แต่ละวันต้องดูแลผักที่ปลูกและเพาะชำไว้  รดน้ำเช้าและเย็น  และคอยจับหอยทากไปปล่อย  ทุกวันมันก็กลับมาเยี่ยมยามที่เราไม่รู้ตัว  เวลาที่เราพบตัวมันคือหัวค่ำและตอนเช้า  หลังจากที่มันกินผักแล้วก็จะไม่เห็นมันอีก   เพื่อน ๆที่ชอบปลูกผักคงจะแวะเวียนมาชมความเคลื่อนไหวของผักที่ยายคิมปลูก

          "ผักกาดดอย" ที่ย้ายจากต้นเล็กจิ๋วมาปลูกในกระถางเมื่อวันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๕๓  ถึงวันนี้เป็นเวลา  ๑๒ วัน  โตแค่ ๖ ซม. และมีท่าทีว่าจะไม่เติบโต  แคะแกรน  คิดว่าเป็นเพราะอากาศไม่เหมือนบนดอย

         สภาพผักกาดดอยและผักกาดกวางตุ้งที่เริ่มเพาะเมื่อวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๓  ถูกหอยทากมาแอบกิน กัดแทะ จนเกลี้ยง  ยังมีซากผักให้เห็นเป็นร่องรอย  บางตัวจับได้คาหนังคาเขาก็มี

         ถ้าเป็นก่อนหน้าที่ยายคิมไม่ได้เรียนรู้ความเป็นธรรมชาติ  ก็คงจะโมโหและจิตตก ตามล้างตามผลาญตัวหอยทากแน่นอน

        "ผักกวางตุ้ง"  เพาะเมื่อวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๓ เป็นเมล็ดพันธุ์ที่หมดอายุแล้ว  แต่ก็งอกช้ากว่าผักกาดดอยที่เพาะเมล็ดพร้อมกัน  ตอนนี้เหลือแค่นี้เอง นอกนั้นเหลือแต่กระถางและดินว่างเปล่า....ว่าง  ว่าง  ว่าง  และว่างเปล่า

         "คะน้า"  เพาะเมล็ดพันธุ์ในแก้วกาแฟ  เมื่อวันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๓  ได้เวลา ๔ วันจึงงอก  แม้ว่าจะวางเมล็ดพันธุ์ให้มีระยะห่างกันพอดี  แต่มันกระจายเพราะการรดน้ำ  จึงไปรวมกันเป็นกระจุก

        ส่วนที่เพาะในกระถาง  ได้แสงแดดน้อย  เฉพาะตอนเช้าเท่านั้น  ต้นจึงผอมและสูงชลูด  ไม่แข็งแรง  นอกจากนี้ยังโดนฝนหยดจากสแลนกันแดด  ทำให้ต้นต้องเอนบ้างนอนบ้าง

 

สภาพที่ยังหลงเหลือ เกือบแล้ว เกือบจะว่าง...เปล่า

ในความว่างเปล่า 

ยังมีต้นดี ๆ ไว้ให้เห็น  รอวันที่จะเป็นประโยชน์กับหอยทากต่อไป

ในความว่างเปล่า

ทำให้มองเห็นสิ่งที่อยู่ในกระถางมากขึ้น

และสิ่งเหล่านี้เป็นส่วนประกอบให้ต้นหยั่งรากได้

         "ผักกาดขาว"  เพาะเมื่อวันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๕๓  ผักเหล่านี้เพาะในถุงข้าวสาร  สังเกตแล้วเจ้าหอยทากยังไม่รู้จักวิธีการปีนป่ายถุงพวกนี้  เพราะยังไม่มีผักกาดขาวโดนกัดแทะ  ต้นยาวประมาณ ๑๐ ซม.

        เพื่อนบ้านมาบอกให้แยกต้นได้แล้ว  แต่เสียดายกลัวมันเฉาตาย  แต่วันนี้คิดได้ว่าจะย้ายลงถุงดำ  ถุงละ ๑ ต้น

         ผักกาดขาวที่เพาะในน้ำ ขึ้นแทบทุกต้น  ได้แสงแดดน้อยเช่นกัน  อยากจะย้าย แต่ยกกระบะไม่ไหว จึงปล่อยไปก่อน 

         "ผักบุ้ง" เพาะเมื่อวันที่ ๑๖ ตุลาคม  ๒๕๕๓  ประมาณ ๓ วันเห็นมันแตกมีรากงอก  ที่นี่จะพบเจ้าตัวดีเสมอ ๆ กระถางนี้เพาะเมล็ดลงไป ๗๐ เมล็ด  ที่เห็นหลงเหลืออยู่มี ๑๒ ต้น และมีร่องรอยถูกทำร้ายอีก ๑ ต้น

          เพื่อนบ้านบอกให้ฉันโปรยเมล็ดลงไปมาก ๆ กว่านี้  แต่ฉันไม่ทำตาม ไม่ใช่ไม่เชื่อ  แต่อยากลองทำแบบนี้ดูว่าจะได้ผลอย่างไร

         "ผักชี" เพาะเมื่อวันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๕๓  งอกให้เห็นเมื่อวันที่  ๒๕  ตุลาคม  เป็นเวลาถึง ๘ วัน  เพาะลงในแก้วกาแฟแก้วละ ๖ เมล็ด จำนวน ๖ แก้ว แต่งอกได้แค่นี้  นอกนั้นไม่งอกเลย

         "ผักปังแดง" ชำจากยอดและเถาว์ เมื่อวันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๓  เจริญงอกงามทุกถุง ผักปังแดงไม่ชอบน้ำมาก และได้รับแดดพอรำไร

         ผักปังแดงจึงขยายพันธุ์  ได้โดยการเพาะเมล็ดและการปักชำ ครั้งนี้ได้ทดลองชำดู  โดยได้ยินคนอื่นเขาคุยกัน 

         ส่วนถุงที่ชำจากยอด  เติบโต ผอมสูง แต่ไม่แตกกิ่งก้านหรือใบใหม่ ไม่งอกงามเหมือนถุงที่ชำจากเถาว์

        "ผักหวานบ้าน" ชำจากกิ่งอ่อนปานกลาง  เมื่อวันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๓  เจริญงอกงามทุกถุง ผักหวานบ้านชอบน้ำมาก และชอบแดดจัด

      "สระแหน่"

ปลูกจาก  "ยอดอ่อน"  เมื่อวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๓

ปลูกจาก  "ยอดที่มีรากยาว"  เมื่อวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๓

ปลูกจาก  "รากสีขาวใต้ดิน"  เมื่อวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๓

        "ผักแพรว"

ปลูกจาก  "ยอดที่มีราก"  เมื่อวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๓

ปลูกจาก  "ยอดอ่อนไม่มีราก"  เมื่อวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๓

ปลูกจาก  "กึ่งกลางของยอดที่ไม่มีราก"  เมื่อวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๓

         สระแหน่และผักแพรวหากปลูกจากยอดอ่อน  จะเติบโตงามกว่าปลูกจากยอดที่มีราก และยอดแก่  ส่วนรากสีขาวสามารถนำมาวางในกระถางและมีดินกลบบาง ๆ ผักทั้งสองชนิดนี้ชอบน้ำมาก ๆ

         "ทำ ลงมือทำ   สู่ธรรม  เกิดธรรม เป็นธรรมชาติ" ลมหนาวเย็น ๆ โชยพัดผ่านมา เย็นชื่นใจ  ได้สติคืนมาอีกครั้งเมื่อครูที่โรงเรียนโทรศัพท์มาติดตามถามข่าว  เพราะพวกเขาไปโรงเรียนแล้วไม่พบยายคิม จึงสมมุติกันว่า "ยายคิมลาโรงเรียนนานจัง"

         ยายคิมบอกพวกเขาว่า "กำลังรดน้ำต้นไม้ ปลูกผัก" และเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นจากบันทึกที่เล่ามาข้างบน "ให้ทุกคนแวะมารับต้นผักปังแดงและต้นผักหวานไปปลูกที่บ้านของตนเอง" แล้วเราก็จากลากันด้วยความคิดถึงที่อบอุ่น