• การใช้ตัวเราบำบัด คือ ความคิดที่กำลังตระหนักรู้ถึงตัวเราและผู้รับบริการ กับความคิดที่กำลังควบคุมข้อมูลใดๆ ที่มีการสื่อสารกัน
• ไม่ใช่ การสร้างสัมพันธภาพระหว่างเรากับผู้รับบริการ
• ไม่ใช่ การพูดคุยระหว่างผู้ให้และผู้รับบริการทางการแพทย์ทั่วไป
• นักกิจกรรมบำบัดต้องช่วยผู้รับบริการโดยทำกิจกรรมใดๆ กับผู้รับบริการและช่วยให้เขาทำกิจกรรมด้วยตัวเขาเอง
• นักกิจกรรมบำบัดต้องดึงความสามารถของผู้รับบริการให้มีส่วนร่วมในกิจกรรมใดๆ
• นักกิจกรรมบำบัดแสดงบทบาทผู้สอน ผู้ฝึกสอน ผู้ควบคุม ผู้เป็นต้นแบบ ผู้แก้ไขปัญหา ผู้จัดการสิ่งแวดล้อม และผู้เป็นสมาชิกกลุ่มกิจกรรมใดๆ
• นักกิจกรรมบำบัดแสดงบทบาทผู้สอนและวิเคราะห์ว่า ผู้รับบริการเรียนรู้อะไร อะไรที่รู้แล้ว อะไรที่รู้ที่สุด ซึ่งวัดผลจากการสาธิตและการสื่อสารชี้นำแบบย้อนกลับ
• นักกิจกรรมบำบัดคิดสร้างสรรค์กิจกรรมและวัสดุที่จำเป็นต่อการเรียนรู้ของผู้รับบริการ พร้อมกระตุ้นให้ผู้รับบริการฝึกฝน แก้ไขจุดบกพร่องขณะทำกิจกรรมใดๆ เน้นขั้นตอนที่สำเร็จ และเพิ่มความเชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเขาเอง แบบ “ท้าทายความสามารถได้ตรงกับตัวเขาเอง”
• นักกิจกรรมบำบัดแสดงบทบาทผู้ฝึกสอน อยู่ข้างเคียง ให้กำลังใจในความพยายามที่ดีขึ้นของผู้รับบริการ พร้อมตรวจสอบคุณภาพของความพยายามนั้น คุณภาพของงาน ติดตามความก้าวหน้า ให้ทำขั้นตอนใหม่ และท้าทาย
• นักกิจกรรมบำบัดสาธิต/แสดงต้นแบบ (ทักษะหรือพฤติกรรมที่ดี) ให้ผู้รับบริการเรียนรู้ เลียนแบบ มองตาม เข้าใจแยกแยะ อธิบายเหตุผล ว่า “ได้เรียนรู้ทักษะหรือพฤติกรรมใหม่อะไร” บางครั้งนักกิจกรรมบำบัดที่ไม่มีประสบการณ์ในการเป็นต้นแบบ ควรเรียนรู้เป็นผู้ช่วยสอนจนมั่นใจก่อน
• นักกิจกรรมบำบัดเป็นผู้ช่วยแก้ไขปัญหาของผู้รับบริการ โดยชี้นำให้ผู้รับบริการแยกแยะปัญหา ตั้งเป้าหมาย ทำความเข้าใจผลหลังการประเมิน เลือกปัญหาที่สำคัญก่อน แนะนำกิจกรรม/ขั้นตอนที่พิเศษในการเลียนแบบตัวอย่างและแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง กระตุ้นด้วยการตั้งคำถามมากกว่าบอกเล่าอย่างต่อเนื่องขณะทำกิจกรรมใดๆ
• นักกิจกรรมบำบัดจัดการสิ่งแวดล้อม เปลี่ยนธรรมชาติของงาน-เครื่องมือ-วัสดุอุปกรณ์ เปลี่ยนบริบททางสังคมหรือร่างกายในการทำกิจกรรมตามความสามารถของผู้รับบริการที่มีส่วนร่วมอย่างสำเร็จผล ต้องสังเกตและวิเคราะห์ว่า “สิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไปมีผลต่อการเรียนรู้อย่างไร ผู้รับบริการจะเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างไร”
• นักกิจกรรมบำบัดควรแสดงบทบาทต่างๆ ในการจัดกลุ่มกิจกรรมหนึ่งครั้งหรือเฉพาะราย เพราะผู้รับบริการไม่มีทักษะที่จะแสดงความสามารถของบทบาทต่างๆ
• ฝึกฝนทักษะการถามเพื่อให้เข้าใจตรงกัน การฟัง การสังเกต การสรุปสะท้อนความคิดที่ชัดเจน การจบสัมพันธภาพ การสื่อสารให้ Keep It Short & Simple (KISS) ระวังการใช้คำพูด เงียบแบบผ่อนคลาย กระตุ้นให้ตอบสนองเล็กน้อย และติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ
อ้างอิงจาก Early MB. Mental health concepts and techniques for the occupational therapy assistant (3rd ed.). New York: Lippincott Williams & Wilkins; 2000.
KISS ทางด้านการพัฒนาระบบก็ใช้เช่นกันค่ะ เป็น fact ใช้ได้ครอบคลุมทุกศาสตร์เลยค่ะ
ปล. กำลังตกแต่งปกหนังสือให้อยู่นะค่ะ :)
ขอบคุณมากครับ อ.จันทวรรณ ฝากความระลึกถึงอ.ธวัชชัย และน้องต้นไม้ ด้วยครับผม
เพิ่มเติมจาก Blog ข้างต้น ว่า "ผู้บำบัดต้องทำความเข้าใจถึงความคิดความรู้สึกต่อการตอบสนองสิ่งเร้านั้นๆ ที่มีกลไกป้องกันทางจิตอย่างไร" ได้แก่
1. แกล้งทำตรงข้ามกับความคิด (Reaction formation) เช่น กลัวขัดแย้งกับความคิดเห็นของผู้อื่น เลยเงียบ ไม่พูด
2. ระบายอารมณ์ (Sublimation) เช่น ผ่อนคลายความเครียดโดยทำกิจกรรมที่ชอบและออกแรง, ทำร้ายและด่าเพื่อนที่โรงเรียน หลังจากทะเลาะกับพ่อแม่ที่บ้าน
3. ชดเชยความรู้สึก (Compensation) เช่น หน้าตาไม่หล่อ ไปเล่นตลก หรือ เรียนเก่ง, เรียนไม่เก่ง แต่เล่นกีฬาเก่ง
4. ย้ายความคิด (Displacement) และสำนึกผิดด้วยการไม่กระทำ/ทำสิ่งที่ไม่มีความหมาย (Undoing) เช่น สามีเครียดจากเจ้านายผู้หญิง จึงทำร้ายภรรยา โดยภรรยาไม่ได้ทะเลาะ จากนั้นก็รู้ว่าตนเองผิด แต่ไม่ขอโทษ และเข้าห้องน้ำบ่อยๆ โดยไม่สมเหตุสมผล
5. เก็บกดในจิตใต้สำนึก (Repression) เช่น ถูกข่มขืน แล้วลืมเหตุการณ์ข่มขืนโดยอัตโนมัติ
6. กดระงับในจิตสำนึก (Suppression) เช่น ถูกข่มขืน แล้วตั้งใจลืมเหตุการณ์หรือบุคคลนั้น โดนหมากัด แล้วตั้งใจลืมหมาตัวนั้น
7. มีเหตุผลเข้าข้างตนเอง (Rationalism) เช่น ทิ้งขยะชิ้นเล็กๆ แล้วคิดว่า “ไม่เป็นไรหรอก” , ไม่สบาย แล้วคิดว่า “ไม่กินยา เดี๋ยวหายเอง”
8. การแสดงสัญลักษณ์ (Symbolization) เช่น ฝันและคิดถึงเรื่องกล้วย แล้วเชื่อว่าคล้ายอวัยวะเพศชาย
9. ปฏิเสธ (Denial) และโยนความผิดให้ผู้อื่น (Projection) เช่น ทำแก้วแตก แล้วบอกว่าน้องทำ, ทำข้อสอบไม่ได้ โทษว่า อาจารย์ออกข้อสอบไม่ดี, เพื่อนเสียชีวิต แต่คิดว่า “เขายังไม่ตาย”
10. ระงับพัฒนาการ (Fixation) และถดถอย (Regression) เช่น มีคนตำหนิเมื่อเด็กพูดไม่ชัด ไม่ให้เด็กพูด ทำให้ภาษาถดถอย, เด็กเครียดเพราะแม่รักน้องมากกว่า เด็กจึงปัสสาวะรดที่นอน, ทำงานแล้ว ยังยึดติดให้พ่อแม่เลี้ยงดูอยู่
• ฝึกฝนทักษะการถามเพื่อให้เข้าใจตรงกัน การฟัง การสังเกต การสรุปสะท้อนความคิดที่ชัดเจน การจบสัมพันธภาพ การสื่อสารให้ Keep It Short & Simple (KISS)
ขอบคุณครับพี่ อ.ดร.ขจิต
สวัสดีค่ะอาจารย์
ดิฉันเห็นด้วยอย่างยิ่งกับคำที่ว่า“ท้าทายความสามารถได้ตรงกับตัวเขาเอง” เป็นคำที่สามารถใช้ได้กับผู้ป่วยทุกประเภทจริงๆ และสิ่งเเวดล้อมต่างๆมีผลต่อการเรียนรู้ ทั้งสิ่งแวดล้อม อารมณ์ ร่างกาย ดังนั้นนักกิจกรรมบำบัดควรมีทักษะการสังเกตที่ไว ทั้งเพื่อตัวผู้บำบัดเองและเพื่อผู้ป่วยด้วย
ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณคุณณัชชาครับ
สวัสดีค่ะอาจารย์
จากที่อ่านเนื้อหาทั้งหมด หนูเห็นว่า การใช้ Therapeutic Use of Self นั้นเป็นการใช้ศักยภาพในตัวของนักกิจกรรมบำบัดเพื่อดึงศักยภาพของผู้รับบริการออกมาให้เขาสามารถเข้าถึงกิจกรรมต่างๆได้ ทั้งนี้นักกิจกรรมบำบัดเองต้องตระหนักและเข้าใจ ความคิด ความรู้สึก ความสามารถของทั้งตัวเองและผู้รับบริการอย่างแท้จริง อีกทั้งการทำความเข้าใจถึงความคิดความรู้สึกต่อการตอบสนองสิ่งเร้าต่างๆของแต่ละคนก็จำเป็นเพื่อเข้าใจตัวตนที่แท้จริงของแต่ละบุคคล ซึ่งทักษะเหล่านี้ก็ขึ้นอยู่กับการฝึกฝนตนเองของนักกิจกรรมบำบัดด้วย หนูคิดว่าคงเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นมากๆสำหรับวิชาชีพนี้ ตัวหนูเองก็จะพยายามฝึกฝนให้ดีที่สุดให้เป็นนักกิจกรรมบำบัดที่มีคุณภาพค่ะ
ขอบคุณครับคุณพัดชา
อยากจะทราบความหมายของที่ว่า การสื่อสารให้ Keep It Short & Simple (KISS) อยากให้อาจารย์ลองยกตัวอย่างที่เป็นคำพูด
หรือประโยคได้ไหมคะอยากให้อาจารย์มาสอนในห้องจะได้เข้าใจง่ายขึ้นคะ ส่วนหัวข้ออื่นนั้นอาจารย์ได้เขียนไว้อย่างเข้าใจทุกหัว
ข้อแล้วค่ะ ส่วนการจัดกิจกรรมที่ท้าทายความสามารถของผู้รับบริการนั้น มีหลักการเดียวกันกับหลัก SI ที่ใช้ในเด็กไหมคะ อยากให้
อาจารย์อธิบาย
ขอบคุณคุณจุรีรัตน์ และขอตอบคำถามดังนี้
ตัวอย่างการสื่อสารแบบ KISS ได้แก่ คุณลุงเอ...เมื่อเช้านี้...ทานอะไรมาครับ แทนที่จะถามว่า วันนี้คุณลุงกินข้าวเช้ากับอะไรมาครับ
การจัดกิจกรรมที่ท้าทายความสามารถของผู้รับบริการเป็นหลักการทั่วไปทางกิจกรรมบำบัด เมื่อนักกิจกรรมบำบัดพัฒนากรอบอ้างอิงและ/หรือรูปแบบแนวคิดเฉพาะเจาะจง เช่น SI, MOHO ก็นำหลักการข้างต้นไปปรับใช้ได้ครับ
เห็นด้วยค่ะ ว่าการใช้ Therapeutic Use of Self เป็นสื่อการบำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพทางจิตสังคม เป็นวิธีการบำบัดรักษาที่นักกิจกรรมบำบัดต้องใช้ทักษะทั้งการสังเกต เรียนรู้ คิดวิเคราะห์ การแสดงบทบาทที่เหมาะสมเพื่อเป็นตัวอย่างทีดีต่อผู้รับบริการ รวมถึงการเข้าใจถึงความคิดความรู้สึกต่อการตอบสนองสิ่งเร้านั้นๆ ที่มีกลไกป้องกันทางจิต ล้วนมีความสำคัญต่อนักกิจกรรมบำบัดอย่างมาก เพราะจะช่วยให้นักกิจกรรมบำบัดเข้าใจผู้รับบริการมากขึ้น และเลือกใช้วิธีและกิจกรรมการรักษาได้ตรงจุด ถูกต้อง เหมาะสมกับผู้รับบริการแต่ละราย
ขอบคุณครับคุณณัฐกานต์