอยู่ในป่าช้า)

แม้ในการทำบุญงานศพ ยังนิยมเอาผ้าไปทอดที่หีบศพ เพื่อให้พระภิกษุสงฆ์ชักผ้านั้น เรียกว่า ชักผ้าบังสุกุล ถ้าหากมีการทอดผ้าจำนวนมาก ก็ยังนิยมเอาสายสิญจน์ผูกที่หีบศพ และยังโยงสายสิญจน์นั้นมาวางที่หน้าพระภิกษุสงฆ์ และทอดผ้าไว้บนสายสิญจน์เพื่อให้พระภิกษุสงฆ์ชักผ้านั้น ก็เรียกว่าชักผ้าบังสุกุล

ครั้นพระพุทธศาสนาแพร่หลายมากขึ้น หมอชีวกโกมารภัจ ซึ่งเป็นพุทธศาสนิกชนที่สำคัญและเคร่งครัดมากผู้หนึ่ง ท่านเป็นทั้งหมอหลวงประจำราชสำนักของพระเจ้าพิมพิสาร พระเจ้าแผ่นดินแห่งมคธรัฐ และเป็นหมอที่เคยถวายการรักษาพระพุทธเจ้าและพระสาวก

ครั้งหนึ่ง หลังจากที่รักษาอาการประชวรของพระเจ้าจัณฑปัชโชต แห่งกรุงอุชเชนี แคว้นอวันตี จนหายเป็นปกติดีแล้ว ได้รับพระราชทานรางวัลเป็นผ้าเนื้อสีทองอย่างดีสองผืน จากแคว้นกาสี ซึ่งเป็นผ้าเนื้อละเอียดมาก คนธรรมดาไม่มีโอกาสได้ใช้ผ้าเช่นนี้นอกจากพระเจ้าแผ่นดินเท่านั้น แต่ท่านหมอคิดว่า ผ้าเนื้อดีอย่างนี้ไม่สมควรที่ตนจะใช้สอย เป็นของสมควรแก่พระบรมศาสดาหรือพระมหากษัตริย์ จึงได้น้อมนำผ้านั้นไปถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ก่อนที่จะถวายได้กราบทูลขอพรว่า “ขอให้ภิกษุรับคฤหบดีจีวรได้” พระพุทธองค์ประทานอนุญาตให้ตามที่ขอ

การที่หมอชีวกโกมารภัจได้พิจารณาเรื่องจีวรของพระภิกษุแล้ว กราบทูลขอพรเช่นนั้น ก็เพราะแต่ก่อนนั้นพระภิกษุใช้สอยแต่ผ้าบังสุกุล จะไม่รับผ้าที่ชาวบ้านถวาย ท่านหมอเห็นความลำบากของพระภิกษุสงฆ์ในเรื่องนี้ จึงกราบทูลขอพร และได้เป็นผู้ถวายเป็นคนแรก แม้พระพุทธองค์จะทรงอนุญาตตามที่หมอชีวกโกมารภัจ กราบทูลขอ แต่ก็ยังมีพุทธดำรัสตรัสว่า “ถ้าภิกษุปรารถนาจะถือผ้าบังสุกุลก็ให้ถือ ปรารถนาจะรับคฤหบดีรจีวรก็ให้รับ” และได้ตรัสสรรเสริญความสันโดษคือความยินดีตามมีตามได้

พระพุทธองค์ทรงแสดงพระธรรมเทศนา และอนุโมทนาบุญแก่หมอชีวกโกมารภัจ ผู้ถวายผ้านั้น เมื่อจบพระธรรมเทศนาแล้ว หมอชีวกโกมารภัจ ก็ได้ดวงตาเห็นธรรมดำรงอยู่ในอริยภูมิคือ พระโสดาบัน

ดังนั้น การนำผ้าไปทอดไว้ในป่าอย่างแต่ก่อน จึงค่อยๆ เปลี่ยนมาเป็นการนำผ้าป่าที่มีลักษณะดีกว่าไปถวายโดยตรง หรือถ้ายังประสงค์จะรักษาประเพณีทอดผ้าป่า หรือประเพณีที่ให้พระภิกษุถือเอาเฉพาะผ้าบังสุกุลไว้ด้วย ก็นำไปทอดไว้ใกล้ๆ สถานที่ที่พระภิกษุอาศัยอยู่ เช่น วัดวาอาราม จนกระทั่งกลายมาเป็นประเพณีนำผ้าสำเร็จรูป เป็นสังฆาฏิ จีวร สบง ผืนใดผืนหนึ่ง หรือทั้งสามผืน ที่เรียกว่าไตรจีวร พร้อมด้วยเครื่องบริวารไปทอดเป็นการกุศลสืบเนื่องต่อมาจนถึงปัจจุบันนี้ พิธีการทอดผ้าป่าก็มีความเป็นมาด้วยประการละฉะนี้

สำหรับในเมืองไทย พิธีทอดผ้าป่าได้รับการรื้อฟื้นขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๔ ด้วยทรงพระประสงค์จะรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีในทางพระศาสนา


ประเภทของผ้าป่า

ความจริงแล้ว การทอดผ้าป่ามีอยู่อย่างเดียวคือ การนำผ้าไปทิ้งไว้ดังที่กล่าวมาแล้ว แต่ในปัจจุบันนิยมทำในรูปแบบต่างๆ แตกต่างกันไป จึงมีชื่อเรียกเป็น ๓ อย่าง คือ

(๑) ผ้าป่าหางกฐิน หรือผ้าป่าแถมกฐิน
(๒) ผ้าป่าโยงกฐิน
(๓) ผ้าป่าสามัคคี

(๑) ผ้าป่าหางกฐิน ได้แก่ ผ้าป่าที่เจ้าภาพจัดให้มีขึ้นต่อจากการทอดกฐิน คือเมื่อทำพิธีทอดกฐินเสร็จแล้ว ก็ให้มีการทอดผ้าป่าด้วยเลย จึงเรียกว่าผ้าป่าหางกฐิน หรือผ้าป่าแถมกฐิน

(๒) ผ้าป่าโยง ได้แก่ ผ้าป่าที่จัดทำรวมๆ กันหลายกอง นำบรรทุกเรือแห่ไปทอดตามวัดต่างๆ ที่อยู่ริมแม่นํ้า จึงเรียกว่าผ้าป่าโยง จะมีเจ้าภาพเดียวหรือหลายเจ้าภาพก็ได้

(๓) ผ้าป่าสามัคคี ได้แก่ ผ้าป่าที่มีการแจกฎีกาบอกบุญไปตามสถานที่ต่างๆ ให้ร่วมกันทำบุญแล้วแต่ศรัทธา โดยจัดเป็นกองผ้าป่ามารวมกัน จะเป็นกี่กองก็ได้ เมื่อถึงวันทอดจะมีขบวนแห่ผ้าป่ามารวมกันที่วัดอย่างสนุกสนาน บางทีจุดประสงค์ก็เพื่อร่วมกันหาเงินสร้างถาวรวัตถุต่างๆ เช่น โบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ และอื่นๆ ฯลฯ

ImageImage

ผู้ประสงค์จะทอดผ้าป่าจะทำอย่างไร

การจองผ้าป่า

สำหรับการจองผ้าป่านั้น ให้ผู้เป็นเจ้าภาพไปแจ้งความประสงค์แก่เจ้าอาวาส ที่ต้องการจะนำผ้าป่ามาทอด เรียกว่า เป็นการจองผ้าป่า เมื่อกำหนดเวลาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ทำการตั้งองค์ผ้าป่า ซึ่งสิ่งสำคัญที่จะต้องมีก็คือ

๑. ผ้า
๒. กิ่งไม้สำหรับพาดผ้า
๓. ให้อุทิศถวายไม่เจาะจงพระรูปใดรูปหนึ่ง

การตั้งองค์ผ้าป่า

เจ้าภาพองค์ผ้าป่าจะจัดหาผ้าสำหรับพระภิกษุมาผืนหนึ่ง อาจเป็นสบง จีวร สังฆาฏิ หรือทั้ง ๓ อย่าง แล้วแต่ศรัทธาเพราะไม่มีข้อกำหนด นำกิ่งไม้หนึ่งกิ่งไปปักไว้ในภาชนะขนาดพอสมควร เช่น โอ่ง กระถัง เป็นต้น เพื่อให้กิ่งไม้อยู่คงที่ไม่เอนไปเอนมา โดยจะใช้เป็นที่พาดผ้าป่า และใช้สำหรับนำสิ่งของเครื่องใช้ที่จะถวายพระ เช่น สบู่ ยาสีฟัน ผ้าเช็ดตัว ผ้าอาบนํ้าฝน สมุด ดินสอ อาหารแห้ง ฯลฯ ใส่ในภาชนะนั้น สำหรับเงินหรือปัจจัยปกตินิยมเสียบไว้กับต้นกล้วยเล็กๆ ในกองผ้าป่านั้น

วันงานทอดผ้าป่า

ในสมัยโบราณ ไม่มีต้องจองผ้าป่า เมื่อเจ้าภาพนำองค์ผ้าไปถึงแล้ว ก็จุดประทัดหรือส่งสัญญาณด้วยวิธีหนึ่ง ให้พระท่านรู้ว่ามีผ้าป่า เป็นอันเสร็จพิธี หรือจะอยู่รอให้พระท่านมาชักผ้าป่าด้วยก็ได้

แต่ในปัจจุบัน การทอดผ้าป่านับว่าเป็นงานค่อนข้างใหญ่ ต้องมีการจองผ้าป่าเพื่อแจ้งให้ทางวัด ทราบหมายกำหนดการ จะได้จัดเตรียมการต้อนรับ เมื่อถึงกำหนดก็จะมีการแห่แหนองค์ผ้าป่ามาด้วยขบวนเถิดเทิงกลองยาวหรือแตรวง เป็นที่ครึกครื้น สนุกสนาน ยิ่งถ้าเป็นผ้าป่าสามัคคีต่างเจ้าภาพ ต่างแห่มาพบกันที่วัด จนกลายเป็นมหกรรมย่อยๆ มีการละเล่นพื้นบ้าน หรือร่วมร้องรำทำเพลง ร่วมรำวง กันเป็นที่สนุกสนาน บางทีก่อนวันทอดก็จะให้มีมหรสพฉลองที่บ้านของเจ้าภาพ


ลำดับการทอดผ้าป่า

การทอดผ้าป่า เมื่อถึงวัดที่จะทอดแล้วก็จัดสถานที่ตั้งองค์ผ้าป่าและเครื่องบริวาร เช่น จัดตั้งไว้ข้างพระอุโบสถ เพื่อจะได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วย เมื่อจัดตั้งโดยนำผ้าป่าไปวางต่อหน้าภิกษุสงฆ์เรียบร้อยแล้ว ถ้าหากไม่มีพระภิกษุมาชักผ้าบังสุกุลในขณะนั้น ก็ไม่ต้องกล่าวคำถวาย แต่ถ้ามีพระสงฆ์รูปหนึ่งผู้ได้รับฉันทานุมัติจากหมู่สงฆ์ ลุกขึ้นเดินถือตาลปัตรมาชักผ้าบังสุกุลที่องค์ผ้าป่า เจ้าภาพและผู้ร่วมทอดผ้าป่าด้วยกัน ก็กล่าวคำถวายผ้าป่าพร้อมๆ กันดังนี้

คำบาลีถวายผ้าป่า

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)

อิมานิ มะยัง ภันเต ปังสุกูละจีวะรานิ สะปะริวารานิ ภิกขุสังฆัสสะ โอโณชะยามะ สาธุ โน ภันเต ภิกขุสังโฆ อิมานิ ปังสุกูละจีวะรานิ สะปะริวารานิ ปะฏิคคัณหาตุ อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ

คำแปล

ข้าพเจ้าขอนอบน้อม แด่พระผู้มีพระภาค อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์นั้น (๓ จบ)

ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวายซึ่งผ้าบังสุกุลจีวร กับทั้งบริวารเหล่านี้ แด่พระภิกษุสงฆ์ ขอพระภิกษุสงฆ์โปรดรับซึ่งผ้าบังสุกุลจีวร กับทั้งบริวารเหล่านี้ เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายตลอดกาลนานเทอญ


เมื่อกล่าวคำถวายจบแล้ว พระสงฆ์ผู้ที่ได้รับฉันทานุมัติจากหมู่สงฆ์มาชักผ้าบังสุกุล และไวยาวัจกรของวัดจะมารับต้นผ้าป่าและเครื่องบริวารอื่นๆ ตลอดจนเงินหรือปัจจัยด้วย โดยพระสงฆ์รูปนั้นก็กล่าวคำปริกรรมว่า

“อิมัง ปังสุกุละจีวะรัง อัสสามิกัง มัยหัง ปาปุณาติ”

แปลเป็นใจความได้ว่า

“ผ้าบังสุกุลผืนนี้เป็นผ้าที่ไม่มีเจ้าของหวงแหน ย่อมตกเป็นของข้าพเจ้า”


ต่อจากนั้นพระสงฆ์จึงสวดอนุโมทนาในผลบุญ เจ้าภาพและผู้ร่วมทอดผ้าป่าด้วยกัน ต่างก็กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้แก่บุพพการี เป็นต้น ก็เป็นอันเสร็จพิธีการทอดผ้าป่าเพียงนี้

ข้อสำคัญในการทอดผ้าป่าคือ การทอดผ้าป่านั้นไม่เป็นการถวายแก่พระภิกษุที่เฉพาะเจาะจง ถ้านำไปถวายเฉพาะเจาะจงพระภิกษุรูปนั้นรูปนี้ก็ไม่เป็นการทอดผ้าป่า คือไม่ใช่ทอดผ้าป่าบังสุกุล

สำหรับในกรณีที่ไม่มีพระภิกษุมาชักผ้าบังสุกุล เมื่อจัดตั้งองค์ผ้าป่าและบริวารในสถานที่เหมาะแล้ว ก็ให้สัญญาณอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อให้ทราบว่ามีผ้าป่ามาทอดที่วัด แล้วก็หลีกไป

Image

อานิสงส์ของการทอดผ้าป่า

๑. เป็นการสงเคราะห์พระสงฆ์ให้สะดวกด้วยปัจจัยสี่ หรือสิ่งที่จำเป็นในการครองสมณเพศ มีจีวร หรือผ้านุ่งห่ม เป็นต้น

๒. เป็นการช่วยเหลือทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา เพราะเมื่อพระสงฆ์ได้รับความสะดวกตามสมควรก็จะได้เป็นกำลังสืบต่ออายุพระพุทธศาสนา

๓. ได้ชื่อว่าเป็นการถวายทานแด่ท่านผู้ทรงศีล ซึ่งนับเป็นการบูชาท่านผู้ทรงศีล-บูชาท่านผู้ควรบูชา และเป็นทานที่มีคุณค่าสูง

๔. เป็นการอบรมจิตใจของผู้บริจาคให้มีการเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวม คือ พระพุทธศาสนาซึ่งเป็นหลักทางจิตใจของประชาชนในชาติสืบไป

๕. เป็นการส่งเสริมความมีสามัคคีธรรมของหมู่คณะ

๖. เป็นการส่งเสริมสนับสนุนให้ชุมชนมีความมั่นคง เป็นปึกแผ่นสืบไป



.....................................................

รวบรวมและเรียบเรียงมาจาก ::
1. http://www.poonporn.com/
2. http://www.watphrabuddhabat.com/
 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน seiz the day.."พิมพ์สุภา"เป็น ครู กศน.ตำบล อำเภอเสนาค่ะ



ความเห็น (6)

เขียนเมื่อ 

ข้อมูลเกียวกับเรื่อง ทอดผ้าป่า ได้คัดลอกมาจาก เว็บ "ลานธรรมจักร" http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=12315 ค่ะ และสาระดีเหล่านี้ก็ถูกถ่ายทอดไปสู่ลูกศิษย์ของเราแล้ว ต้องขอขอบคุณทางเว็บไซร์ด้วยนะค่ะ

การบ้านที่ให้นักศึกษาทำนนั้น น่าสนใจมาก หากมีคำตอบดีดีเผยแพร่บ้างนะครับ

เพิ่งเข้าใจชัดเจนในอานิสงส์ของการทอดผ้าป่า ขอบคุณนะคะ...วันนี้ตั้งใจจะไปเยี่ยมที่กลุ่ม กศน.ตำบลสามกอ แต่เกิดขัดข้อง เอาไว้ครั้งหน้านะ

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณครูหยุยค่ะ สัปดาห์จะนำ กรต.ของนักศึกษามาเผยแพร่นะค่ะ ส่วนพี่แหม่ม ตอนนี้ นศ.กลุ่มสามกอ หลักสูตรนำร่องรุ่น 1 กำลังจะทำโครงงานปรับปรุง ศูนย์การเรียนโดยการเพิ่มชั้นวางหนังสือ กับ ทำมุมโต๊ะชงกาแฟสำหรับรับรองแขกหรือผู้ใหญ่และคณะนิเทศที่มาเยี่ยมชม กศน.ตำบลอยู่นะค่ะ คาดว่าโครงงานพร้อมชิ้นจะเสร็จสำเร็จก่อนปีใหม่ ถึงตอนนั้นคงพร้อมให้มานิเทศได้ เพราะมีของใหม่จะอวดค่ะ

การทอดผ้าป่าที่วัดสามกอ ที่เป็นสถานที่พบกลุ่มนั้น เป็นความคิดที่ดี เพราะนักศึกษาทำผ้าป่าแล้วถวายให้วัดทั้งหมดเห็น ๆ นักศึกษาคงจะเต็มใจทำบุญด้วยความศรัทธา และเป็นความกตัญญูรู้คุณวัด คงจะได้ใจทางวัดและผู้เกี่ยวข้อง

         ส่วนการบ้านสำหรับนักศึกษาที่ไม่ได้มา 2 ข้อนั้น ผมว่ายากไปนะ ผมกลัวนักศึกษา กศน. จะท้อ น่าจะให้ง่ายกว่านี้เพื่อให้เกิดกำลังใจในการเรียน เช่นใช้คำง่าย ๆ
         อย่างข้อ 1. กับ ข้อ 2. มันก็ทำนองเดียวกัน ทำไมข้อ 1.ใช้คำว่า "วิเคราะห์" ซึ่งเข้าใจยาก ทำไมไม่ใช้คำง่าย ๆ เหมือนข้อ 2.
         ส่วนข้อ 2. ก็ยากตรงที่ "พร้อมทั้งจัดทำโครงงาน ( ป้องกันปัญหาอาชญากรรมในชุมชน)"

เขียนเมื่อ 

ใบงาน 2 ข้อนี้ โอ๋นำมาจากแผนบูรณาการที่พวกเราไปช่วยกันทำที่ ศูนย์จังหวัดค่ะ ขอบคุณอาจารย์เอกชัยที่แนะนำจะนำข้อมูลไปปรับใช้นะค่ะ

ส่วนนี้เป็นแนวคำตอบที่ นศ.ช่วยกันคิดค่ะ

คำถาม จงบอกแนวทางในการป้องกันปัญหายาเสพติดที่ส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมทางเพศของวัยรุ่น

คำตอบ

เราก็ได้ ประเด็นกิจกรรมนี้ครูให้ นศ.ลองสรุปใน mind mapping มาส่ง ใน ชม.ที่ครูเฉลย เราจะขึ้น ชาร์ตบนกระดาษ และให้ทุกคนช่วยกันวิเคราะห์

เราก็ได้ประเด็นมา ก่อน 2 ประเด็น

1. พฤติกรรมของวัยรุ่น เกี่ยวกับการเสพยาเสพติด

2. พฤติกรรมของวัยรุ่น เกี่ยวกับเรื่องเพศ และ เพศสัมพันธ์

                เริ่มแรกเราคุยถึง ผลก่อน ว่า ตอนนี้เราเห็นอะไรบ้าง เกี่ยวกับพฤติกรรมทางเพศ และ พฤติกรรมเกี่ยวกับยาเสพติดของวัยรุ่นในปัจจุบัน ได้คำตอบมาหลากหลายมาก พอจะสรุป สั้น ๆ ได้ว่า

                1. วันรุ่นเดินไปบนถนน คุณจะสามารถเข้าถึง แหล่งสื่อลามก และ แหล่งยาเสพติดได้ภายในเวลา 15 นาทีเท่านั้น (ง่ายมากเลยใช่ไหม)

                2. วิชาเพศศึกษาทำให้วัยรุ่น มองเรื่องเพศเป็นเรื่องง่ายขึ้น พอจบชั่วโมงเพศศึกษาก็พร้อมมีเพศสัมพันธ์เลย

                3. ก่อนจะมีเพศสัมพันธ์ หรือ อยู่ในสถานการณ์เสี่ยง มักจะต้อง เมา ก่อนเสมอ อาการ เมา เกิดจากหลายอย่างนะค่ะ

เช่น เมา ทางนามธรรม คือ เมาจากเหตุการณ์ เช่น อยู่ในสถานการณ์ที่ควบคุมไม่ได้  แน่นอนว่านั่นเกิดจากรู้เท่าไม่ถึงการณ์  เกิดจากการเชื่อมั่นในตัวเองมากเกินไป เกิดจากคิดว่าเรียนรู้มาแล้ว (วิชาเพศศึกษา) และต่อมาจึง เมาจริงๆ คือ เมาสุรา เมายา (ยาไอซ์ ยาบ้า ยาเลิฟ ฯลฯ)  (ความเกี่ยวข้องกันระหว่างยาเสพติดกับพฤติกรรมทางเพศ)

                4. น่าเศร้า ว่าการศึกษาทำให้ เยาวชน เย็นชามากขึ้น เพราะคุณสอนว่า การมีเพศสัมพันธ์ เป็นเรื่องธรรมชาติ (ซึ่งก็อาจเป็นอย่างนั้น..แต่ไม่ใช่จะถูกทั้งหมด)

                5. ถ้าท้องแล้วกลัวจะหมดอนาคต ต้องทำเพื่อรักษาอนาคตไว้ เช่น ทำแท้ง (ขาดศีลธรรมในทันที..ตรงนี้เด็กยังเสนอด้วยว่า ทำไมคนที่สอนศีลธรรม ถึงไม่ค่อยมีใครพูดถึงหรือให้ความสำคัญ เท่ากับ คนที่สอนเพศศึกษา คนที่สอนเพศศึกษาดูใจถึง เข้าถึง และ เหมือนเข้าใจวัยรุ่น ซึ่งต้องคิดใหม่ว่าจะใช่อย่างนั้นจริงๆหรือเปล่า)

            ที่นี่มาถึง เหตุ เรามาคุยกันต่อ ว่า 5 ข้อข้างบน มีเหตุมาจากไหน

                1. หลายคนในสังคมไม่ได้ทำมาหากินอะไรแต่อยู่ได้ด้วยอาชีพค้ายา เราคงไม่มีสิทธิคิดว่าทำไมเขาเหล่านั้นถึงอยู่ได้แบบสบายๆ ทุกซอย มีคนที่ประกอบอาชีพนี้อยู่แน่นอน

                        - เราลองเดินไปบนถนนดูสิ ทุก 15 นาที ที่คุณเดินไปจะเจอร้านเกมส์ จะเจอโต๊ะสนุ๊ก เจอร้านอินเตอร์เน็ต เจอคนตกปลาแต่จริงไม่ได้ตกปลา (เขาขายยาให้เยาวชนและทุกอย่างที่ว่ามานี่ก็เกี่ยวโยงกับยาเสพติดทั้งนั้น)

                2. ความที่เรื่องเพศศึกษากลายเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ไม่ธรรมดา เยาวชนชอบถ่ายคลิปเวลาตัวเองมีเพศสัมพันธ์ แล้วแลกกันดู สื่อพวกนี้อยู่ในมือถือทุกเครื่องของวัยรุ่นเลยทีเดียว ทำไมถึงเป็นแบบนั้น

                        - เพราะค่านิยมที่ผิดเกี่ยวกับเพศสัมพันธ์

                                - เพราะความคึกคะนอง และ ยังไม่บรรลุนิติภาวะ แต่มันกลายเป็นนิสัยติดตัวเยาวชนไปตลอดกาล

                                - เพราะเยาวชนหมดความรักนับถือ ในศักดิ์ความเป็นมนุษย์กันไปหมดแล้ว และคิดว่า มันเป็นเรื่อง ธรรมชาติ เยาวชนไม่รู้ว่าพฤติกรรมทางเพศที่ผิดเป็นการทำลายศักดิ์ความเป็นมนุษย์ ไม่มีใครเล่าเรื่องค่านิยมแบบนั้นให้พวกเขาฟังเลย

                                - ถ้าคุณท้อง มีใครบางคนบอกว่า คุณต้องทำแท้ง เพราะวัยรุ่น มีความเชื่อในเรื่องศีลธรรม ฉบับใหม่ เช่น แลกกับการทำให้พ่อแม่เสียใจถ้ารู้ความจริง หรือ ถ้าเกิดวันข้างหน้าคุณเกิดได้เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทยขึ้นมาละ เพราะฉะนั้นตอนนี้คุณต้องไม่ท้อง เพื่อที่ว่า อนาคตคุณจะได้ปกป้องประเทศชาติ แบบนี้การทำแท้งก็คุ้มค่าแล้วใช่ไหม (นี่คือศีลธรรมฉบับปี 2010 )

                มาถึงแนวทางในการป้องกัน

                1. ผู้เรียนช่วยกันเสนอว่า น่าจะมีพื้นที่ดี ๆ ขึ้นมาสักพื้นที่ ในชุมชน ให้พวกเราสร้าง พื้นที่นั้นขึ้นมา

                                - พื้นที่ดี ๆ แห่งนั้นชื่อว่า ชุมชนคนตำบลสามกอ ไม่มีสื่อลามก ไม่มียาเสพติด ไม่มีวิชาเพศศึกษา

                                - พื้นที่ดี ๆ  ต้องมีกิจกรรมเกี่ยวกับกีฬา ดนตรี ศิลปะ และทุกเรื่องที่วัยรุ่นสนใจและควรทำ

                                - พื้นที่ดี ๆ ต้องมีพื้นที่สำหรับผู้ปกครอง และ เยาวชน ได้เรียนรู้ร่วมกัน ด้วย เพื่อกำจัดช่องว่างระหว่างคน สองวัยออกไป

                                - พื้นที่ดีๆ  นั้น มีศาสนา เป็นหัวใจหลัก ศาสนาเท่านั้นที่เยียวยาจิตใจ และสังคมเจ็บป่วยในวันนี้ เพราะศาสนาสร้างกรอบให้คนเดิน เราต้องสร้างความเข้าใจในเรื่องนี้กับทั้งผู้ปกครองและเยาวชน ด้วย

 

นี่คือ คำตอบที่พวกเราช่วยกันคิด

                สำหรับผู้สอน ไม่แน่ใจว่าคำตอบเหล่าตอบคำถามทางวิชาการได้หรือเปล่า เพราะไม่ค่อยถนัดเรื่องวิชาการเช่นกัน

แต่ก็อยากให้ทุกคนคิดและพูดออกมา และนำมาสรุปด้วยกันได้แบบนี้ แบบ กศน.ตำบลสามกอ  สำหรับผู้สอนพอใจกับคำตอบของนักศึกษามาก และมักจะพูดวลี ฮิตของไอสไตร์ กับลูกศิษย์เสมอว่า “การมีจิตนาการนั้น สำคัญกว่าความรู้”
เพราะบางคนอาจกลัวว่าจะไม่รู้  ครูก็บอกว่า ไม่รู้ไม่มี มีแต่รู้มากหรือรู้น้อย หรือ รู้อะไรบ้าง ก็เท่านั้น  นศ.ทุกคนมีสรุปเรื่องนี้เป็น mind mapping ลงสมุดมาส่งครู โดยครูให้ทำเป็นรายบุคคลทุกคนค่ะ

ภาพตัวอย่าง mind mapping ในสมุดของนักศึกษา