ชื่อเสียงเรียงนามของ "ดร.ทอม อู๋" อาจจะแปร่ง แปลก ไปจากหูของคนไทย เพราะผู้ชายวัย 73 ปี ผู้นี้เกิดที่ประเทศจีน เคยศึกษาวิชาชี่กงและตำรับ "ยาลับ" จากหมอชี่กง ผู้เร้นกายท่านหนึ่ง ต่อมาได้ศึกษาวิชาแพทย์แผนตะวันตกพร้อมกับค้นคว้าวิชาแพทย์ทางเลือก จนสำเร็จการศึกษาเป็นดอกเตอร์ ด้านโภชนาการและการรักษาด้วยวิธีธรรมชาติ จากสหรัฐอเมริกาสามสิบปีก่อน ดร.ทอม อู๋ เคยป่วยเป็นมะเร็งปอดระยะที่ 3 เข้ารับการรักษาด้วยการแพทย์แผนปัจจุบัน แต่อาการไม่ดีขึ้น
จึงได้รับคำแนะนำให้หยุดการรักษาและเปลี่ยนมากิน "อาหารอินทรีย์" และรักษาด้วย "วิธีธรรมชาติ" ทำให้เขาหายขาดจากโรคมะเร็ง
จากนั้นเขาจึงตัดสินใจละทิ้งการแพทย์แบบเดิม หันมาศึกษาการแพทย์แนวธรรมชาติและโภชนาการอย่างจริงจัง จนได้ปริญญาที่สหรัฐอเมริกา เคยได้รับเชิญให้ไปแสดงปาฐกถาที่ประเทศต่างๆ มีลูกศิษย์ด้านการรักษาด้วยวิธีธรรมชาติและการกินอาหารแบบอินทรีย์กระจายอยู่ทั่วโลก
ดร.ทอม อู๋ ย้อนความหลังให้ฟัง ว่าเมื่อรู้ว่าป่วยเป็นมะเร็งปอดระยะที่ 3 ก็เข้ารับการรักษาจากหมอ มีการแนะนำให้ผ่าตัดปอดข้างขวาสองกลีบบนทิ้งไป ด้วยความอยากหายจึงตกลงผ่าตัดปอด แต่เมื่ออยู่บนเตียงผ่าตัดเขาพบว่ามะเร็งลุกลามไปยังอวัยวะอื่นแล้ว จึงต้องเย็บปิดแผล แล้วหมอก็บอกว่าเขาจะมีชีวิตอยู่ได้อีกเพียงไม่กี่เดือน วิธีเดียวที่เหลืออยู่คือ การทำเคมีบำบัด แต่ก็เป็นแค่การยืดชีวิตเท่านั้น"ผมถามหมอไปว่าจะมีชีวิตอยู่อีกนานแค่ไหนแน่ หมอตอบว่า ไม่ทราบ ตอนนั้นคิดในใจว่าคนที่ป่วยเป็นมะเร็ง ก็เพราะในร่างกายมีสารพิษมากเกินไป ดังนั้น การทำเคมีบำบัดจึงเท่ากับส่งพิษเข้าร่างกายมากยิ่งขึ้นเพื่อฆ่าเซลล์มะเร็งให้ตาย ขณะเดียวกันก็ฆ่าเซลล์ปรกติตายตามไปด้วย ซึ่งอาจทำให้ทรมานยิ่งขึ้น สู้ปล่อยให้ตนเองตายตามธรรมชาติ ไม่ทรมานมากจะดีกว่า
ดังนั้น ดร.ทอม อู๋ จึงปฏิเสธไม่ทำเคมีบำบัดไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ในสภาพท้อแท้และสิ้นหวังไร้หนทางอยู่นั้น ดร.ทอม อู๋ หันไปยึดเอาพระเจ้าเป็นที่พึ่ง หวังจะได้รับความสงบทางจิตใจ โดยหยิบคัมภีร์ไบเบิลขึ้นมาสวดอ้อนวอน แต่ปรากฏว่าคัมภีร์ในมือร่วงลงที่พื้น เปิดให้เห็นบทที่หนึ่งตอนที่ว่าด้วยการสร้างโลก ดร.ทอม อู๋หยิบขึ้นมาอ่านอย่างช้าๆ ตั้งใจ และอ่านกลับไปกลับมาอยู่หลายรอบ"ความคิดของผมตอนนั้น คิดว่าพระเจ้าทรงต้องการให้กินผักที่ไร้รสชาติกับผลไม้รสเปรี้ยวบนต้น จึงแคลงใจว่าแล้วจะทำให้ขาดสารอาหารหรือเปล่า จะตายเร็วขึ้นหรือเปล่า แต่เวลานั้นไม่มีเรี่ยวแรงเลยต้องกินเนื้อสัตว์มากๆ เพื่อจะได้มีกำลังวังชา
ผมสับสนในใจเลยต้องหันกลับไปอ่านหนังสือเกี่ยวกับชี่กงและวิถีการมีอายุยืนยาวหลายเล่ม ในที่สุด ก็ตัดสินใจกินอาหารตามที่พระเป็นเจ้าทรงชี้นำ"ดร.ทอม อู๋ หันมากินผัก ผลไม้ ดื่มน้ำสะอาด และอาบแดด 30 นาที เดินเร็ว 30 นาที ฝึกชี่กง ฝึกหายใจเข้าออก พักผ่อนมากขึ้น เข้านอนเร็วและตื่นแต่เช้า โดยเฉพาะนอนตอนเที่ยงวันเป็นเวลาครึ่งชั่งโมง อาบน้ำร้อนสลับน้ำเย็นทุกวัน"
หลังจากปรับเปลี่ยนความเคยชินในการกินอาหารและใช้ชีวิตเพียง 6 เดือน ก็รู้สึกจิตใจเบิกบาน กำลังวังชาฟื้นฟูเหมือนตอนก่อนป่วย ทำให้มีความเชื่อมั่นมากขึ้น ว่าจะสามารถกลับมามีสุขภาพที่ดีได้ ผมจึงกินผักเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว กินผลไม้ โดยกินแบบดิบๆ ทั้งหมด เนื่องจากกินอาหารที่มีเส้นใยอาหารสูงทุกวัน จึงขับถ่ายวันละ 3-4 ครั้ง แรกๆ ก็รู้สึกกลัวเหมือนกัน เพราะปกติคนเราถ่ายวันละครั้ง ถือว่าปกติ
แต่หลังจากยืนหยัดทำอยู่ระยะหนึ่ง ร่างกายค่อยๆ ผ่อนคลาย จิตใจเบิกบาน ผิวพรรณสดใส จึงคลายกังวล ปล่อยให้ร่างกายมีปฏิกิริยาเป็นไปตามธรรมชาติ"ผ่านไป 9 เดือน ผลการตรวจสุขภาพของ ดร.ทอม อู๋ พบว่าร่างกายเป็นปกติทุกอย่าง ทุกรายการ ไม่มีเซลล์มะเร็งหลงเหลืออยู่เลย!!"ขอบคุณพระเจ้า ผมหายเป็นปกติแล้ว"
ดังนั้น ทุกวันนี้ ดร.ทอม อู๋ ยังคงรับประทานอาหารดิบ ผักสด ผลไม้ และอุทิศตนเพื่อเผยแพร่วิธีการดูแลสุขภาพด้วยอาหารธรรมชาติเหล่านี้ ทั้งยังช่วยกำหนด "เมนูอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคเรื้อรัง"เช่น โรคกระเพาะอาหาร โรคลำไส้ คอเลสเตอรอล สูง โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคเก๊าต์ และโรคมะเร็ง ซึ่งเมนูของเขาส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น อย่างชัดเจน ได้รับการยอมรับและยกย่องทั้งในสหรัฐ อเมริกา และทั่วโลก
ดร.ทอม อู๋ ยังได้รับรางวัลมากมายจากองค์กรสุขภาพ อาทิ รางวัลการดูแลสุขภาพทั้งกายและใจ ของมูลนิธิสันติภาพโลก ของทะไลลามะ Gan Chen (NGO) แห่งสหประชาชาติ รางวัลผู้อุทิศตนเพื่อโรคอัลไซเมอร์ จากโรงพยาบาลเมโย สหรัฐอเมริกา รางวัลผู้อุทิศตนเพื่อการแพทย์แบบธรรมชาติของ มหาวิทยาลัยเปิดแห่งโลกในประเทศอินเดีย รางวัลผู้อุทิศตนเพื่อมวลมนุษย์ ของสมาคมการแพทย์ที่รักษาด้วยการแทงเข็มของปากีสถาน และรางวัลผู้อุทิศตนของสมาคมการแพทย์แนวธรรมชาติของสหรัฐ อเมริกา
ปัจจุบัน ดร.ทอม อู๋ ได้เขียนหนังสือเพื่อแนะนำการดูแลสุขภาพ (แปลเป็นภาษาไทยแล้ว 2 เล่ม) คือ ธรรมชาติช่วยชีวิต, 100 คำถามเจาะลึกเพื่อสุขภาพ และได้รับเชิญไปบรรยาย และแสดงปาฐกถาที่ประ เทศต่างๆ มีลูกศิษย์ด้านการรักษาด้วยวิธีธรรมชาติและการกินอาหารแบบอินทรีย์กระจายอยู่ทั่วโลก
ดร.ทอม อู๋ ศึกษาและค้นพบนั้น เป็นการดื่ม กิน น้ำผักและผลไม้ทั้งเปลือก แกน และเมล็ด เพื่อได้อินทรียสาร รักษามะเร็ง ที่เขาป่วยอยู่จนกระทั่งหายเป็นปกติเมื่อ 30 ปีก่อน
"อินทรียสาร" จากพืช ไม่ใช่สารอาหารตามนิยามของนักโภชนาการ ไม่ใช่ทั้งเกลือแร่และวิตามิน เนื่องจากการขาดสารเหล่านี้ไม่ทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยอย่างใด และไม่ส่งผลต่อการทำงานามปกติของร่างกาย แต่เมื่อไม่กี่ปีมานี้ นักวิทยาศาสตร์พบว่าอินทรีย์สารจากพืชหลายชนิดไม่เพียงช่วยต้านออกซิเดชั่นและต้านอนุมูลอิสระ ยังช่วยให้วิตามินต่างๆ ทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทำให้เวลานี้อินทรีย์สารจากพืชที่แต่เดิมไม่เป็นที่สนใจ กลายเป็นสารอาหารที่ผู้คนให้ความสนใจและขาดไม่ได้ในการเสริมสร้างสุขภาพและต้านมะเร็งในอาหารอย่างธัญพืช ผัก และผลไม้ นอกจากจะมีอินทรียสารแล้วยังมีสารประกอบของ ไซยาไนด์ ซึ่ง มีสรรพคุณชัดเจนในการยับยั้งเซลล์ปกติไม่ให้เปลี่ยนเป็นเซลล์มะเร็ง
ผลการวิจัยทางการแพทย์ในปี ค.ศ.1995 ได้ค้นพบความวิเศษของพืชและผักที่สามารถป้องกันโรค รักษาโรค และชะลอความชรา นั้นแท้จริงอินทรียสารเหล่านี้ ซ่อนอยู่ในเส้นใยและเมล็ดดังนั้น อินทรียสารจากผักและผลไม้จึงเป็นของขวัญที่เราได้รับจากธรรมชาติเพื่อสร้างชีวิตที่ยืนยาวและสุขภาพที่แข็งแรง
ดื่มน้ำผิดวิธี... ....ไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพ อย่าละเลยเรื่องการดื่มน้ำ เพราะน้ำมีความสำคัญต่อร่างกายของเราอย่างมากปกติร่างกายของมนุษย์ควรจะมีน้ำเป็นส่วนประกอบประมาณ 70% แต่ ดร.ทอม อู๋ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการที่สามารถเอาตัวรอดจากโรคมะเร็งได้ บอกว่า
คนในปัจจุบันมีน้ำ ในร่างกายเพียง 60-65% เท่านั้นเมื่อมีน้ำน้อยแล้วเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของเรา ?มันจะทำให้เชลล์ในร่างกายอยู่ในภาพขาดน้ำ เพราะเมื่อน้ำ ไม่เพียงพอ ก็ไม่สามารถขับพิษได้นั่นหมายความว่าอาจทำให้เซลล์ตาย หรือกลายเป็นเซลล์มะเร็งได้และเมื่อเลือดข้นขึ้นจะทำให้ท้องผูก ผิวหนังขาดน้ำทำให้เกิดฝ้าจุดด่างดำ เหี่ยวย่น แก่เร็ว หรือว่าผมร่วงรวมทั้งการดื่มบางอย่าง กลับทำให้สูญเสียน้ำในร่างกายไปด้วยอย่างเช่นเมื่อคุณดื่มกาแฟ 1 แก้ว ทำให้สูญเสียน้ำที่สะสมในร่างกายถึง 3 แก้วถ้าดื่มชา 1 แก้ว ก็จะสูญเสียน้ำไป 2 แก้วหรือว่าคุณดื่มน้ำอัดลมหรือไวน์แดง 1 แก้ว จะสูญเสียน้ำในร่างกายไปถึง 6 แก้วทีเดียวเชียว
ฉะนั้นควรจะต้องรู้ว่าดื่มน้ำอย่างไรจึงจะถูกต้องและวิธีการดื่มน้ำก็สำคัญมาก ควรจิบทีละน้อย เพื่อให้เซลล์ในร่างกายมีเวลาเพียงพอต่อการดูดซึมน้ำ เพราะถ้าคุณดื่มทีเดียว รวดเดียวหมด เซลล์จะดูดซึมไม่ทัน น้ำทั้งหมดจะสูญไปกับการปัสสาวะออกมาโดยเราควรจะรู้ด้วยว่าน้ำแต่ละประเภทที่เราดื่มเข้าไปนั้นมีข้อดี ข้อด้อยอย่างไรน้ำกรองหรือน้ำประปาที่เราดื่มกัน ก็เป็นเพียงการกรองเพื่อกรองโลหะหนักออกไป แต่ว่ายังมีแบคทีเรียและสารเคมีหลงเหลืออยู่
น้ำแร่นั้น กระทรวงเกษตรอเมริการายงานว่า น้ำแร่ที่ขายกันอยู่ มีโลหะหนักและสารอนินทรีย์เป็นปริมาณมาก มีข้อเสียคือจะไปอุดตันช่องว่างระหว่างเซลล์ ทำให้อาหารเข้าไปในเซลล์ไม่ได้ เซลล์จึงค่อย ๆ แก่ตัวและตายไป ซึ่งเป็นต้นเหตุให้เรารู้สึกเพลียง่าย หรือแก่ก่อนวัยเช่นเดียวกับเราไม่ควรดื่มน้ำที่เป็นด่างเป็นประจำ เพราะจะทำให้เกิดอาการอาหารไม่ย่อยและขาดสารอาหาร
ดร.ทอม อู๋ แนะนำว่า หากดื่มน้ำกลั่นวันละ 8 แก้ว (แก้วละ 250 ซีซี) ก็จะทำให้ไตมีน้ำพอที่จะฟอกเลือดได้นอกจากร่างกายต้องการน้ำวันละ 8 แก้วแล้ว ร่างกายของเรายังต้องการอิเล็กโทรไลต์และเกลือแร่ด้วยโดยเฉพาะเกลือแร่ในผักผลไม้ที่เป็นสารอนินทรีย์ ขนาดเล็ก ซึ่งเซลล์ของร่างกายสามารถดูดซึมได้ดังนั้นจึงควรกินผักผลไม้มาก ๆ เพื่อให้ได้รับเกลือแร่ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อนำไปเติมอาหารให้เซลล์นำไปใช้งาน
ดร.ทอม อู๋ ยังให้คำแนะนำด้วยว่า ปริมาณในการดื่มน้ำของแต่ละคนไม่เท่ากันคนที่นั่งอยู่ในห้องแอร์นาน ๆ ให้ดื่มน้ำวันละ 6 แก้วก็พอแต่ถ้าทำงานที่ต้องเดินไปมา ควรจะต้องดื่มน้ำวันละ 8-10 แก้วและถ้าหากทำงานตากแดดอยู่กลางแจ้ง หรือใช้แรงงานหนัก ควรดื่มน้ำวันละ 10-12 แก้ว ร่างกายจึงจะได้รับน้ำอย่างเพียงพอฉะนั้นอย่าละเลยเรื่องการดื่มน้ำ หากดื่มน้ำถูกวิธี ก็จะมีผลดีต่อร่างกาย แต่ถ้าดื่มน้ำผิดวิธี มันจะ สูญเปล่าไปไม่น้อย
หนังสือเล่มนี้ มีประโยชน์ในการดูแลสุขภาพร่างกาย มากค่ะ
ข้อมูลนี้จากเพื่อนส่งมาให้ FW.mail อ่านแล้วมีประโยชน์
เป็นแนวทางในการปฏิบัติเพื่อป้องกันโรคและผู้เป็นโรคได้
จึงนำมาบอกกล่าวนะคะ
ด้วยความปรารถนาดี กานดา แสนมณี

ขอบคุณค่ะ..พี่ใหญ่สนใจเรื่องนี้มานานแล้ว เพราะเชื่อว่าการสร้างความสมดุลแก่ร่างกาย ด้วยธรรมชาติบำบัด น่าจะเป็นทางเลือกที่ได้ผลดีมากวิธีหนึ่ง..
เรียนพี่ดาที่นับถือ
สวัสดีค่ะ คุณพี่ใหญ่
ดายังมีเรื่องมะเร็งที่คุณพ่อของคุณพี่ใหญ่เขียนอยู่อีกค่ะ จะนำมาเขียนบันทึกนะคะ พืชผักธรรมชาติ เป็นอาหารที่มะเร็งไม่ชอบ ถ้าห้ามใจได้จะมีผลดีมากกับผู้ที่เป็นแล้วและผู้ที่มีอายุมากขึ้นนะคะ เพราะมะเร็งบางชนิดจะก่อเนื้อร้ายใช้เวลานานมากก่อนจะทราบว่าเป็นหากทานพืชผักที่ไม่มีเนื้อสัตว์ มันก็จะฝ่อไปได้ ในกรณีที่ยังไม่ทราบว่าตัวเองเป็นมะเร็งแต่มีเซลล์ร้ายเกิดขึ้นบ้างแล้ว ก็เป็นการป้องกันได้วิธีหนึ่งจากอาหาร เพราะปัจจุบันสิ่งแวดล้อมที่ก่อให่ร่างกายเกิดเซลล์ผิดปรกติมีมากมายได้ตลอดเวลาหากร่างกายไม่แข็งแรง ภาพสวยงามากค่ะขอบคุณมากค่ะ
สวัสดีค่ะคุณยาย
พี่ดาไม่ได้เข้าไปทักทายนานเลยแต่คิดถึงเสมอค่ะ ดีจังค่ะ หน้าหนาวใช้ดีมากๆค่ะผิวอยู่ได้ดีทั้งวันไม่ต้องทาซ้ำเหมือนครีมทาผิวบางยี่ห้อนะคะ ทุกคนมีกำลังใจจากน้องไงค่ะ ตอนนี้กะทิแพงมาก แค่ทำได้เองก็ยังถูกกว่าซื้อน้ำมันค่ะ และดีใจที่ทำได้เองด้วยนะคะ คนที่ทานประจำจะมีผลพลอยได้ให้กับร่างกายมากมายค่ะ ขอบคุณมากนะคะ
สวัสดีค่ะคุณชำนาญ
วันนี้พี่ดาก็กินข้าวกับนำพริกปลาทูค่ะ ไม่ได้กินมาตั้งนานอร่อยมากค่ะ คนสมัยก่อน แข็งแรงเพราะอาหารธรรมชาติปัจุบันนี้คนรูเท่าไม่ถึงการณ์มากค่ะมารู้ตอนป่วยแล้วค่ะ ซึ่งอีกไม่นานผู้ป่วยก็คงมากขึ้นทุกวัน หมอจะรับไหวหรือเปล่า จากอาหารต่างๆที่ทำให้เกิดโรค ไม่ต้องอื่นไกลเลยค่ะ เพราะอะไรๆก็ดูอร่อยไปหมดไม่ได้เน้นคุณภาพ หรือเมื่อถึงวัยอายุที่ควรจะกินอะไรให้น้อยลง ก็ควรปฏิบัติ แล้วพ่อครัวดังๆของไทยเรานั้น เมนูอาหารอร่อยทั้งนั้นแต่ควรเป็นวัยอวัยวะกำลังโต ไม่ใช่วัยที่อวัยวะหยุดโตแล้ว กินเข้าไปก็สะสมให้เกิดโรคละค่ะ
มากินเพื่อสุขภาพด้วยคน...เพราะถ้าเราไม่เริ่มดูแลตัวเราแล้วใครก็ช่วยอะไรเราไม่ได้
ของแบบนี้มันอยู่ที่ใจจริงๆนะคะ..คือต้องเอาชนะใจตัวเองอย่าตามใจปากให้มากนัก
แต่ก็อย่างว่าเนาะ...ก็มันอยากกินนี่
ยังไงๆเราก็หนีธรรมชาติไปไม่พ้น..มาพึ่งวิธีการทางธรรมชาติกันดีกว่า...เย้
สวัสดีค่ะพี่ดา
อ่านบันทึกนี้แล้ว ก็ทำให้ต้องปรับเปลี่ยนแนวคิด เรื่องพฤติกรรมการกินอาหาร ของตัวเอง คงจะตามใจปากเช่นนี้ไม่ดีแน่ๆ
...ขอบคุณสำหรับเรื่องราวดี ที่นำแม่แบ่งปัน พี่น้องของเราตลอดมานะคะ
คิดถึงค่ะ
สวัสดีค่ะ
ครูดาหลาพยายามทานเนื้อสัตว์ให้น้อยลง ทานผักมากขึ้น
ปกติก็ทานผักเยอะอยู่แล้วค่ะ
มีความสุขในวันลอยกระทงนะคะ
สวัสดีค่ะพี่ดา
ขอให้มีความสุขวันลอยกระทงน่ะค่ะ
น่าสนใจมากเลยครับ การใช้ของในธรรมชาติดีกว่ายาสมัยใหม่นะครับ
สวัสดีค่ะ...พี่กานดา...
สุขสันต์วันลอยกระทง
ช่วยให้อายุยืนยาว...
สวัสดีค่ะ
สวัสดีคะคุณกานดา คิดถึงทุกวันคะ แต่สุก็รอให้กดคืนมา ถึงจะตามไป นิสัยเป็นเช่นนั้น พยายามจะหาตัวช่วย กดไปเลย ตามแพลนเน็ทที่เห็น ก็กลัวว่าคนที่กดไปไม่ได้เขียนเรื่องใหม่ เรื่องเก่าอ่านหมดแล้ว ใครไม่กดมาแสดงว่าไม่มีเรื่องใหม่คะ คิดถึงทุกคน แต่ต้องทำเวลา ใครมาเยี่ยมถึงจะกดคืนไปตอบคะ
- ประเพณีลอยกระทง เป็นประเพณีที่กำหนดขึ้นเพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์ และขอขมาต่อพระแม่คงคา และที่สำคัญเป็นการสอนให้ลูกหลาน รู้จักคุณค่าของสายน้ำ ปลูกจิตสำนึกที่จะช่วยกันดูแลและรักษาสายน้ำสืบไป เป็นมงคลชีวิตธาตุน้ำ คืนนี้ที่บ้านสุ ก็มีเทศบาลจัดประเพณีลอยกระทง เหมือนเช่นทุกปี ประกวดกระทง ประกวดนางนพมาศ ตลอดคืน มีโปงลางโรงเรียนศรีกระนวน ขับกล่อมตลอดงานจนเลิก 4 ทุ่ม ประกาศรางวัล แต่ปีนี้สุ มีลูกน้อย เลยไม่ได้ไปเก็บภาพ วันนี้ก็มีแห่งานงิ้วด้วย ก็ไม่ได้เก็บภาพ แต่ดูแล้วก็เหมือนปีที่แล้วคะ ทุกวันนี้ ไม่ค่อยได้ภาพได้ข่าว อำเภอกระนวน เพราะไม่ว่างเหมือนก่อนคะ ขอบคุณมาก ที่เข้ามา เป็นคนที่หนึ่งเลยคะ
-คอมสุ ก็ยังโหลดช้า คงต้องเช็คที่องค์การโทรศัพท์ ว่าเขาให้รุ่นกี่เม็ก เพราะสุจ่ายเงินเขาแบบเร็วๆๆคะ
-กระทงสวยมากเลย คงจะมีอะไรดีดี จะตามไปเยี่ยมเดี๋ยวนี้แหละคะ
-ตามมาแล้วคะ มาเยี่ยมอ่านบทความ สุดยอดเลยคะ การทานอาหารที่เป็นพืชผักผลไม้ ช่วยลดการเกิดมะเร็ง บรรเทาลง และที่สำคัญการดื่มน้ำ ที่บอกมา ดื่มแบบไหนถึงจะให้คุณ ขอบคุณมากมายเลยคะ
-แม้จะเขียนยาว แต่น่าสนใจอ่านหมดเลยคะ เพราะรักสุขภาพมาก ได้ความรู้และตระหนักในเรื่องการบริโภคอาหาร ทานเนื้อสัตว์ให้น้อยลง ทานพืชให้มากๆๆโดยเฉพาะพืชผักที่ปลอดสารพิษ คือผักที่ปลูก หรือรู้ว่าเขาปลูกเพื่อบริโภคเอง ไปซื้อตามสวนเลย ถ้าใกล้ ธรรมดาสุก็ชอบบริโภค พืช ผัก สด คะ ดูหน้าจะอ่อนกว่าวัยด้วยซ้ำ
-บางอย่างเพื่อสุขภาพ เราต้องตระหนัก และดูแลเป็นพิเศษนะคะ แม้การดื่มน้ำ ถ้าอยากให้คุณต้องจิบ สุจะเริ่มฝึกจิบน้ำแล้วคะ ไม่ให้เลือดข้นคะ
-ขอบคุณเรื่องน้ำแร่ แม้จะให้คุณ แต่ก็ให้โทษกลับมา สู้อยู่แบบธรรมชาติบำบัดดีกว่านะ
-ขอบคุณคุณกานดาไม่พอ ขอบคุณ MR.อู๋ด้วย ที่ให้ความรู้มากมาย คะ
*** สุขสันต์วันลอยกระทงนะคะ...คุณกานดา!***
