คุณค่าทางวรรณศิลป์
๑. การใช้คำ
การเลือกใช้คำ กวีเลือกใช้คำภาษาถิ่นใต้มาใช้ในการแต่ง ซึ่งคำภาษาถิ่นใต้มีความงามในด้านเสียง แต่อ่านค่อนข้างยากมาประกอบกันเพื่อแสดงให้เห็นความงดงามอ่อนโยนของตัวละคร และใช้ภาษาที่มีความเหมาะสม ทำให้กระบวนกลอนไพเราะสละสลวย
๑.๑ การเล่นคำ เป็นกลวิธีที่ให้ความไพเราะด้านเสียงอีกวิธีหนึ่ง ช่วยทั้งด้านเสียงและเรื่องความหมายให้ไพเราะจับยิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น
ผัวด่ามันดาโต่ ภาลภาโลไม่รู้จน ปากกล้าลิ้นลาวน เอาชะนะไม่ละมือ ผัวจะตี่มันจะตอย คอยพอลำตำเทีดหฤา ผัวกำหมัดมันกำมือ ต่งงท่ามวยพวยเซ้าหา ผัวผลักฅอหมันใส่ ผัวรุนไปมันดันมา ผัวถองร้องเอาวา วางเซ้าฉุดยุดแรงรัง
(มโนหรานิบาต, หน้า ๖๙)
จากคำประพันธ์ข้างต้นจะเห็นได้ว่ามีการเล่นคำว่า “ผัว” ในต้นวรรคของคำประพันธ์เพื่อเป็นการเน้นย้ำความหมาย ทำให้ได้ความหมายแบบย้ำความและยังได้เสียงที่ไพเราะมีจังหวะในการอ่าน
๑.๑.๑ เล่นคำซ้ำ การใช้คำซ้ำกันในตำแหน่งต่างๆของคำประพันธ์ ช่วยสร้างอารมณ์
ความรู้สึกและเน้นย้ำความหมาย ตัวอย่างบทประพันธ์ เช่น
ประที่นห่อมกลิ่นปราง กลิ่นโอฐนางติดพระเขน้ย หอมกลิ่นเกษาเสย เชยชมร่วมรักกามา ห่อมกลิ่นพระกายแก้ว ยงงติดต้องพระภูษา ปูปะทมหมนิทรา รศราคฟุ้งขจร…
(มโนหรานิบาต, หน้า ๑๙๕-๑๙๖)
จากคำประพันธ์ข้างต้นจะเห็นได้ว่ามีการเล่นคำว่า “กลิ่น” ในวรรคต่างๆ ทำให้มีเสียงที่ไพเราะและได้จังหวะในการอ่าน นอกจากนี้ยังเป็นการซ้ำคำเพื่อเน้นย้ำความหมาย
นอกจากนี้ยังมีการเล่นคำซ้ำที่ใช้ไม้ยมก ดังบทที่ว่า
คลำดูกอนหรา ยอพระกอรคว้า ในน้ำพลางงม พบต้องร้อง วาย คายๆ คมๆ รีๆ กลมๆ เสมือนงูศระวา นางน้องหนึ่งเส้า งามยิ่งวิ่งเซ้า คลำซ้ายคลำขว่า
ถูกนาคบาท อันคาดชงคา ละลายตาหา มูทูงูไทร…
(มโนหรานิบาต, หน้า ๗๒)
จากคำประพันธ์ข้างต้นจะเห็นได้ว่ามีการเล่นคำซ้ำโดยใช้เครื่องหมายไม้ยมก คือ คายๆ คมๆ รีๆ กลมๆ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงลักษณะของงู
๑.๑.๒ เล่นคำซ้อน เป็นการนำคำเดี่ยว ๒ คำที่มีความหมายหรือเสียงคล้ายกัน ใกล้เคียงกันมาเข้าคู่กัน โดยตำแหน่งของคำซ้อนอาจอยู่ชิดกันหรือแยกจากกัน เพื่อเล่นคำล้อและย้ำความ เช่น
ผู้หนึ่งชื่อบุตรี ภรรยาคนมืดม้ว แสนงอนวอนวิ่งผัว โลมลาเภเททุบาย จูบกอดหมันศักสอบ กรก็รอบรัตฅอชาย งายแงนแอนเอนกาย พายหลังเหล็นชูมารษา
(มโนหรานิบาต, หน้า ๖๘)
จากคำประพันธ์ข้างต้นจะเห็นได้ว่ามีการเล่นคำซ้อนคือ คำว่า “มืดมัว” “หงายแหงน” “แอนเอน” ซึ่งเป็นคำที่ทั้งซ้อนเสียงทำให้มีเสียงของคำที่ไพเราะ และซ้อนความหมายช่วยในการเน้นย้ำความหมาย
๒. การใช้โวหารภาพพจน์
การใช้โวหารภาพพจน์ เป็นกลวิธีการนำเสนอสารโดยการพลิกแพลงภาษาที่ใช้พูด หรือเขียนให้แปลกออกไปจากภาษาตามตัวอักษรทำให้ผู้อ่านเกิดภาพในใจ เกิดความประทับใจ เกิดความรู้สึกสะเทือนใจ เป็นการเปรียบเทียบให้เห็นภาพอย่างชัดเจน
๒.๑ อุปมา คือ การเปรียบเทียบว่าสิ่งหนึ่งเหมือนกับสิ่งหนึ่งโดยใช้คำเชื่อมที่มี ความหมายเช่นเดียวกับ คำว่า “เหมือน” เช่น ดุจ ดั่ง ราว ราวกับ เปรียบ ประดุจ เฉก เล่ห์ ปาน ประหนึ่ง เพียง เพี้ยง พ่าง ปูน ฯลฯ
ตัวอย่างเช่น
มีอัคชาเยด เป็นมงกุดเกษ จอมเกล้ากษัตรี ทรงนามจอมขวัน พระจรรเทพี มีงเมีองเรีองศรี สมบูรรณกาโย ล้ำลักษณมี อัปษรสาวศรี แห่งอำมรินโท นางในดุสิต พีจิตรสุนทโร ดั่งนางในโส ฬดพรหมสมบูรรณ
(มโนหรานิบาต, หน้า ๑๔)
จากคำประพันธ์ข้างต้นจะเห็นได้ว่ามีการใช้อุปมาในการเปรียบเทียบความงามของอัครชายาท้าวอาทิตยวงษ์ ว่ามีความงามอัปสร เหมือนกับนางฟ้าในสวรรค์ชั้นดุสิต เหมือนนางฟ้าในสวรรค์ชั้นโสฬส ซึ่งเป็นการใช้ความเปรียบเชิงอุปมาทำให้เห็นความงามและเป้นความงามที่ไม่มีผู้ใดเทียบได้
และ
ป่างพระโพธิสัตวเจ้า อยู่ยังด่าวดึงษา แจ่งในพระกรมลยา วาจักสิ้นซึ่งพระชนม์ มาไลยทัดอุบัดสร้อย เหงื่อไคย้อยท้วสกล จุติจากแต่พีมล เทียรทองก็ลงมา สูยังอุทรวรนารถมาตุโครธรจันท่า วรอัคฉายา อาทิตยวงษ์ทรงพระครรภ์ เนาวในพระครรภับ ด่งงมณีโชติพรายพรรณ ศรีอะแหร่มแจ่มจับสรร- ระภางองค์พระชนนี ตะโจแลมังษา รจนาแจ่มจับศรี ดั่งจันธร์เพ่งบูรรณ์มี ปรากฎิในมาดุรัง
(มโนหรานิบาต, หน้า ๑๘)
จากคำประพันธ์ข้างต้นจะเห็นได้ว่ามีการใช้โวหารภาพพจน์แบบอุปมาในการเปรียบเทียบให้เห็นว่าพระโพธิสัตว์ที่มาประสูติในครรภ์ของนางจันทาเทวี ทำให้ครรภ์มีลักษณะเหมือนดวงมณีหลากหลายศรี สวยงาม ผิวพรรณนางก็แจ่มใสเหมือนกับพระจันทร์วันเพ็ญ ซึ่งแสดงถึงบุญญาบารมีและความยิ่งใหญ่ของพระโพธิสัตว์อีกด้วย
และ
ท้าวชมพูจิตนาคา ร้อนรนกรมลยา ดังเพลิงลามไหม้สาคะโร ท้วทงงพีภพนาโค ด่งงหนึ่งเตโช ศรียันบันดารเผาแผน
(มโนหรานิบาต, หน้า ๑๔)
จากคำประพันธ์ข้างต้นจะเห็นได้ว่ามีการใช้อุปมาเปรียบเทียบอารมณ์โกรธของท้าวชมพูจิตรว่าโกรธมากเหมือนกับไฟไหม้น้ำ พิภพบาดาลเหมือนไฟไหม้เผาแผ่นดิน ซึ่งแสดงให้เห็นอารมณ์โกรธมากของท้าวชมพูจิตร
และ
ทรงโฉมปรโลมญ่ว เยาวราคสงสาร มนุษเหนให้ลืมแล วรกาษเกษคำญญับ ปีกแมลงทับทองแปร วรภักตร์ลักแล่แข กันนาบกุมกลีบมาลา ขนงด่งงเกาทัณฑ์ พระราเมศมลางยักกษา ไนย์เนตรคฤาด่งตา ลูกเนีอน้อยมฤคลำยองพระโอฐคงงช่างวาษ แต่งด้วยชาตหรคุนรอง พระสอฅอตกปล้อง ด่งงทองลวดประคาศพันพระถันนังทังสองสัพ ดังพลับทองสุวรรณ์ พระอุระนาพีพัน ทักขิณทิษเวียนวํง อุระดงงต้นกล้วย ทลีทองระทวยทรง พระชงดฤาด่งงค่า พาลมฤคราชา บาทาดั่งคูลิง ทศรัยซึ่งนักซา ดังแต่มพล้อยมุกดา หารเพริศพร้อมด่งงกอร
(มโนหรานิบาต, หน้า ๔๙-๕๐)
จากคำประพันธ์ข้างต้นจะเห็นได้ว่ามีการใช้อุปมาเปรียบเทียบความงามของนางมโนห์ราว่า ผิวพรรณสีเหมือนกับปีกแมลงทับทอง ใบหน้าเหมือนดังดวงจันทร์ หูเหมือนกับกลีบของดอกไม้ คิ้วเหมือนคันธนูของพระรามที่ใช้ในการปราบยักษ์ ดวงตาเหมือนกับตากวางที่เพิ่งเกิดใหม่ ปากงามเหมือนกับวาดไว้ แต่งเติมด้วยชาด คอเป็นปล้องเหมือนกับมาคาดพัน นมทั้งสองข้างเหมือนกับทอง สะดือเวียนขวาเป็น อกเหมือนต้นกล้วยทอง แข้งเหมือนต้นกล้วย เท้าเหมือนกวาง นิ้วมือทั้งสิบงามเหมือนพลอย มืองามเหมือนมุกดา ซึ่งจากความเปรียบทั้งหมดแสดงถึงความงามของนางมโนห์รา ที่กวีได้พรรณนาทีละส่วนอย่างละเอียด ทำให้เห็นภาพความงามของนางมโนห์รา
๒.๒ อุปลักษณ์ คือ การเปรียบเทียบ สิ่งหนึ่งเป็นอีกสิ่งหนึ่ง อุปลักษณ์จะไม่กล่าวโดยตรงเหมือนอุปมา แต่ใช้วิธีกล่าวเป็นนัย ให้เข้าใจเอาเอง ที่สำคัญ อุปลักษณ์จะไม่มีคำเชื่อมเหมือนอุปมา
ตัวอย่างเช่น
คิดหวังนาคงงแสว่ง ผู้อันจะแปลง ประเทษมาเปลี่องทุกขา พราหมณเหนศิลเวทธีคุณยา น้ำเป็นทุมมา พ่อสิ่นเชีงเครี่องสมูลไพร คิดกันจะทำยาใหญ่ ให้สมุทเป็นไฟ ก็ชวนกันไปเก็บยา จึงงดสารทเวทวิชา ชวนกันคัมนา ก็เซ้าไปสุหิมพานต์ เก็บยาหว่านม่หากาล นางกวักหณุมาน กำมลังไวยราบเพ็ชใหญ่ เพ็ชน้อยเสนหจรรต่งงไต พอกราบการน้อยใหญ่ ระระงับกระทืบยอดหิงหาย
(มโนหรานิบาต, หน้า ๓๐)
จากคำประพันธ์ข้างต้นจะเห็นได้ว่ามีการเปรียบเทียบแบบอุปลักษณ์ในการเปรียบการทำยาว่าทำให้น้ำในมหาสมุทรเป็นไฟ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความวิเศษของยาที่พราหมณ์จะทำสามารถทำให้น้ำในมหาสมุทรเป็นไฟได้
และ
พรานบุญทฤกศรี ภวกพรหมณหณโลกี โกลำกรรทำอุกหังการ ขึ้นเกาทันมาศด้วยดอกยา กระทืบสุทา พลางร้องตวาดว่าเฮย ว่าพราหมณหน ใดคลนี้เอย ทำดังนี้เหวย ทำดังเหว้ย อาทรรเป็นเสี่ยนแผ่นดิน
(มโนหรานิบาต, หน้า ๓๗)
จากคำประพันธ์ข้างต้นจะเห็นได้ว่าคำพูดของพรานบุญที่พูดตวาดพราหมณ์มีการใช้อุปมาในการเปรียบการกระทำของพราหมณ์ว่าเป็นเสี่ยนหนามของแผ่นดิน
๒.๓ อติพจน์ หรือ อธิพจน์ คือโวหารที่กล่าวเกินความจริง เพื่อเน้นความรู้สึก ทำให้ผู้ฟังเกิดความรู้สึกที่ลึกซึ้ง ภาพพจน์ชนิดนี้นิยมใช้กันมากแม้ในภาษาพูด เพราะเป็นการกล่าวที่ทำให้เห็นภาพได้ง่ายและแสดงความรู้สึกของกวีได้อย่างชัดเจน
ตัวอย่างเช่น
นางย่อคุลิงวาง กลางขนงเพี่อจะลา
ไหว้สังเทวะรุกขา สาวสเทีนเดีนตามพราน
ชักผ้าสไบคลุม พระเศียรให้เพียงวายปราน
ชลในไหลย้อยป่าน ดังพิรุนปรายโปรย
(มโนหรานิบาต, หน้า ๘๒)
จากคำประพันธ์ข้างต้นจะเห็นได้ว่าเป็นตอนที่พรานบุญจับนางมโนห์ราได้แล้ว นางมโนห์ราจึงไหว้เทวดาเจ้าป่าเจ้าเขาเพื่อร่ำลา ระหว่างที่นางมโนห์ราเดินตามพรานไปนางได้ชักผ้าสไบมาคลุมศีรษะเหมือนกับจะตาย ซึ่งเป็นการกล่าวเกินจริงที่แสดงให้เห็นถึงความโศกเศร้าเสียใจเป็นอย่างมาก
และ
นี่เป็นกำม์แก่ซ้ากระหม่อมฉาน มาต่องนาคบาทพราน ด่งงชีวาวารจะมรณา
ซ้าพเจ้านามชื่อว่ามโนห์รา ได้มาประหนดปทบาทา
พระมหาฤาษีผู้มีญาณ
ซ่อพระผู้เป็นเจ้าได้โปรดปราญ ช่วยซอปีกแก่บุญพราน
แลจะให้แต่เครื่องทรง
(มโนหรานิบาต, หน้า ๘๕)
จากคำประพันธ์ข้างต้นจะเห็นได้ว่ามีการกล่าวเกินจริง คือนางมโนห์ราเมื่อต้องบ่วงนาคบาศเหมือนกับชีวิตจะตาย ซึ่งเป็นคำกล่าวที่เกินจริง แสดงให้เห็นถึงฤทธิ์ของบ่วงนาคบาศ
อ้างอิง
สุธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์.(๒๕๑๓). มโนหรานิบาต ฉบับวัดมัชฌิมาวาส . สงขลา : วิทยาลัย
วิชาการศึกษาสงขลา.