เป็นที่ทราบกันดีว่า การปลูกยางพาราในบ้านเรานั้นมีมานานแล้วในแถบภาคใต้และภาคตะวันออกของประเทศ และเมื่อ ประมาณ 20 กว่าปีที่แล้วได้มีการปลูกเพื่อการค้าจริงๆ โดยการส่งเสริมของหน่วยงานของรัฐในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งผมจำได้ตอนเด็กๆ มีไม่กี่ครอบครัวเองที่ปลูก หลังจากนั้นไม่นาน เริ่มปลูกกันมาเรื่อยๆ จนตอนนี้กลายเป็นพืชเศรษฐกิจไปแล้ว ครอบครัวใหนไม่ปลูกถือว่าเชยแหลกเลยครับ แต่ลองนึกดูอีกทีก็เป็นรายได้ระยะของชาวสวนยางนะครับ เพราะกว่าจะได้กรีดก็ประมาณ 6ปี และกรีดไปเรื่อยอีกประมาณ 20 ปี ก็หมดอายุขัยของมันเอง
ทีนี้ลองมาดูกันว่าที่ผมบอกว่า โอกาสหรือวิกฤต นั้นเป็นอย่างไร

และ ....

ผมลองคิดเล่นๆดูครับ

หากรัฐบาลไม่มีมาตรการที่ดีพอ อาจจะกลายเป็นฝันร้ายของพี่น้องชาวสวนยางก็ได้ครับ เพราะอะไร
- ราคาพุ่งสูงเกินไป
- จำนวนพี้นที่การปลูกยางพารามากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
- ความรู้ความเข้าใจของชาวสวนยังไม่ดีพอ
- อุตสาหกรรมการแปรรูปต้นยางหลังหมดอายุการกรีดยาง
- มาตรการส่งเสริมและการเพิ่มผลผลิตอย่างต่อเนื่องยังไม่ดีพอ
เหล่านี้คือสาเหตุหลักๆที่ผมเฝ้าดูอยู่ เพราะครอบครัวผมก็ปลูกเหมือนกันแต่ไม่มาก เมื่อไรยางล้มคนล้มแน่นอนครับ
แนวโน้มของราคายางนั้นเป็นไปตามกลไก ทางตลาดอยู่แล้วครับ แต่ด้านการผลิตน้ำยางดิบ ประเทศเรามีปัญหาจริงอย่างที่ว่า รัฐบาลน่าจะมีการส่งเสริม และ นำความรู้ด้านการวางแผนเพื่อเพิ่มผลผลิต และ ลดต้นทุน ให้แก่ เกษตรกร มากกว่านี้ น่าเสียดาย ทั้งที่เรามีทรัพยากรที่มีค่าอยู่แท้ๆ
ขอบคุณสำหรับข้อคิดเห็นนะครับ ผมว่า รัฐควรลงมาดูแลในระดับล่างเลยดีกว่า เพราะชาวสวนก็ดูแลยางของตนอย่างถูกๆ ผิดๆมานาน และตามมีตามเกิดจริงๆ มาช่วยวางแผนการผลิต และเป็นระบบมากกว่าที่เป็นอยู่ ซึ่งมันจะส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพน้ำยางและช่วยยืดอายุของยางต่อไปได้อีกอย่างน้อยก็ 3-5 ปี ผมเห็นชาวสวนบางราย เริ่มกรีดยางตั้งแต่อายุน้อยๆ และวิธีการกรีดยังไม่เหมาะสมกับลักษณะทางกายภาพของลำต้นของยางครับ
สำหรับยางไทยแล้วอยากให้มีการพัฒนานำยางมาใช้ประโยชน์เพิ่มมูลค่ามากยิ่งขึ้นครับ