. . อย่ามัวไปเสียเวลา ถกเถียงกันว่าความรู้นี้เป็น Tacit หรือ Explicit อีกเลย . .
            บางองค์กรพูดว่าทำ KM มาหลายปี แต่เท่าที่ผมได้ทราบมา ปรากฏว่าท่านเหล่านั้นยังติดอยู่กับคำถามที่ว่า “ความรู้นี้เป็น Explicit หรือ Tacit?” ผมคิดว่าเรื่อง “Explicit หรือ Tacit” นี้ เราพูดกันเฉพาะ “ชั้นอนุบาล” เท่านั้นครับ ที่เป็นเช่นนั้นเป็นเพราะในช่วงแรกเริ่มเราต้องการจะชี้ให้ท่านเห็นว่าถ้าจะ “จัดการความรู้ได้อย่างมีพลัง” เราต้องไม่ทิ้งขว้างความรู้แบบใดแบบหนึ่ง คือต้องให้ความสำคัญกับความรู้ทั้งสองอย่าง บางองค์กรที่จัดการแต่ Explicit Knowledge จะได้หันมาให้ความสำคัญกับ Tacit Knowledge หรือในทางกลับกันหน่วยงานหรือชุมชุนที่สนใจแต่ความรู้ปฏิบัติ ก็ต้องหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องทางวิชาการหรืองานวิจัยด้วยเช่นกัน

 

            หากท่านทำ (ใช้) KM มา 2-3 ปีแล้ว แต่คำถามยังเป็นคำถามเดิมๆ ที่ว่า “ความรู้นี้ใช่ Tacit ไหม?” ผมเองก็ไม่เข้าใจว่าท่านถามไปทำไม ดีไม่ดีก็กลายเป็นประเด็นที่ถกเถียงกัน คนนั้นบอกว่าใช่ คนนี้บอกไม่ใช่ ไม่รู้ว่าจะเถียงกันไปทำไม . . . ถ้าจะให้ผมถาม ผมอยากจะตั้งคำถามใหม่ ถามท่านที่กำลังถกเถียงกันอยู่นั้นว่า “ความรู้นี้เป็นความรู้ที่สำคัญสำหรับการทำงานของท่านหรือเปล่า? เป็นความรู้ที่จำเป็นต่อการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของหน่วยงานหรือนำไปสู่วิสัยทัศน์ที่องค์กรตั้งไว้หรือไม่?” ถ้าใช่ ไม่ว่ามันจะเป็นความรู้แบบไหน (Explicit หรือ Tacit) เราก็จำเป็นต้องจัดการมัน ท่านต้องไม่ไปติดกับคำเหล่านั้นจนเกินไป หันมาให้ความสำคัญกับคำว่า “การจัดการ” จะดีกว่าไหม? มาดูว่าเราจะมีวิธีที่ทำให้เกิดการ Flow of Knowledge ได้อย่างไร? เราจะมีวิธีจัดเก็บ Stock of Knowledge อย่างไร? จะต้องสร้างบรรยากาศ (หรือเหตุปัจจัย) เช่นใดที่ทำให้ความรู้ที่ว่านี้มีการแลกเปลี่ยน หมุนเวียน นำไปใช้ ต่อยอดยกระดับ จนเกิดเป็นความรู้ใหม่ได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด


            สรุปว่าเราน่าจะใช้เวลากับเรื่อง “การจัดการ” มากกว่าที่จะไปเสียเวลาถกเถียงกันว่าความรู้นั้นเป็น Tacit หรือ Explicit . . คือต้องไม่ไป “ติดกับดัก” ของความรู้ (นิยามความหมาย) แต่ให้มุ่งสู่การปฏิบัติ (จัดการ) น่าจะดีกว่านะครับ