ผมไม่รู้เป็นอะไรในวันนี้ระหว่างวันฝนตกพรำกลางฤดูฝนแบบนี้...นึกอยากจะเขียนบันทึก ที่ถอดบทเรียนตัวเอง เพื่อให้มองเห็นตัวเองว่า ในความคิดที่สับสน แท้จริงแล้ว แก่นคิด มันอยู่ที่ใด?           

ท่ามกลางความสับสน วุ่นวาย ช่วงรอยต่อของชีวิตเช่นผมตอนนี้ ...การตัดสินใจหันหลังจากงานที่มั่นคง และเตรียมตัวโบยบินไปล่าฝันที่ตัวเองตั้งไว้ ...การทำงานที่ผ่านมาได้พบเจอกับสิ่งที่เข้ามากระทบที่หลากหลายที่ควบคุมได้ และควบคุมไม่ได้...สิ่งเหล่านี้เองมีอิทธิพลอย่างมากในชีวิตของผม  

           จิตใจ ที่เหมือนผืนดินอันสมบูรณ์ กว้างใหญ่ไพศาล พร้อมที่จะรองรับพืชพันธุ์นานาชนิด แต่ละย่างก้าวของชีวิต จิตใจของผมมีหน้าที่เก็บความรู้สึก ทั้งดีและร้ายเอาไว้ การที่เราเก็บเมล็ดพันธุ์ชนิดใดไว้ หล่อเลี้ยงด้วยปุ๋ย น้ำพร้อมดินอันอุดม เมล็ดพันธุ์ก็เติบโต ผลิดอกออกใบ ต้นโตใหญ่ขึ้นตามวันเวลา จนวันหนึ่งจากเมล็ดพันธุ์สู่ต้นไม้ใหญ่ ฝังรากแน่น เกาะกุมพื้นที่จิตใจไปเสียสิ้น

            หากเป็นเมล็ดพันธุ์แห่งความดีงาม ไม่รีรอที่จะให้มันเติบใหญ่ในพื้นดินอันอุดม แต่หากเป็นเมล็ดพันธุ์แห่งความทุกข์ หากเราไม่มีสติรู้เท่าทันสรรพสิ่งตามความจริง ก็เหมือนกับการรดน้ำพรวนดิน หล่อเลี้ยงให้เมล็ดพันธุ์แห่งความทุกข์นั้นงอกงามเติบโตขึ้นเรื่อยๆ

            พระเซนชาวเวียดนาม ท่าน ติช นัท ฮันห์  ได้กล่าวไว้ว่า  มีอยู่๓ทางที่เราจะแปรเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์แห่งความทุกข์ให้ชีวิตพบกับความเบิกบานและงดงาม

๑.        พยายามใช้พลังแห่งสติสาดแสงเข้าไปในจิตใจ เพื่อหล่อเลี้ยงเมล็ดพันธุ์แห่งความเบิกบานที่มีอยู่ในตัวเราให้เติบโตงอกงามอยู่เสมอ  งอกงามบดบังเมล็ดพันธุ์แห่งความทุกข์ที่มีอยู่ให้แคระแกน และอ่อนพลังไปเรื่อยๆโดยไม่จำเป็นต้องไปจัดการโดยตรงกับเมล็ดพันธุ์แห่งความทุกข์ วิธีการนี้เหมาะสำหรับคนบางคนที่มีปมแห่งความทุกข์และความเจ็บปวด ที่ลึกซึ้งและทนได้ยาก หากจะเผชิญหน้ากับความทุกข์โดยตรง การใช้สติหล่อเลี้ยงเมล็ดพันธุ์แห่งความเบิกบานและงดงาม จึงเป็นวิธีการทางอ้อมที่จะลดความเข้มข้นของเมล็ดพันธุ์แห่งความทุกข์ให้เจือจาง บรรเทาลงได้บ้าง จากนั้นจึงขยับไปใช้วิธีการในข้อต่อไป

๒.       วันคืนแห่งการเจริญสติปัฎฐาน หากช่วงใดเมล็ดพันธุ์แห่งความทุกข์ปรากฏตัวขึ้นมา ให้เราใช้พลังแห่งสติลูบไล้สัมผัสกับเมล็ดพันธุ์แห่งความทุกข์นั้น เมื่อถูกสัมผัสด้วยพลังแห่งสติแล้ว เมล็ดพันธุ์เหล่านั้นย่อมอ่อนกำลังความเข้มข้นลง เพียงเราใช้สติเพื่อรู้เท่าทันเมล็ดพันธุ์แห่งความทุกข์อย่างกล้าหาญเท่านั้น

     ๓.เชื้อเชิญเมล็ดพันธุ์แห่งความทุกข์นั้นให้ปรากฏอยู่ในการรับรู้ของจิตใจเราไปเลย วิธีการนี้เหมาะสำหรับบางคนที่มีสติเข้มแข็งระดับหนึ่งแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องรอให้เมล็ดพันธุ์แห่งความทุกข์มาปรากฏตัวอย่างมิได้คาดฝัน แต่เรากลับเชื้อเชิญมันมาสู่การรับรู้ของเรา ทำดังกับว่า เราพบเพื่อนเก่าที่รู้จักกันมานานแล้วเชื้อเชิญให้มาสู่การพูดคุยอย่างลึกซึ้ง สติที่ฝึกดีมาระดับหนึ่งแล้วย่อมเผชิญหน้ากับความทุกข์ได้อย่างกล้าหาญ ซึ่งจะนำไปสู่การประจักษ์แจ้งถึง สัจภาวะ หรือความจริงอันสูงสุดของสรรพสิ่ง อันจะเป็นการบั่นทอนโซ่แห่งความยึดมั่นให้ขาดสะบั้นลง แล้วจึงเข้าสู่สภาวะแห่งความเบิกบานและงดงามในที่สุด เป็นการประจักษ์แจ้งในขณะที่เรายังเวียนว่ายใน"สังสาระ"นี้แล   

 

ผมไม่เคยปฏิเสธเมล็ดพันธุ์แห่งความทุกข์ ที่จะเข้ามาเติบโตในจิตใจผม แต่ผมก็พยายามที่จะเข้าใจ เรียนรู้และอยู่กับมัน                            

 ...และคิดว่าผมชนะมันครับ

๓ เส้นทางของท่าน ติช นัทฮันห์ ์จึงเหมาะสำหรับมวลมิตรทั้งหลายที่เข้ามาอ่านเพื่อเรียนรู้ ...

ผมเชื่อว่าไม่มีใครที่ไม่มีเมล็ดพันธุ์แห่งความทุกข์ และเชื่ออีกว่า การเรียนรู้และรู้เท่าทัน ต่างหากที่ควรจะฝึกฝน