เพิ่มเติมจาก Blog ข้างต้น ว่า "ผู้บำบัดต้องทำความเข้าใจถึงความคิดความรู้สึกต่อการตอบสนองสิ่งเร้านั้นๆ ที่มีกลไกป้องกันทางจิตอย่างไร" ได้แก่
1. แกล้งทำตรงข้ามกับความคิด (Reaction formation) เช่น กลัวขัดแย้งกับความคิดเห็นของผู้อื่น เลยเงียบ ไม่พูด
2. ระบายอารมณ์ (Sublimation) เช่น ผ่อนคลายความเครียดโดยทำกิจกรรมที่ชอบและออกแรง, ทำร้ายและด่าเพื่อนที่โรงเรียน หลังจากทะเลาะกับพ่อแม่ที่บ้าน
3. ชดเชยความรู้สึก (Compensation) เช่น หน้าตาไม่หล่อ ไปเล่นตลก หรือ เรียนเก่ง, เรียนไม่เก่ง แต่เล่นกีฬาเก่ง
4. ย้ายความคิด (Displacement) และสำนึกผิดด้วยการไม่กระทำ/ทำสิ่งที่ไม่มีความหมาย (Undoing) เช่น สามีเครียดจากเจ้านายผู้หญิง จึงทำร้ายภรรยา โดยภรรยาไม่ได้ทะเลาะ จากนั้นก็รู้ว่าตนเองผิด แต่ไม่ขอโทษ และเข้าห้องน้ำบ่อยๆ โดยไม่สมเหตุสมผล
5. เก็บกดในจิตใต้สำนึก (Repression) เช่น ถูกข่มขืน แล้วลืมเหตุการณ์ข่มขืนโดยอัตโนมัติ
6. กดระงับในจิตสำนึก (Suppression) เช่น ถูกข่มขืน แล้วตั้งใจลืมเหตุการณ์หรือบุคคลนั้น โดนหมากัด แล้วตั้งใจลืมหมาตัวนั้น
7. มีเหตุผลเข้าข้างตนเอง (Rationalism) เช่น ทิ้งขยะชิ้นเล็กๆ แล้วคิดว่า “ไม่เป็นไรหรอก” , ไม่สบาย แล้วคิดว่า “ไม่กินยา เดี๋ยวหายเอง”
8. การแสดงสัญลักษณ์ (Symbolization) เช่น ฝันและคิดถึงเรื่องกล้วย แล้วเชื่อว่าคล้ายอวัยวะเพศชาย
9. ปฏิเสธ (Denial) และโยนความผิดให้ผู้อื่น (Projection) เช่น ทำแก้วแตก แล้วบอกว่าน้องทำ, ทำข้อสอบไม่ได้ โทษว่า อาจารย์ออกข้อสอบไม่ดี, เพื่อนเสียชีวิต แต่คิดว่า “เขายังไม่ตาย”
10. ระงับพัฒนาการ (Fixation) และถดถอย (Regression) เช่น มีคนตำหนิเมื่อเด็กพูดไม่ชัด ไม่ให้เด็กพูด ทำให้ภาษาถดถอย, เด็กเครียดเพราะแม่รักน้องมากกว่า เด็กจึงปัสสาวะรดที่นอน, ทำงานแล้ว ยังยึดติดให้พ่อแม่เลี้ยงดูอยู่