นั่งรถไฟไปสุราษฎร์ธานี บรรดานักเรียนโข่งเดินทางกันอีกแล้วครับ คราวนี้ไปไกลหน่อยถึงเมืองคนดี"สุราษฎร์ธานี"โน่น ไม่ได้ไปโดยเครื่องบิน เพราะนักเรียนเต็ม 80 ไปคราวนี้ 72 คำนวณแล้วทั้งไปทั้งกลับ ต้องใช้งบบานตะไท จึงตกลงกันไป "รถไฟไทย"แล้วค่อยกลับทางเครื่องบิน ประหยัดงบไปได้หลายหมื่น (เดินทางกลับใช้งบของเหล่านักศึกษากันเองครับ ไม่ต้องกังวลใดใดกับงบแผ่นดิน) ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อครับ บรรดานักศึกษาทั้งหลายกว่า 60 คน ไม่ได้นั่งรถไฟมานานกว่า 10 ปี รวมทั้งผมด้วย เมื่อไปถึงหัวลำโพงจึงเก้ๆ กังๆ จะบอกว่าตื่นเต้นก็ไม่ใช่ แปลกใจก็ไม่เชิง เอาเป็นว่า งง ๆ กับสิ่งใหม่ที่เห็นในหัวลำโพง ภายในที่สว่างไสว สะอาดตาและร้านรวงตั้งเป็นสัดส่วน เต็มไปด้วยสินค้าหลากหลาย แต่...รถไฟยังเก่าเหมือนกัน เพื่อไม่ให้บรรดานักศึกษาโข่งต้องทรมานกับการตรากตรำเดินทางราว 11 ชั่วโมง จึงต้องเหมาตู้นอน 2 ตู้และเช่าตู้เฉพาะสำหรับพักผ่อนหย่อนใจ 1 ตู้ มีคาราโอเกะและอาหารไว้พร้อมพรัก โดยหวังว่าความสนุกสนานจะช่วยทำให้เวลาผ่านไปโดยไม่รู้ตัว การเหมาตู้เพื่อร้องเพลงและสังสรรค์แบบนี้ ไม่ต้องห่วงผู้โดยสารอื่นๆ จะเดือดร้อน เพราะตู้ที่ส่งเสียงดังด้วยเสียงเพลงนี้จะอยู่ท้ายขบวนและใช้ตู้นอน 2 ตู้คั่นไว้ หากจะหนวกหูก็ต้องทนกันเองในเหล่านักเรียนที่เดินทาง รถออกเวลา 19.30 น.แต่ถึงที่หมายเอาเวลา 8.30 น. ร่วม 13 ชั่วโมง เท่ากับบินจากไทยไปแถวฝรั่งเศสโน่น ทำให้นึกถึงรถไฟด่วนของจีน ญี่ปุ่นหรือฝรั่งมังค่าทั้งหลาย ที่ระยะทาง 400 กว่ากิโลเมตรใช้เวลาไม่นานเกินกว่า 2 ชั่วโมงก็ถึง ไทยเรา อีกกี่ปีจะได้นั่งกันบ้างหนอ อ่านถึงตรงนี้ คงสงกะสัยว่า เดินทางกันไปทำไม คำตอบคือไปดูการจัดการเลือกตั้งซ่อม เพราะพวกเราเรียนหลักสูตรเกี่ยวกับการเลือกตั้งและการพัฒนาการเมือง นั่นเอง (ช่วงดูงานจะเล่าในภายหลังตอนต่อๆ ไป) ผมเองร่วมสนุกสนานและร้องรำทำเพลงกับเพื่อนๆ จนเกือบ 1 นาฬิกา ก็ค่อยๆ ย่องหลบไปเข้าที่หลับที่นอน เตียงชั้นล่างที่ติดประตูเข้าออก อื้อฮือ ช่วงหลับเหมือนทำสงครามครับ เพราะทุกครั้งที่รถจอดหรือมีเพื่อนๆ เข้าห้องน้ำหรือกลับมาเข้านอน ประตูอัตโนมัติจะเปิดดังตึง ปิดดังตึง ทั้งคืน ผมจึงต้องนอนแบบตั้งสติ หลับๆ ตื่นๆ ทั้งคืนจนถึงที่หมาย ด้วยภาวะร่างกายที่ทรุดโทรมและอ่อนแออย่างน่าสงสาร
อรุณสวัสดิ์ค่ะคุณครูหยุย
;) มาชมบรรยากาศท่านนักเรียนโข่งโดยสารรถไฟโข่ง ๑๑ ชม. .. นี่ดีนะคะเป็นตู้นอน ถ้าตู้นั่งหลังตรง คงได้ตราตรึงแบบลืมไม่ลงเชียวค่ะ (จะมาชมภาพอีกครั้งนะคะ )
เดี๋ยวนี้รถไฟพัฒนาไปมากเลยนะคะเมื่อเทียบกับอดีต ปูเพิ่งใช้บริการเมื่อไม่นานนี่เองค่ะ เพิ่งทราบว่า รถไฟให้บริการปชช. ฟรี มานาน (แบบที่บ้านไม่มีรถไฟ เลยเพิ่งทราบ ฮา)
สวัสดีค่ะ
เพิ่งทราบค่ะว่ารถไฟไทยมีตู้คาราโอเกะให้ด้วย
ไม่เห็นรูปเลยค่ะ สงสัย G2K กำลังปรับปรุงระบบหรือเปล่า
เรียนครูครับ
ขออนุญาตถือโอกาสตรงนี้เลยนะครับว่า อยากได้รถไฟรางคู่ทั่วประเทศเลยนะครับ ทำอย่างไรดีครับ 120 กว่าปีแล้วนี่ครับ รถไฟไทย
poo ครับ ขอบคุณที่มาให้กำลังใจครับ พัฒนาไปไกลกว่าเดิมแน่ แต่ความเร็วยังช้าเหมือนเดิมครับ
ณัฐรดาครับ เปลี่ยนภาพใหม่สดใสจังครับ ทั้งดวงตา ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความสุข
สำหรับตู้คาราโอเกะ เป็นตู้พิเศษที่หากไปเป็นหมู่คณะเช่าได้ครับ สำหรับภาพคงรอจากเพื่อนๆ ที่เขาจะส่งมาภายหลังครับ
คุณโสภณครับ ทั้งรถไฟรางคู่ รถไฟความเร็วสูง ล้วนแต่จำเป็นและไทยล่าไปมากแล้ว ต้องทวงถามจากรัฐบาลทุกรัฐบาลครับว่าเมื่อไหร่จะลงทุนเพื่อการรถไฟไทยเสียที หากมีรถไฟความเร็วสูง ราคาเครื่องบินจะลดฮวบหรือหยุดให้บริการเลยครับ เพราะเร็วใกล้เคียงกัน ราคาถูกกว่า แถมไม่ต้องไปนั่งรอเป็นชั่วโมงด้วย
สวัสดีค่ะ
ได้มโนภาพเห็นบรรยากาศหัวลำโพง ไม่ได้ไปหลายปี....นานแล้วค่ะ....นักเรียนโข่งไปคราวนี้น่าสนุกสนานนะคะ...แล้วจะกลับมาชมบรรยากาศใหม่อีกรอบค่ะ
แวะมาซึมซับบรรยากาศด้วยคนครับ ผมเพิ่งรู้นะเนี่ย ว่ารถไฟมีตู้คาราโอเกะด้วย จำได้ว่าตอนเด็กๆเคยนั่งจากสุรินทร์ มากับคุณยายเข้ากรุงเทพ แต่หลังจากนั้นก็ไม่เคยได้นั่งรถไฟอีกเลย
สวัสดีค่ะครูหยุย..
การได้นั่งรถไฟไปกันเป็นหมู่คณะ ขอบอกว่ามันสนุกจริงๆค่ะ
แต่ละคนแทบจะไม่สนใจคนรอบข้างเลย ( ว่าเขาจะรำคาญแค่ไหน )
แล้วจะรอชมภาพนะคะ...
มาตายีครับ หัวลำโพงแปลกตาไปมาก คล้ายเมืองนอกในทางที่ดี แต่รถไฟยังต้องพัฒนาอีกมากครับ
Peter P ครับ เท่าที่สอบทานความหลังดู เข้าใจว่ามีมาช่วงนายกทักษิณ ใช้ประชุมครม. แล้วการรถไฟมาปรับปรุงเป็นตู้เฉพาะ บริษัทเอกชนจำนวนไม่น้อยเช่ารถตู้นี้เป็นระยะๆ
krugui ครับ สนุกมาก ใช่แล้วครับ แต่คงไม่รำคาญคนอื่นหรอกครับเพราะมีแต่พวกกันเอง หกาไปร่วมกับขบวนอื่น คงได้หัวแตกแล้วครับ เพราะอึกทึกสิ้นดี
สามสักครับ ช่วงหลังการฝึกฝนจะหาโอกาสเล่าในตอนต่อๆ ไปครับ อดทนอีกนิด ให้ร่างกายฟิตเสียก่อน ฮิฮิ
สวัสดีครับคุณครูหยุย
แวะมาชมนักเรียนรุ่นดึกดำบรรพ์ไปนั่งรถไฟเที่ยวกันครับ แต่ไม่เห็นภาพเห็นแต่มโนภาพ เลยต้องบวกตัวเลขเอาเอง 72 ท่าน นำเอาวัยมารวมกัน.....โอ....ปุนเถ้ากง....ช่วยด้วย....ปาเข้าไป 4320 ปี....ฮิ.ฮิ...
ผมก้ไม่ได้นั่งรถไฟมานานมากแล้ว จำได้ว่านั่งครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2538 ตอนไปว่าความที่ชุมพร หลังจากนั้นไม่เคยได้นั่งรถไฟเลยครับ อ่านบันทึกของคุณครูหยุยแล้วเห็นทีต้องหาเหตุไปนั่งรถไฟอีกแล้ว หากใครไม่ปรองดองกันผมจะนั่งรถไฟให้ดู....แฮ....จะรอชมภาพครับ
ขอบพระคุณที่แบ่งปันครับ
สวัสดีค่ะ
ชาวฝนแปดแดดสี่ครับ คำนวณอายุแล้วก็ประมาณนั้นล่ะครับ แต่ที่เรียกว่ารุ่นดึกดำบรรพ์คงหนักหนาสาหัสเกินไป สำหรับภาพนั้นจะพยายามเร่งนำจากเพื่อนๆ มาลงครับ
ครูคิมครับ นานๆ นอนบนรถไฟทีก็แปลกดี แต่หลายหนก้ไม่ไหวครับเพราะเสียงประตูเปิดปิดนี่ ทรมานยามนอนมากหลายครับ
สวัสดีครับครู หยุย
ผมเดินทางขึ้นลง กทม.กับรถไฟเป็นประจำ ถ้าไม่เป็นช่วงเทศกาลก็จะนั่งรวมกับประชาชนชั้นสาม
นานๆครั้งถึงจะโดยสารรถนอน ทั้งๆทีผมมีบัตรเดินทางรถไฟครึ่งราคา(บัตรผู้บำเพ็ญประโยชย์กับสังคม)
ในชั้นสามได้พวก ได้มิตร ได้เห็นวิถี ได้เห็นอาชีพที่หลากหลายบนรถไฟ
ได้เห็นอธิบดีกรมเจ้าท่า ได้เห็นทศกัน ครบเครื่องในรถไฟชั้นสาม ชอบครับ
สวัสดีค่ะ
อ่านแล้ว รู้สึกเหนื่อยไปด้วย สามสิบปีก่อนเคยขึ้นรถไฟจากชุมพรไปกรุงเทพฯ เจอเหตุการณ์แปลกๆ มากมาย เป็นสิ่งที่ไม่เข้าใจเลย มีคนเอาของมาวางใกล้ๆ เรา แต่ไปยืนไกลๆ แล้วก็คอยจ้องดูแต่พอมีตำรวจมาเดินตรวจ ไม่มีใครแสดงความเป็นเจ้าของ เราเองก็เพิ่งขึ้นรถไฟครั้งแรก ไม่เคยพบเคยเจอ งงดี อ้อ! แล้วก็แน่นมากๆ ก็ดีนะคะอาจารย์ ทำให้นึกถึงความหลัง ถ้าถามว่าจะลองใช้บริการอีกไหม ต้องคิดดูก่อน(คิดนานๆ ด้วย)
ศิริวรรณ