อยากเห็นหอพักมี “มุมความสุข” ที่ทุกคนสัญจรออกมาใช้ชีวิตร่วมกัน โดยไม่กักตัวอยู่แต่ในห้องพัก

เคยมีคนถามผมอยู่บ่อยครั้งเหมือนกันว่า “ชีวิตเติบโตมาจากอะไรบ้าง?”  

คำตอบที่ผมตอบแบบไม่ลังเล และเป็นคำตอบที่ใช้ตอบซ้ำไปซ้ำมาก็คือ “หนังสือ” 

ครับ  ผมยืนยันว่าตอบเช่นนั้นจริงๆ  เป็นการตอบแบบตรงไปตรงมา และตอบแบบไม่มีลูกเล่นลูกฮาใดๆ เพราะนั่นคือคำตอบส่วนตัวที่ผมค้นพบมาด้วยตนเอง ซึ่งผมก็รู้สึกอย่างไม่กังขามาอย่างยาวนานแล้วว่า ส่วนหนึ่งของการเติบโตของผมนั้น มันมาจากการ “อ่านหนังสือ”  จริงๆ 

สมัยเรียนมัธยมในตัวอำเภอ  แทบไม่เคยมีตังค์ติดกระเป๋าไปเป็นค่าอาหารกลางวัน  พอพักเที่ยงจึงจำต้องพาตัวเองไปหลบเร้นอำพรางตัวในห้องสมุด  เพราะเขินอายกับสภาพที่ต้องนั่งกินลมกินเพดานไปพรางๆ ก็ได้หนังสือนั่นแหละเป็น “อาหารกลางวัน”  พอได้เลี้ยงชีวิต หรือประทังชีวิตมาอย่างทระนง 

ครั้งพอเรียนมหาวิทยาลัย เมื่อสามารถเขียนบทความ หรือสารคดีสั้นๆ ได้บ้าง ก็ส่งไปตีพิมพ์ ได้เงินมาก็เอาไปซื้อหนังสือมากองๆ ไว้ ว่างตอนไหนก็อ่านตอนนั้น หรืออยากอ่านตอนไหน ก็หยิบมาอ่าน จนบัดนี้มีหนังสือในครอบครองมากกว่า 3 พันเล่ม...

 

เกือบจะ 3 ปีได้แล้วกระมังที่ผมได้รับมอบหมายมาช่วยกำกับดูแลงานด้านหอพักแบบชั่วคราว (ทั้งที่งานประจำในอีกสายงานหนึ่งก็หนักหนาสาโหดเหลือทน)  

สิ่งหนึ่งที่พยายามมอง “มุมชีวิต” ของชาวหอพักมาโดยตลอด นั่นก็คือการอยากเห็นหอพักมี “มุมความสุข”  ที่ทุกคนสัญจรออกมาใช้ชีวิตร่วมกัน โดยไม่กักตัวกักใจ (จ่อมจม) อยู่แต่ในห้องพัก เพราะหอพัก มันควรมีพื้นที่แห่งความสุข  หรือพื้นที่ที่ใครๆ สามารถนำพาชีวิตของแต่ละคนออกมาสัญจรพบปะกันและกันอย่างไม่อึดอัด และที่สำคัญก็คือการนำพาไปสู่พื้นที่แห่งการ “เรียนรู้ของชาวหอพัก” 

ดังนั้นด้วยความที่ว่าผมชอบใช้วาทกรรมนำสู่การขับเคลื่อนเรื่องต่างๆ  ผมจึงมักสะกิดเจ้าหน้าที่ด้วยวาทกรรมต่างๆ อยู่เสมอๆ หรือเรียกในแบบฉบับของผมก็คือการ “ขายฝัน”  (แน่นอนครับ,เป็นการขายฝันมากกว่าการสั่งการให้ทำ)  โดยวาทกรรมที่ผมหยิบมากล่าวถึงซ้ำแล้วซ้ำอีกก็คือ “ความสุขเล็กๆ ของชาวหอพัก” นั่นเอง 

และในบรรดามุมความสุขที่ว่านั้นก็คือ “ห้องอ่านหนังสือ” อย่างไม่ต้องสงสัย  ซึ่งก็สัมพันธ์กับความต้องการของนิสิตที่พักอาศัยในหอพักด้วยเช่นกัน


การเล่นดนตรีขององค์กรนสิต
การเปิดตัวหนังสือ "เด็กหอใน" และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ชีวิต "เด็กหอใน"

 

ระยะแรก  ทั้งผมและทีมงานลงแรงสร้างระบบอินเทอร์เน็ตไร้สายในบริเวณหอพักทั้งหมด เพื่อเปิดพื้นที่ทุกหย่อมหญ้าในหอพักเป็นพื้นที่แห่งการ "ใช้ชีวิตและเรียนรู้ชีวิตของนิสิต"... ซึ่งภาพที่เห็นก็คือนิสิตหอบหิ้วโน้ตบุ๊คมานั่งทำงานและพักผ่อนอยู่ตามร่มไม้รอบๆ หอพักอย่างน่ารัก  บางคนมาเป็นคู่ บางคนมาเป็นกลุ่ม บางคนปูสื่อนั่งและนอนกันแบบสบายๆ ... (มองยังไงก็น่ารัก เพราะดีกว่าให้พวกเขาสัญจรไปสู่ร้านเน็ตนอกมหาวิทยาลัย)

ถัดจากนั้น  เจ้าหน้าที่ก็ขับเคลื่อน "โครงการรักการอ่าน" ขึ้นมาเป็นยกที่สอง  ต้องสารภาพว่าระยะแรกโครงการดูจะติดขัดอยู่มากโข  เพราะเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ ไม่มีองค์ความรู้ในเรื่องหนังสือ หรือเป็นกลุ่มคนที่ขาดทักษะการอ่านอยู่มาก  (มีแต่ใจแต่ไร้ประสบการณ์) ประกอบกับผู้บริหารบางท่านก็มองว่า “ห้องอ่านหนังสือ” อาจไม่จำเป็นนัก เพราะนิสิตสามารถอ่านในห้องพักได้  รวมถึงไม่อยากให้มีการซ้ำซ้อนกับห้องสมุดของมหาวิทยาลัย 

ประเด็นหลังๆ นั้น ผมยอมรับว่าผมมองคนละมุมอย่างชัดเจน ผมพยายามสะท้อนแนวคิดให้เห็นว่า “ห้องอ่านหนังสือ”  ที่ผมว่านั้นจะเป็น “มุมความสุขเล็กๆ ของชาวหอพัก”  มุมๆ นี้จะนำพาให้นิสิตพาตัวเองออกมาจากห้องหับอันเล็กๆ แคบๆ ของตัวเอง มุมๆ นี้จะเป็นมุมแห่งการเรียนรู้และพักผ่อนในแบบ “บันเทิงเริงปัญญา”  หนังสือที่ปรากฏในห้องอ่านหนังสือ เป็นหนังสือทางเลือกที่ผมและทีมงานพยายามคัดเฟ้นเข้ามาให้นิสิตหอพักได้อ่าน “โลกและชีวิต”  แบบไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปหยิบยืมจากห้องสมุด หรือสำนักวิทยบริการ

 
ผศ.ดร.สุจิน บุตรดีสุวรรณ รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนานิสิต เยี่ยมชมนิทรรศการภาพถ่าย


อ.มงคล คาร์น กรรมการตัดสินเรื่องเล่าเร้าพลังและภาพถ่ายมาให้กำลังใจ


แน่นอนครับ  ผมไม่ได้หยิบยกเอาวาระแห่งการอ่านระดับชาติมาอธิบาย  ผมไม่ได้หยิบเอาสถิติ หรือปรากฏการณ์คนไทยอ่านหนังสือน้อยมากล่าวอ้างให้โครงการของผมและทีมงานมีน้ำหนักมากขึ้น 

ตรงกันข้าม  ผมกลับยืนยันอย่างข้นเข้มว่า “โครงการนี้ คือปฐมบทในอีกนิยามหนึ่งของการแสวงหาพื้นที่คุณภาพให้นิสิตหอพักได้มีทางเลือกในการใช้ชีวิตมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา  รวมถึงการเน้นย้ำว่านี่คือการเปิดพื้นที่ความสุขเล็กๆ ของชาวหอพักอย่างแท้จริง  เพราะผมไม่อยากให้นิสิตกักขังตัวเองอยู่ในห้องพัก  ผมอยากให้มีห้องอ่านหนังสือแบบ "รีสอร์ทหนังสือ"  และผมต้องการชี้ให้เห็นว่า  บัดนี้ได้เวลาปักธงให้หอพักเป็นบ้านแห่งการเรียนรู้อย่างจริงๆ จังๆ แล้วกระมัง”

จนในที่สุดโครงการดังกล่าวก็เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปเป็นร่าง  งานบริการหอพักนิสิตจับมืองานประชาสัมพันธ์และสารสนเทศขับเคลื่อนเรื่องนี้ช่วยกัน  มีการประกวดเขียนเรื่องเล่าเร้าพลัง  มีการประกวดภาพถ่าย  ซึ่งทั้งสองอย่างนั้นมีโจทย์เดียวกันคือ “ความสุขเล็กๆ ของชาวหอพัก”  โดยเรื่องเล่าเร้าพลังที่ว่านั้น  ผมนำมาจัดพิมพ์เป็นหนังสืออ่านเล่นในชื่อ “เด็กหอใน”  ส่วนภาพถ่ายต่างๆ ก็ทำเป็นโปสการ์ด และจัดแสดงไปในตัว  พร้อมๆ กับการจัดกิจกรรมเปิดห้องอ่านหนังสือสู่โลกแห่งการอ่าน  รวมถึงการเชิญนิสิตที่ได้รางวัลจากการเขียนเรื่องเล่าเร้าพลังและการประกวดภาพถ่ายมานั่งพูดคุยเสวนาถอดบทเรียนชีวิตสู่กันฟัง 

และนั่น ยังรวมถึงการดึงเอาเครือข่ายชมรมต่างๆ มาช่วยเล่นดนตรี  เชิญอาจารย์และเจ้าหน้าที่มาร่วมเสวนาเกี่ยวกับชีวิต “เด็กหอใน”  ซึ่งบรรยากาศต่างๆ ก็ดูจะเรียบง่ายและงดงามไม่ใช่ย่อย  มิหนำซ้ำยังเป็นการพบปะให้กำลังใจแก่ชาวหอพัก เพื่อให้มีพลังชีวิตในการสอบปลายภาค...โดยคนที่เข้าร่วมงาน  จะได้รับหนังสือเด็กหอใจเป็นของที่ระลึก  รวมถึงภายในงาน ก็มีนิทรรศการอื่นๆ มาเติมเต็มเช่น การแสดงผลงานอันเกิดจากการสร้างสรรค์ของนสิตหอพัก เช่น ดอกไม้และตุ๊กตาจากใยบัว  ซึ่งเป็นการขับเคลื่อนกระบวนการสร้างรายได้เสริมให้กับนิสิตหอพัก

นั่นคือเรื่องราวดีๆ ที่ผมคิดถึงคราใดก็อดสุขใจไปกับเรื่องราวเหล่านั้นไม่ได้  ถึงแม้โครงการนี้จะลุ่มๆ ดอนๆ มาหลายยก  ด้วยการเคี่ยวเข็ญสู่กระบวนการเติมความรู้ให้ผู้รับผิดชอบโครงการได้สนใจในเรื่องหนังสือหนังหา (บ้าง)  การกระตุ้นและฝึกให้เจ้าหน้าที่ตระหนักในคุณค่าของการอ่าน  รวมถึงการพยายามสร้างเวทีให้เจ้าหน้าที่ได้เรียนรู้ที่จะเป็นพิธีกร ฝึกการเป็นผู้ดำเนินรายการ  ฝึกการประสานงานกับวิทยากร  ฝึกให้อ่านหนังสือและฝึกทักษะในการเล่าเรื่อง ไปพร้อมๆ กัน 

สิ่งเหล่านี้ เป็นการพัฒนาเจ้าหน้าที่และนิสิตไปพร้อมๆ กัน...ผมคงไม่ปรารถนาให้พวกเขาเติบโตจากหนังสือเช่นเดียวกับผม  แต่ผมก็ปรารถนาให้พวกเขาได้มีมุมความสุขเล็กๆ ในนิยามของตัวเอง...มีมุมแห่งการเรียนรู้แบบบันเทิงเริงปัญญา  และมีมุมมองที่ดีต่อการอ่าน เพื่อพัฒนาตนเองและสังคมบ้างก็เท่านั้นเอง...

 

 

 

โครงการรักการอ่าน
21-22 กันยายน 2553