การพัฒนาบุคลากรแบบนี้ไม่คาดหวังว่าทุกคนจะเก่ง หรือมีความรู้มากน้อยแค่ไหน เพราะแต่ละคนเก่งและรับรู้ได้ไม่เท่ากัน แต่หวังว่าอยากจะให้ทุกคนได้มีโอกาสเข้ามาเรียนรู้

Context Base Learning  : การเรียนโดยใช้บริบทเป็นฐาน

         จากบันทึกนี้  ยังอยู่วันแรกของการประชุม (๑๘ ต.ค. ๕๓)   หลังจากเข้าฟังกลุ่มนี้ไม่ผิดหวัง  ได้ไอเดียเพิ่มขึ้น ในความเรียบง่ายที่เราสามารถทำเองได้  เพราะเชื่อว่าบุคลากรแต่ละคนมีศักยภาพ  พร้อมที่จะเรียนรู้  พร้อมที่จะพัฒนา

 

 

        นพ.บรรพต พินิจจันทร์  ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมโนรมย์  จังหวัดชัยนาท ที่เป็นต้นแบบใเรื่องนี้  เล่าว่า  การเรียนรู้แบบนี้  เป็นการเรียนในพื้นที่ของตัวเอง  เพื่อพัฒนางานของตัวเอง  เป็นการเพิ่มศักยภาพของเจ้าหน้าภายใต้บริบทของพื้นที่และตัวเจ้าหน้าที่เอง
        โดยมี Concept ใหญ่คือ การพัฒนางานบริการปฐมภูมิตามจุดเด่นของพื้นที่  ที่พอมี  Tacit Knowledge และนำมา  Share กัน  เช่น บางแห่งมีความเข้มแข็ง  ส่วนใหญ่มักจะมี IT ดี  ก็จะนำเรื่อง  IT มาแลกเปลี่ยนกัน  ซึ่งการเรียนรู้แบบนี้  จะเรียนรู้  ๓ วิธีด้วยกัน  ได้แก่
  • Adult Learning  โดยเนื้อหาของหลักสูตรจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆตามความเหมาะสม  ตามที่ชอบ  หรือที่มีปัญหา  อาจเรียนแบบวิชาการในห้องเรียน  หรือแบบ Conference เป็นการตกลงร่วมกันว่าอยากรู้เรื่องอะไร เช่น ตอนนี้อยากรู้เรื่องโรคมากกว่าหัตถการ ก็จะดูโรคที่อยากรู้คือโรคอะไร  ความถี่มากน้อยแค่ไหนก็ตามความเหมาะสม บางเรื่องอาจใช้เวลาไม่มากหรือบางเรื่องต้องติดตามประเมินผล และการเรียนแบบนี้จะไม่มีใบรับรอง / Certificate ให้
  • การเรียนต่อเนื่อง เช่น การเรียนหลักสูตร MP
  • ระบบให้คำปรึกษา ต้องยอมรับว่าประเทศไทย  เจ้าหน้าที่บางส่วนยังทำงานแทนแพทย์  เมื่อมีปัญหาเจ้าหน้าที่สถานีอนามัยสามารถโทรปรึกษาแพทย์ได้เลย  แบบนี้จะเข้าถึงง่ายและรวดเร็วมากกว่าระบบ Skype หรือ VDO Conference  คือ โรงพยาบาลจะเป็น Back ให้กับเจ้าหน้าสถานีอนามัยให้เกิดความมั่นใจเมื่อมีปัญหาเพราะโทรกันต่อหน้าคนไข้  คนไข้เองก็รู้ว่าหากมีปัญหาก็ปรึกษาแพทย์ได้โดยตรง  สามารถสอบถามหรือพูดคุยกับแพทย์ได้ทางโทรศัพท์เลย  โดย นพ.บรรพต จะให้เบอร์โทรศัพท์ไว้กับสถานีอนามัยทุกแห่งในเครือข่าย  และโทรปรึกษาได้ตลอด  ๒๔ ชั่วโมง  เพื่อประกันว่าเจ้าหน้าที่และคนไข้มีความมั่นใจในการรักษา  
 

 

        Primary Care  ถ้าดูต่างประเทศเขาจะต้องมีแพทย์ ตาม Catchments  Area  ที่พอดีและครอบคลุม Primary Care  สำหรับประเทศไทยภายใน ๕-๑๐ ปีนี้ Primary Care / PCU / โรงพยาบาลตำบล ไม่มีแพทย์แน่นอน  ยกเว้น ที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นที่  ปทุมธานี  นนทบุรี  หรือ คำชะอี  จะมีเพียงพยาบาลและเจ้าหน้าที่สถานีอนามัย ที่มีอยู่เดิม

 

        ยุทธศาสตร์ Context Base Learning  คือการพัฒนาคนที่มีอยู่  เช่นการส่งไปเรียนเวชปฏิบัติของพยาบาล การส่งเจ้าหน้าที่ไปเรียนก็ยังพบปัญหา  เช่น  เรียนแล้วไม่ตอบสนองการทำงาน  เจอผู้ป่วยไม่รู้จะไปทางไหน  จะ Treat แบบไหนดี,  เสียค่าใช้ในการเรียนแพง,  เมื่อไปเรียนทำให้ขาดคนทำงาน,  บางคนเรียนจบมาแล้วไม่ Upgrade ตัวเอง จบแล้วจบเลยหนังสือไม่อ่านเพิ่มเติม  ประชุมก็ไม่เข้า
        จากปัญหาดังกล่าวจึงจัดการเรียนการสอนขึ้นในโรงพยาบาล ในรูปแบบการประชุมวิชาการ  การจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (KM)  หรือแม้กระทั่ง KM ในเวป Gotoknow
ประเด็นอยู่ที่ว่าทำอย่างไรเมื่อมีเวทีให้แล้วจะมีคนเข้าร่วมประชุมมากๆ  จึงกำหนดให้มีการเก็บเครดิตเป็นตัวชี้วัดว่าเจ้าหน้าที่ทุกคนจะต้องเก็บเครดิตให้ได้อย่างน้อย ๑๒ เครดิต/ปี  โดยมีช่องทางในการเก็บเครดิตดังนี้
  • ทุกวันศุกร์ช่วงบ่าย โรงพยาบาลจะจัดประชุมวิชาการ = ๑ เครดิต  ใครที่เข้าร่วมประชุมก็จะได้ ๑ เครดิต
  • วิทยากรจะได้ ๓ เครดิต
  • เขียนเรื่องในเวป Blog Gotoknow  ได้ ๑ เครดิต
       
        เมื่อมีช่องทางให้อย่างนี้แล้ว  ใครที่ไม่มีโอกาสได้ไปประชุมข้างนอกก็จะมีโอกาสได้พัฒนาศักยภาพตนเองได้ตรงตามความต้องการ  ถึงสิ้นปีสรุปรายปีแล้วใครที่เก็บเครดิตได้ไม่ถึง ๑๒ เครดิต หากต้องการขอไปประชุมตามหลักสูตรข้างนอกที่ไม่ใช่โรงพยาบาลจัดก็จะไม่ได้รับการอนุมัติ  และสำหรับใครที่ได้รับอนุมัติให้ไปประชุมข้างนอกกลับมาแล้วไม่เขียนสรุปรายงานการประชุมส่ง  ก็จะไม่ให้เบิกค่าใช้จ่ายที่ไปอบรม/ประชุม

 

        การจัดประชุมดังกล่าว  โดยปกติแล้วโรงพยาบาลก็จัดอยู่เรื่อยๆ  แต่ไม่มีรูปแบบที่ชัดเจน  สำหรับเครือข่ายของมโนรมย์จากที่ทำในโรงพยาบาลได้ขยับรูปของการพัฒนาบุคลากรไปยังสถานีอนามัย  แต่ยังไม่เน้นการเก็บเครดิตเหมือนบุคลากรในโรงพยาบาล  จัดการเรียนการสอนกันในโรงพยาบาล  โดยหมอเป็นคนสอนเอง  ก็จะเรียนในส่วนที่ขาดส่วนใหญ่ก็เกี่ยวกับโรคที่พบบ่อยและการทำหัตถการ  การเรียนรู้ก็เพื่อพัฒนางานที่ทำอยู่

 

        ในส่วนการสนับสนุนของเครือข่าย  โรงพยาบาลจัดหลักสูตรตามความต้องการและเหมาะสมให้ทุกคนได้เรียนรู้  อย่างเช่น  เจ้าหน้าที่สถานีอนามัยมา Round ร่วมกับแพทย์  แพทย์ก็จะสอนขณะ Round ร่วมกัน  ถ้าใครมาสัก ๖ ครั้ง/ปี  ก็คิดเป็นเครดิตประมาณ ๓-๔ เครดิต/ปี 

 

        การสร้างแรงจูงใจ  เครือข่ายของมโนรมย์จะได้รับงบสนับสนุนจาก สปสช.  ก็จะจัดสรรให้กับทุกสถานีอนามัยที่ทำโครงการเข้ามารวมทั้งโรงพยาบาลด้วย  Trick อย่างหนึ่งที่ให้เจ้าหน้าที่สถานีอนามัยเข้าร่วมด้วยก็คือ  เมื่อพูดถึงว่า  การพัฒนา Primary Care  ทุกคนอยากพัฒนา  ทุกคนอยากเก่ง  นพ.บรรพต  พินิจจันทร์  ยังกล่าวอีกว่า  การพัฒนาบุคลากรแบบนี้ไม่คาดหวังว่าทุกคนจะเก่ง  หรือมีความรู้มากน้อยแค่ไหน เพราะแต่ละคนเก่งและรับรู้ได้ไม่เท่ากัน แต่หวังว่าอยากจะให้ทุกคนได้มีโอกาสเข้ามาเรียนรู้บ้าง 

 

        ในอนาคต เครือข่ายของมโนรมย์จะขายการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ไปยังกลุ่มโรคเรื้อรัง  เช่น  เบาหวาน  ความดันโลหิตสูง
 สิ่งที่ได้จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภาพการ์ตูนเคลื่อนไหว-ภาพการ์ตูนเคลื่อนไหว น่ารัก download ฟรี
  • ความต่อเนื่อง  สม่ำเสมอ ของโครงการ
  • ช่องทางที่เข้าถึงง่าย
  • การสร้างความมั่นใจให้กับทั้ง “หมออนามัย” และ คนไข้
จุดแข็งที่พบ   3D Animation
  • ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเป็นผู้รับผิดชอบเอง สอนเอง
  • ผู้เรียนจะเป็นผู้กำหนดเรื่อง  และเวลาที่จะเรียนรู้เอง
  • การจัดการเรียนรู้แบบนี้ทำให้มีความใกล้ชิดกับเจ้าหน้าที่สถานีอนามัยมากขึ้น
  • มีเวทีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้

 

         ขอขอบคุณ นพ.บรรพต  พินิจจันทร์  ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมโนรมย์  จังหวัดชัยนาท  ที่ได้นำเรื่องราวดีๆให้พวกเราได้เรียนรู้กันค่ะ