GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

“การทำนาเป็นอาชีพ หรือเป็นวัฒนธรรม”

“ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว”

การทำนาเป็นอาชีพ หรือเป็นวัฒนธรรม

                ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว   เป็นคำกล่าวที่มีมาตั้งแต่สมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ซึ่งสื่อให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ที่มีมาตั้งแต่บรรพบุรุษของเรา รวมทั้งความงดงามทางด้านวัฒนธรรมประเพณี  คนในสังคม และชุมชน มีความเป็นอยู่อย่างพี่อย่างน้อง เป็นสังคมสมานฉันท์และมีความเอื้ออาทรต่อกัน แต่เมื่อประเทศไทยส่งนักเรียนไปเรียนเมืองนอกมากขึ้นจึงทำให้สังคมวัฒนธรรมเปลี่ยนแปลงไป การทำอาชีพการเกษตรที่ทำแบบพออยู่พอกินหรือที่เรียกว่า เฮ็ดอยู่เฮ็ดกิน เหลือกินก็แบ่งปัน เหลือแบ่งปันก็ขาย  จึงต้องเปลี่ยนไปทำเพื่อขายเป็นหลักเพื่อเพิ่มรายได้และหนี้สินมากยิ่งขึ้น นี่แหละผลของการพัฒนา    

               “การทำนาเป็นอาชีพหรือไม่  หากท่านได้สอบถามเกี่ยวกับอาชีพของพี่น้องในชนบทท่านก็มักจะได้ยินเสมอว่าอาชีพของเขาคือ อาชีพทำนา   และถ้าหากถามต่อว่า ในรอบ 1 ปี ท่านทำนาอยู่กี่วันพี่น้องชาวอีสานที่ทำนาในเขตน้ำฝนและมีนาอยู่ประมาณ 15 - 20 ไร่ ก็มักจะตอบว่าใช้เวลาในการทำนาทั้งหมดตั้งแต่เตรียมจนกระทั่งเก็บเกี่ยวใช้เวลาประมาณ 90 120 วัน หากเรามาคิดในแง่ของจำนวนวันที่เหลือล่ะ จากการทำนาในรอบ 1 ปี ซึ่งมีถึง 245 - 275 วัน พี่น้องเกษตรกรเอาไปทำอะไร แล้วอย่างนี้จะถือว่าพี่น้องเกษตรกรมีอาชีพ ทำนาจริงหรือไม่

 

               “บริบทของเกษตรกรแท้ที่จริงแล้วในการดำเนินชีวิตของพี่น้องเกษตรกรไทย โดยเฉพาะในอีสานนั้นที่บอกว่าตนเองมีอาชีพทำนา แต่โดยเนื้อแท้ของบริบทแล้วพี่น้องเกษตรกรไม่ได้ทำนาเพียงอย่างเดียว เป็นการทำการเกษตรแบบผสมผสาน เช่น การปลูกพืชผักสวนครัว ไม้ผล สมุนไพร พืชไร่ และพืชป่าตามหัวไร่ปลายนา การเลี้ยงไก่ เป็ด ห่าน วัว ควาย ฯลฯ ในเวลาเดียวกัน และเวลาที่เหลือด้วย  ซึ่งแสดงให้เห็นว่าที่มาแห่งรายได้ของพี่น้องเกษตรกรมาจากหลายช่องทาง  หากแต่ว่าอาชีพการทำนา   เป็นทั้งอาชีพ และวัฒนธรรม ที่ทำสืบทอดกันมาแต่บรรพบุรุษ

อุทัย  อันพิมพ์

25 ก.ค. 2549

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 40838
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 3
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (3)

อาชีพและวัฒนธรรมแท้ที่จริงต้องเป็นเรื่องเดียวกัน จึงจะถือว่าเป็นชีวิตแบบบูรณาการ อย่าพยามยามแยกซิครับ รวมกันเราอยู่ ดีกว่านะครับ
จริงครับ การทำนาเป็นทั้งอาชีพและวัฒนธรรม ซึ่งถือได้ว่าเป็นความลงตัวของชาวนา ที่นำแนวคิดในการดำเนินชีวิตนี้มาปฏิบัติอย่างบูรณาการในอดีตนั้น ชาวนาสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข แต่ปัจจุบันนี้ชาวนาส่วนใหญ่ค่อนข้างลำบาก ทั้งนี้เนื่องจากความคิดในสังคมค่านิยมเปลี่ยนไป คนมักให้ความสำคัญกับเงินหรือทรัพย์สินปัจจัยด้านวัตถุ ทำให้ชาวนามีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนไปด้วย เกิดการแข่งขันด้านวัตถุอย่างชัดเจน ชาวนาต้องมีวัตถุเหล่านั้นด้วย แต่ทำนาอย่างเดียวไม่สามารถจัดหาวัตถุได้ จึงต้องทำอย่างอื่นด้วย อาชีพชาวนาจึงต้องเข้าเมืองใช้แรงงานไปด้วยอีกอาชีพหนึ่ง ถ้าจะสรุปว่าตัวที่ทำให้สิ่งต่างๆ เกิดการเปลี่ยนแปลงคือ เงิน ก็คงไม่ผิดนะครับ

ครับ การทำนาไม่ใช้แค่เป็นอาชีพแต่เป็นวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาเป็นเวลานานสมัยก่อน แต่ถ้าจะให้อาชีพที่เป็นเสมือนวัฒนธรรมของไทยให้สามารถที่สืบทอดต่อไปได้ เราก็ต้องให้เกษตรกรรุ่นไหม่ช่วยกันพัฒนาภาคการเกษตรของไทยต่อไป