ที่ผมคิดว่าการเข้าใจธรรมชาติ และปรับตัวอยู่กับธรรมชาติคือ สิ่งที่น่าจะทำมากกว่า “พยายามเอาชนะธรรมชาติ”

เมื่อวันก่อนผมพยายามเขียนเรื่อง “วิกฤติ” น้ำท่วมของประเทศไทย

เพื่อสะกิดเตือนให้ทุกคนเข้าใจความจริงและตื่นตัวกับ “ปัญหา” ที่แท้จริง

มากกว่าที่จะวนเวียนและตื่นเต้นอยู่กับ “ปรากฏการณ์” ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นปกติธรรมดาของธรรมชาติ

ที่ผมคิดว่าการเข้าใจธรรมชาติ และปรับตัวอยู่กับธรรมชาติคือ สิ่งที่น่าจะทำมากกว่า พยายามเอาชนะธรรมชาติ”

ผมไม่เชื่อว่าการสร้างเขื่อนสูงๆ จะป้องกันน้ำท่วมได้ ตราบใดที่เรายังมีข้อมูลไม่พอใช้ และใช้ “ความรู้เป็นพิษ” นำทาง

มีคนชอบถามว่าทำไมน้ำจึงท่วมกรุงเทพหรือ ในจังหวัดต่างๆที่เป็นข่าวอยู่

ผมฟังแล้วก็ประหลาดใจกับคำถาม

เพราะเท่าที่ผมเรียนมาตั้งแต่ชั้นประถมนั้น

ถ้าน้ำไม่ท่วมกรุงเทพก็น่าจะเป็นเรื่องประหลาดมากกว่า

จากการเรียนวิชาภูมิศาสตร์ เมื่อสมัยเด็กชั้นประถม ครูสอนว่า

  • โคราชบ้านผมเป็นที่ราบสูงแบบโต๊ะ ที่ผมเข้าไม่เข้าใจว่าทำไม ครูสอนอย่างนั้นก็จำมาอย่างนั้น
  • พร้อมกับจินตนาการว่า ที่ราบสูงน้ำไม่ควรจะท่วม
  • แต่ก็ขัดแย้งกับความเป็นจริงที่ผมต้องเผชิญเหตุการณ์ “น้ำท่วม” เป็นประจำทุกปี

ที่ผมก็เรียนแบบไม่เข้าใจอีก แต่ก็ไม่ทราบจะถามใคร เพราะครูก็มักสอนให้ “จำไปสอบ” มากกว่าอธิบายความเป็นจริง อาจจะเป็นเพราะมีครูแค่ ๒ คนสอนนักเรียน ๔ ชั้น ก็เป็นไปได้

  • การไม่เข้าใจในการเรียนของผมนั้น มีตัวอย่างชัดมากข้อหนึ่ง คือ ข้อสอบชั้นประถมปีที่ ๓ ที่ผมจำได้ชัดมาก เพราะผมใช้เวลาคิดนานมาก ก็ยังหาคำตอบที่ครบถ้วนไม่ได้
  • ข้อสอบถามว่า ๔ สาขาของแม่น้ำเจ้าพระยาคืออะไรบ้าง มีช่องว่างให้เติม ๔ ช่อง
  • ผมจำได้ดีว่า ผมตอบได้ข้อเดียว คือ ข้อ ๑. ปิงวังยมน่าน
  • อีกสามข้อ ข้อ ๒.   ข้อ ๓.  และข้อ ๔. ผมตอบไม่ได้
  • เพราะผมท่องมาแค่คำเดียว ที่มี ๔ พยางค์ ว่า “ปิงวังยมน่าน” ไม่เคยเข้าใจว่า ทั้ง ๔ คำนี้แยกเป็นแม่น้ำทั้ง ๔ สาขา

พอพูดถึงภาคกลาง ครูสอนว่า

  • พื้นที่ส่วนใหญ่ของภาคกลาง เป็น “ที่ราบน้ำท่วม” ของแม่น้ำเจ้าพระยา
  • ที่เป็นแม่น้ำที่ใหญ่ มีพื้นที่รับน้ำฝนมากที่สุดของประเทศไทย แล้วเราก็มีฝนมากพอที่จะท่วมได้ทุกปี
  • ถ้าไม่ท่วมประจำ และมาก เราก็คงไม่มีดินตะกอนมากมายจนเกิดเป็นสันดอนและเมืองได้เท่านี้

พอผมมาเรียนวิชาที่ใช้ภาษาอังกฤษ เขาใช้คำว่า Floodplain ที่ฟังดูแล้วเหมือนกับจะต้องแช่ในน้ำทั้งปี

พอผมเข้ากรุงเทพไปเรียนชั้นมัธยม ผมค่อนข้างประหลาดใจว่า

“ทำไมน้ำไม่ท่วมกรุงเทพ”

ผมยิ่งสงสัยว่าครูสอนผิด หรือผมเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า

เพราะ

ที่ราบสูงโคราชบ้านผม น้ำท่วมทุกปี

กรุงเทพที่อยู่ในที่ราบน้ำท่วมถึงของแม่น้ำขนาดใหญ่กลับไม่ท่วม

ถึงวันนี้ หลังจาก “จัดการความรู้” จึงได้เข้าใจดีกว่าเดิมอีกนิดหน่อย

ทำให้เห็นข้อดี ข้อเสีย สิ่งที่ไม่ควรทำ และสิ่งที่ควรทำ ได้ดีกว่าเดิม

ผมจึงได้ข้อสรุปสำคัญๆว่า 

“ปัญหา” น้ำท่วมนั้นเกี่ยวข้องกันอย่างมาก กับ “ความรู้ที่เป็นพิษ”

ดังที่ผมได้สาธยายไว้แล้วในเรื่องก่อน

วันนี้ ผมขอสรุปความเข้าใจของผมเอง จากประสบการณ์การทำงานกับพื้นที่และชุมชน ว่า

ที่เรามี “ปัญหา” รุนแรง กว่าสมัยก่อน ก็คือ

  • ความพยายามที่จะเอาชนะ “ธรรมชาติ” ที่ล้มเหลว และ
  • กลับหันไปใช้ความรู้ที่เป็นพิษ
  • จนเกิดปัญหาในทางตรงกันข้าม นั้น มีอะไรบ้าง

 

สิ่งแรกที่พบก็คือ

  • การสร้างทาง หรือถนนขวางทางน้ำ โดยไม่คิดเรื่องขนาดการระบายน้ำ
  • ที่ต้องจ่ายค่าโง่เป็นประจำทุกปี
  • ทั้งงบซ่อมแซม ความเสียหายทางพืชผลและเศรษฐกิจ
  • จากน้ำท่วมมากและนานกว่าเดิม ทั้งๆที่น้ำเท่าเดิม

ข้อที่สอง

  • การขุดลอกทางน้ำในลุ่มน้ำ แล้วนำดินมากองริมฝั่ง ขัดขวางการไหลของน้ำยามน้ำหลาก
  • ก็ได้ผลเช่นเดียวกับข้างต้น

ข้อที่สาม

  • การโฆษณาประชาสัมพันธ์เรื่องเขื่อน ฝายลดหรือแก้ปัญหาน้ำท่วม
  •  ทำให้คนประมาท
  • ไม่เตรียมตัวป้องกันภัยน้ำท่วม
  • แค่ท่วมนิดๆหน่อยๆก็ลำบาก จากการไม่เตรียมตัว
  • ทั้งการประกอบอาชีพ การสร้างบ้าน และการเก็บรักษาน้ำและอาหารสำรองในครัวเรือน
  • เป็นผลให้คนในชุมชนที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมใช้ชีวิตแบบประมาท ขาดการเตรียมตัว

ข้อที่สี่

  • การถมที่ตามร่องน้ำ เพื่อการใช้ประโยชน์อื่นๆ
  • ก็ทำกันแบบ “ประมาท” ที่ไม่ค่อยคำนวน
  • และยังรวมไปถึงการบุกรุกทางน้ำไหล และแหล่งน้ำสาธารณะ
  • ทั้งรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือรู้แต่ท่งเลือกจำกัด หรือ ความรู้ไม่พอใช้นั่นเอง

สิ่งเหล่านี้ เป็นประเด็นสำคัญมากๆ ที่เราควรนำมาพัฒนา

ถ้าเราไม่ยอมเรียน เราก็คงจะ “ทุกข์” กับ “ปัญหา” น้ำท่วม ภัยแล้ง อยู่ตลอดไป

แบบ “มากขึ้นทุกปี" เสียด้วยซิครับ

 

แล้ว เราคิดจะเรียนกันไหมครับ