กรณีที่รถยนต์สูญหาย ผู้เช่ายอมชดใช้ค่ารถยนต์เป็นเงินเท่ากับค่าเช่าซื้อส่วนที่เหลือที่ผู้เช่าจะต้องชำระทั้งหมดตามสัญญาเช่าซื้อทันที

ฮิ.ฮิ.......เจอะหัวข้อนี้เข้า...เลย...งง....ซิ

ผ่อนกุญแจนี้เกี่ยวกับวงการ....อุต...สา...หา....กรรม..การผลิตรถยนต์ป่าวนะ....(ภาษาที่ถูกคือ....เปล่านะ...ซิมิ..ซิมิ..)

ดูภาพให้สบายใจก่อนไม่ต้องคิดมาก

 

เอาหละไม่ต้องคิดมากเดี๋ยวเยี่ยวเหลือง....ฮิ..ฮิ..

ที่บอกว่าผ่อนกุญแจนี้ผมหมายถึง การเช่าซื้อรถยนต์ ในระหว่างที่ยังผ่อนไม่หมด อยู่ๆรถยนต์คันที่เราเช่าซื้อมาถูกไอ้คอฅน (ไม่รู้จะเรียกอะไรดี) มาเอาไปใช้แบบไม่ยอมเอากุญแจไปด้วย และไม่มีโอกาสได้รถคืน  ผู้เช่าซื้อเลยสุดเจ็บ เพราะไม่ผ่อนกุญแจต่อก็จะถูก ผู้ให้เช่าซื้อฟ้องร้องเอา หากจะผ่อนต่อก็มีแต่จ่ายตังค์แต่ไม่มีรถให้ขับ เออ.....แล้วจะทำไงดีหละ......ทั้งกลุ้มทั้งเจ็บ.....นี้คือข้อเท็จจริงโดยย่อ

แล้วใครช่วยได้หละครับ...หากเจอปัญหาเยี่ยงนี้

ทนายครับ....ช่วยท่านได้.....จะให้ช่วยก็ต้องจ่ายตังค์อีกแล้ว.....ฮา......

เรื่องนี้เกิดเมื่อปี 2541

ในช่วงเช้าเมื่อผมเข้าสำนักงานก็ได้พบกับ บุรุษ ผู้น่าสงสารท่านหนึ่ง ผมดูแล้วอายุก็น่าจะมากกว่าผมหลายปี แต่ยกมือไหว้ผมพร้อมกับเรียกผมว่าพี่ทนาย ผมเลยสะดุ้งรีบบอกว่าท่านกรุณาอย่างเรียกผมว่าพี่..ไม่อยากแก่..ฮา..หลังจากสอบถามที่มาที่ไปจึงทราบว่าเจ้าของโรงงานปลาทูน่า ที่ผมเป็นที่ปรึกษาอยู่แนะนำให้มาหา เพราะเดือดร้อนเรื่องรถยนต์ที่เช่าซื้อมายังผ่อนค่ารถไม่หมดถูกลักไป ตอนนี้ต้องมาผ่อนกุญแจอยู่ ขอให้ช่วยบอกกลุ้มใจมากกินไม่ได้นอนไม่หลับทั้งเจ็บใจทั้งเสียใจ     ไปขอเจรจากับผู้ให้เช่าซื้อ (บริษัทลิสซิ่ง) จะขอผ่อนชำระบางส่วนแต่ไม่ได้รับความยินยอม กลับถูกข่มขู่ว่าหากไม่ชำระเงินที่เหลือทั้งหมดในครั้งเดียวจะถูกฟ้องร้องและติดตามยึดทรัพย์  ขณะที่พูดก็เห็นตาแดงๆแบบหมดอาลัยกับชีวิต  

ผมในฐานะทนาย....ก็ต้องยิ้มรับไปก่อนและเรียนบุรุษท่านนี้ว่า ใจเย็นๆท่าน....ทุกอย่างต้องมีทางออก.....(ทั้งที่ขณะนั้นผมยังคิดไม่ออกเลยว่าจะช่วยยังไงแต่ไม่กล้าบอกเพราะกลัวบุรุษท่านนี้จะผูกคอตายหน้าสำนักงานผม)

พักสายตาก่อนนะครับ

 

 

 

ไปกันต่อนะ ตั้งจิตให้นิ่งนึกถึงคนนอกบ้านน่าตาดีๆไว้....ฮิ.ฮิ..

เมื่อผมได้สอบปากคำและตรวจดูเอกสารต่างๆแล้วก็มีข้อสรุปได้ว่า

1.รถยนต์คันนี้ทำสัญญาเช่าซื้อกันในราคา 666,000.-บาท

2.แบ่งผ่อนค่าเช่าซื้อเป็น 36 งวดๆละ  18,500.-บาท

3.นับถึงวันที่มาพบผมได้ผ่อนชำระไปแล้ว 15 งวดเป็นเงิน 277,500.-บาท รวมกับเงินดาวน์ที่ชำระในงวดแรกอีก 50,000.-บาทเป็นเงินที่จ่ายแล้วทั้งสิ้น 327,500.-บาท

4.รถยนต์คันนี้มีประกันภัยประเภท 1 (ที่เราเรียกกันติดปากว่าชั้นหนึ่งนะครับ) ไว้ในวงเงิน 620,000.-บาท ระบุให้ผู้ให้เช่าซื้อเป็นผู้รับประโยชน์ รถยนต์ถูกลักไปก่อนมาพบผมประมาณ 5 เดือนมาแล้ว ภายหลังผมสอบถามไปยังบริษัทประกันภัยทราบว่าทางผู้ให้เช่าซื้อได้รับเงินค่าสินไหมเต็มวงเงินประกันแล้ว

5.ตามสัญญาเช่าซื้อกำหนดไว้ว่าในระหว่างการผ่อนชำระค่าเช่าซื้อ รถยนต์คันนี้ต้องทำประกันภัยประเภท 1 ไว้เต็มวงเงินทุกปี และต้องเป็นบริษัทประกันภัยที่ผู้ให้เช่าซื้อกำหนด

6.สัญญาเช่าซื้อฉบับนี้มีผู้ค้ำประกันด้วยหนึ่งท่านยินยอมรับผิดในฐานะลูกหนี้ร่วม ที่สำคัญคือผู้ค้ำประกันท่านนี้เป็นผู้มีพระคุณกับผู้เช่าซื้ออย่างมาก ไม่อาจจะให้ต้องรับภาระหรือถูกฟ้องร้องใดๆได้เลย ซึ่งสิ่งนี้เป็นสาเหตุหลักของความกลัดกลุ้ม จนมองไม่เห็นทางออก

พักตาอีกทีนะครับ

 

ต่อนะครับ ตั้งใจอ่านดีๆ ข้อนี้สำคัญ

7.ผมพบว่าในเงื่อนไขของข้อสัญญาเช่าซื้อมีข้อความอยู่ตอนหนึ่งที่ผู้เช่าซื้ออ่านแล้วมีความประสงค์จะให้ M-150 ตกใส่ บริษัทลิสซิ่ง ข้อความระบุไว้ตามที่ผมคัดมานี้ครับ

(ในสัญญาเรียก “ผู้ให้เช่าซื้อ” ว่า “ เจ้าของ”  เรียก “ผู้เช่าซื้อ” ว่า “ผู้เช่า” )

ข้อ 3.......

(จ).กรณีที่รถยนต์สูญหาย ผู้เช่ายอมชดใช้ค่ารถยนต์เป็นเงินเท่ากับค่าเช่าซื้อส่วนที่เหลือที่ผู้เช่าจะต้องชำระทั้งหมดตามสัญญาเช่าซื้อทันที  โดยผู้เช่าจะไม่ยกเหตุที่เจ้าของมีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทผู้รับประกันภัยตามกรมธรรม์ผู้เช่าประกันภัยรายที่ผู้เช่าเป็นผู้ชำระเบี้ยประกันภัยตามเงื่อนไขของสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 3(ฉ) มาปฏิเสธความรับผิดที่จะต้องชำระราคาดังกล่าวข้างต้น

(ฉ)ผู้เช่าจะประกันภัยรถยนต์โดยทันที (เว้นแต่เจ้าของจะได้ตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นอย่างอื่น) และระหว่างอายุสัญญาฉบับนี้จะประกันภัยรถยนต์ไว้ตลอดเวลาโดยใช้กรมธรรม์ชนิดให้ความคุ้มครองเต็มจำนวนราคาค่าเช่าซื้อโดยปราศจากข้อกำหนดความรับผิดอย่างต่ำที่ผู้เอาประกันจะต้องรับผิดชอบเองหรือข้อจำกัดสิทธิใด ๆ กับบริษัทประกันภัยที่เจ้าของเชื่อถือ และให้สลักหลังระบุให้เจ้าของเป็นผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์เต็มจำนวนและมอบกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวไว้กับเจ้าของ   ผู้เช่าในฐานะผู้เอาประกันภัยต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์อย่างเคร่งครัด ถ้าผู้เช่าส่งคืนรถยนต์ให้แก่เจ้าของหรือถ้าเจ้าของกลับเข้าครอบครองรถยนต์นั้น ส่วนได้เสียของผู้เช่าในการประกันภัยใด ๆ ที่ทำไว้ตามสัญญาฉบับนี้ให้ตกเป็นของเจ้าของอย่างสิ้นเชิง  โดยให้เจ้าของมีสิทธิได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่จากการประกันภัยดังกล่าวรวมทั้งสิทธิเรียกร้องใด ๆ ตามกรมธรรม์ที่ยังค้างอยู่ ณ เวลาที่ส่งรถยนต์คืน หรือ ณ เวลากลับเข้าครอบครองรถยนต์และ/หรือส่วนลดเบี้ยประกันภัยใด ๆ สิทธิที่จะได้รับเงินจำนวนใด ๆ และเงินทั้งหมดที่บริษัทผู้รับประกันภัยจะต้องจ่ายและที่ได้จ่ายในกรณีรถยนต์ถูกลักหรือเสียหายอย่างสิ้นเชิงตามสัญญาประกันภัยใด ๆ ดังกล่าวแล้วให้บริษัทรับประกันภัยจ่ายให้แก่เจ้าของโดยตรงและโดยสัญญานี้ ผู้เช่ามอบหมายอำนาจอันจะเพิกถอนมิได้ให้เจ้าของเป็นผู้ออกใบรับเงินให้แก่บริษัทผู้รับประกันภัยสำหรับเงินใด ๆ ที่บริษัทผู้รับประกันภัยจะต้องจ่ายตามสัญญาประกันภัยดังกล่าว

เป็นไงครับเริ่มเบื่อยัง พักไปดื่มน้ำปัสสาวะตามปกติก่อนแล้วกันครับ...ฮิ.ฮิ...

 

 

เมื่อตะกี้ท่านใดพักไปดื่มน้ำก็โชคดีไป แสดงว่าเว้นวรรคได้ถูก...ฮา.....

กลับมาเข้าเรื่องต่อนะครับ

เมื่ออ่านข้อสรุปทั้ง 7 ข้อแล้วเห็นหรือยังครับว่าทำไมต้องผ่อนกุญแจทั้งที่รถยนต์ได้ถูกลักไป สัญญาในข้อ 3 (จ.) กับข้อ 3 (ฉ.) ก็ระบุไว้ชัด แล้วผมจะช่วยยังงัยหละ......ฮิ.ฮิ....

ถ้าจ่ายตังค์ค่าทนายช่วยได้ครับ....ฮา....(บอกแล้วอย่าปรองดองกัน...ฮิ.ฮิ...)

คือผมช่วยยังงี้ครับ

แทนที่บุรุษท่านนี้จะต้องตกเป็นจำเลย

ผมให้ท่านได้รับเกียรติเป็นโจทก์ครับ.....เออ...เลย....งง...มันทำงัยวะ..ฮิ.ฮิ....จ่ายตังค์ค่าทนายแล้วไม่ผิดหวังรับรอง.....ฮา....

ตามที่ผมสรุปประเด็นมาให้ทราบสั้นๆ หากท่านอ่านทำความเข้าใจสักเล็กน้อยก็จะเห็นได้ว่า ผู้ให้เช่าซื้อ จะได้รับค่ารถยนต์คันนี้ถึงสองทาง

ทางแรก   จากผู้เช่าซื้อ ที่จะต้องชำระเงินทั้งหมดทันทีที่รถยนต์สูญหายมีกำหนดไว้ตามที่ผมขีดเส้นใต้ไว้นะครับ แต่ปรากกฎว่า ผู้เช่าซื้อยังใช้วิธีผ่อนชำระตามรายงวดเช่นเดิม รวมเป็นเงินที่ชำระตามงวดไปแล้ว 277,500.-บาท

ทางที่สอง  จากบริษัทประกันภัยที่ต้องจ่ายเป็นค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยที่ทำไว้ในวงเงิน 620,000.-บาท ค่าสินไหมนี้ทางประกันเขาจ่ายให้ผู้รับประโยชน์ คือตามที่ผมหมายสีไว้และเป็นไปตาม (ฉ) ตามทันนะครับ

ที่นี้เมื่อรวมทั้งสองทางแล้วจะเห็นได้ว่าผู้ให้เช่าซื้อ(เจ้าของ)ได้เงินไปแล้วทั้งสิ้น 897,500.-บาท นี้ยังไม่รวม 50,000.-บาทที่จ่ายเงินดาวน์ นะครับ พอมองออกหรือยัง.....ราคารถที่ผ่อนตามสัญญา 666,000.-บาท ก็เท่ากับได้รับเงินเพิ่มขึ้นอีก 231,500.-บาท ถ้ารวมกับ 50,000.-บาท เท่ากับได้รับเงินเพิ่มขึ้นถึง 281,500.-บาท เป็นไงครับ สัญญานี้ให้ความเป็นธรรมกับผู้เช่าซื้อ(ผู้เช่า)ป่าวครับ.....ไม่เป็นธรรมใช่ป่าว....ฮิ.ฮิ...ยังงี้มันต้องฟ้องครับ

คดีนี้ผมฟ้องทางแพ่ง ข้อหาว่า ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต และผิดสัญญาเช่าซื้อ และลาภมิควรได้ครับ

ผมตั้งเรื่องฟ้องเรียกเงินส่วนที่ชำระเกินกว่าสัญญาเช่าซื้อที่ผู้ให้เช่าซื้อควรจะได้รับ  คือเรียกเอาส่วนที่เกินไป 281,500.-บาท พร้อมดอกเบี้ย ร้อยละ  7.5 ต่อปี

ผลคดี

ความเป็นธรรมมีครับศาลพิพากษาให้ผู้ให้เช่าซื้อคืนเงินแก่ผู้เช่าซื้อเป็นเงิน 320,000.-บาท(คำพิพากษามีเศษด้วยแต่เอาแค่ตัวกลมๆ) ในคำพิพากษามีข้อความตอนหนึ่งที่ผมขอนำมาบันทึกไว้ ณ ที่นี้เพื่อความเข้าใจของท่านผู้ที่ได้แวะมาอ่านบันทึกนี้ ข้อความมีว่า

“ กรณีรถยนต์ที่เช่าซื้อถูกลักไป จำเลยผู้ให้เช่าซื้อได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัย  ทางหนึ่ง และได้จากโจทก์ผู้เช่า อีกทางหนึ่ง เป็นการเกินกว่าความเสียหายที่จำเลยได้รับ  และการที่โจทก์เสียเบี้ยประกันภัย โดยยินยอมให้จำเลยเป็นผู้รับประโยชน์จากกรมธรรม์ประกันภัยก็เพื่อโจทก์จะไม่ต้องรับเป็นภาระใช้ค่ารถให้แก่จำเลย และจำเลยได้รับค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัยไปแล้วยังใช้สิทธิรับเงินค่าเช่าซื้อที่เหลือจากโจทก์ ภายหลังอีกทางหนึ่งเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต  จำเลยต้องคืนเงินค่าเช่าซื้อดังกล่าวให้โจทก์  ”

คำพิพากษาส่วนที่คัดมานี้อธิบายความได้แจ้งชัด คราวนี้ท่านคงทราบแล้วว่า...ทนายนะน่ารัก...คบไว้...นอกจากเสียตังค์แล้ว...โอกาสได้ตังค์ก็มี....ฮา......

 

พักอีกทีนะครับ จะดื่มน้ำอะไรก็ตามสะดวกครับ..ฮิ.ฮิ..

 

 

มาตราที่อ้างอิงมีตามนี้ครับ

มาตรา 5 ในการใช้สิทธิแห่งตนก็ดี ในการชำระหนี้ก็ดี บุคคลทุกคนต้องกระทำโดยสุจริต

มาตรา 406 บุคคลใดได้มาซึ่งทรัพย์สิ่งใด เพราะการที่บุคคลอีกคนหนึ่งกระทำเพื่อชำระหนี้ก็ดี หรือได้มาด้วยประการอื่นก็ดี  โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้  และเป็นทางให้บุคคลอีกคนหนึ่งนั้นเสียเปรียบไซร้  ท่านว่าบุคคลนั้นจำต้องคืนทรัพย์ให้แก่เขา   อนึ่งการรับสภาพหนี้สินว่ามีอยู่หรือหาไม่นั้น ท่านก็ให้ถือว่าเป็นการกระทำเพื่อชำระหนี้ด้วย

    บทบัญญัติอันนี้ท่านให้ใช้บังคับตลอดถึงกรณีที่ได้ทรัพย์มา เพราะเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งมิได้มีได้เป็นขึ้น หรือเป็นเหตุที่ได้สิ้นสุดไปเสียก่อนแล้วนั้นด้วย

 

มาตรา 572  อันว่าเช่าซื้อนั้น คือสัญญาซึ่งเจ้าของเอาทรัพย์สินออกให้เช่า และให้คำมั่นว่าจะขายทรัพย์สินนั้น หรือว่าจะให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นสิทธิแก่ผู้เช่า โดยเงื่อนไขที่ผู้เช่าได้ใช้เงินเป็นจำนวนเท่านั้นเท่านี้คราว

    สัญญาเช่าซื้อนั้นถ้าไม่ทำเป็นหนังสือ ท่านว่าเป็นโมฆะ

  

เห็นยังครับ "ยุติธรรมคือศาสตร์" จริงๆนะจะบอกให้

คราวหน้ามารู้เรียนเรื่อง “ ค้ำประกัน ”

ปล.ขออภัยทุกท่านไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับที่ผมเข้ามาเขียนบันทึกให้อ่านล่าช้ากว่ากำหนด