สร้างกรอบจัดการความรู้และพัฒนาการเรียนรู้สะสมต่อยอดทุนประสบการณ์ตนเอง
จากการเล่าและสื่อสะท้อนทรรศนะต่อประสบการณ์ทางศิลปะอย่างเชื่อมโยง

ผมลองนำเอาวิธีวิเคราะห์ Thematic Analysis กับ Content Analysis ซึ่งเป็นวิธีการทั่วไปของการวิจัยเชิงคุณภาพ มาบวกกับวิธีทำงานความคิดของการทำงานศิลปะเพื่อเรียนรู้ไปกับประสบการณ์และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของพี่นงนาท สนธิสุวรรณ จึงขออนุญาตคุณพี่นงนาทท่าน ที่จะถือโอกาสนำเอาการเล่าถ่ายทอดแนวคิดจากแง่มุมเล็กๆของพี่มาเป็นตัวอย่างนะครับ คิดว่าจะเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่จะเป็นประโยชน์สำหรับเครือข่ายบล๊อกเกอร์และเครือข่ายการเรียนรู้ของ GotoKnow ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนไม่น้อยที่รู้จักและคุ้นเคยกับการทำ Story Telling หรือการเล่าเรื่องอย่างมีพลัง

ในทางการวิจัยและการพัฒนากระบวนการเรียนรู้อย่างมีส่วนร่วมนั้น การเล่าเรื่องและถ่ายทอดประสบการณ์เล็กๆน้อยๆของปัจเจก รวมไปจนถึงกลุ่มคนและชุมชนที่เป็นการรวมตัวกันในกรอบต่างๆนั้น นอกจากจะเป็นกิจกรรมสังคม(Social Action)และเป็นวิธีสื่อสารที่ทรงประสิทธิภาพ อีกทั้งเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่มีความร่วมกันที่สุดของมนุษย์ทุกผู้ทุกนามมาแต่ดั้งเดิม (Commons Attributes of Human Being) แล้ว ก็สามารถนำมาใช้เป็น Methodology และเครื่องมือเชิงกระบวนการสำหรับการวิจัยได้เป็นอย่างดีในหลายขั้นตอนครับ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างทฤษฎีขึ้นจากประสบการณ์ตรงของกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องสำหรับเรื่องที่ไม่เคยมีมาก่อนหรือเรื่องที่ต้องการเข้าใจด้วยวิถีทรรศนะใหม่ๆ และสร้างกรอบเพื่อจัดการความรู้หรือนำไปสู่การตรวจสอบด้วยการวิจัยให้ซับซ้อนมากยิ่งๆขึ้น ซึ่งจะทำให้ได้ตัวปัญญาและความรู้ที่สมดุลในสองมิติ ทั้งเชื่อมโยงกับความเป็นสากลได้และสะท้อนมิติสังคมวัฒนธรรมหรือมีบริบท ซึ่งเป็นงานความรู้และการสร้างตัวปัญญาที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าแนวทางอื่นๆ

การเล่าประสบการณ์ทางศิลปะ มีความผสมผสานกับการเกิดประสบการณ์ทั้งกับโลกภายนอกและประสบการณ์ภายในจิตใจตลอดจนกระบวนการทางความคิดของปัจเจก ดังนั้น จึงเป็นทักษะการเล่าที่ไม่สามารถปฏิบัติได้อย่างทั่วไปของทุกคน ทำให้คนทั่วไปเห็นแต่ด้านความเป็นปัจจัตตังของการทำงานศิลปะ แต่ไม่สามารถเชื่อมโยงประสบการณ์และกระบวนการเรียนรู้ด้วยวิธีการทางศิลปะ ให้เข้าสู่ภาวะความเป็นหนึ่งกับวิธีการอื่นๆได้ ตัวอย่างจากพี่นงนาท สนธิสุวรรณ จะทำให้เห็นแนวการศึกษาและพัฒนาตนเองจากกิจกรรมทางศิลปะในมิติที่กล่าวมาข้างต้นนี้ได้เป็นอย่างดี

 ที่มาของการบันทึกและหยิบเอาแง่มมุมนี้มาศึกษา มาจากการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และสนทนากันของพี่นงนาท สนธิสุวรรณ[คลิ๊กเพื่ออ่านและทำความรู้จักเพิ่มเติมที่นี่] กับท่านอื่นๆและผม ที่บันทึก  ๓ องค์ประกอบหลักที่นักวิจัยเชิงปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วม PAR ต้องเรียนรู้ให้ทำได้และทำเป็น  จากบล๊อก สุขภาวะชุมชน : Methodology & Field Experiences ใน วิรัตน์ คำศรีจันทร์ ที่ http://gotoknow.org/blog/healthycom/403388

การศึกษาให้สามารถฟังการเล่าเรื่องหรืออ่านการบันทึกถ่ายทอดได้อย่างมีความหมาย ได้ทั้งความเข้าใจซาบซึ้งและเกิดการเรียนรู้ ขยายโลกทรรศน์และเพิ่มพูนประสบการณ์ผ่านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ดังตัวอย่างต่อไปนี้ จะเป็นเพียงมิติหนึ่งการของการฟังอย่างลึกซึ้งเพื่อเห็นความคิดเชิงระบบจากประสบการณ์ของผู้อื่นเท่านั้น โดยจะมีตัวอย่างสำหรับนำมาศึกษา ๒ กรณีซึ่งเป็นการถ่ายทอดประสบการณ์จากการดูภาพ ๒ ภาพด้วยกัน โดยแต่ละภาพ ก็จะหยิบยกมาแจกแจงให้เห็นโดยลำดับครอบคลุมทั้ง ๓ ด้าน แตกต่างกันออกไป คือ

  • ตัวอย่างเรื่องเล่า ซึ่งนำมาจากการบันทึกถ่ายทอดประสบการณ์
  • วิธีวิเคราะห์ใคร่ครวญให้เห็นโครงสร้างและระบบที่อยู่ภายใต้เรื่องราวที่ถ่ายทอด  
  • ระบบวิธีคิดหรือตัวปัญญาเพื่อเรียนรู้และนำไปใช้พัฒนาตนเองของเรา

ทั้งสองตัวอย่าง จะเห็นพลังของเรื่องเล่าที่ให้บทเรียนและวิธีคิดในแง่มุมที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งถ้าหากไม่ฟังหรือไม่อ่านอย่างลึกซึ้งก็จะไม่สามารถเข้าถึงได้ โดยตัวอย่างที่ ๑ จะนำไปสู่การได้โลกทัศน์และชีวทัศน์ (World View) และตัวอย่างที่ ๒ เป็นตัวอย่างที่นำไปสู่การได้ความละเอียดอ่อนทางจิตใจและวิธีซาบซึ้งความงามต่อโลกรอบข้าง (Appretiation) ดังจะนำเสนอเป็นลำดับต่อไปนี้

  การเล่าเรื่องถ่ายทอดประสบการและสะท้อนทรรศนะ :   ภาพที่ ๑ ดูใน : http://gotoknow.org/blog/healthycom/403388  

 

 ........ภาพแรกสะท้อนบัวจากเงาน้ำหลากหลายมิติ.. พิศแล้วเห็นความงามต่าง layer ทั้งท้องฟ้าสีคราม มีกลุ่มเมฆขาวหม่นลอย เหนือเงาฝักบัว และดอกตูมชูก้านงอและตรง ตัดกับสีเขียวอ่อนของใบบัวหลายทรง แผ่รูปลักษณ์เต็มท้องน้ำ...ให้อารมณ์สงบลึกชวนฉงนถึงความงดงามของธรรมชาติที่มี combination กลมกลืนในความแตกต่าง.....

               นงนาท สนธิสุวรรณ dialogue box ๑๗
               จาก
๓ องค์ประกอบหลักที่นักวิจัยเชิงปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วม PAR ต้องเรียนรู้ให้ทำได้และทำเป็น  
               ใน วิรัตน์ คำศรีจันทร์
http://gotoknow.org/blog/healthycom/403388

  การวิเคราะห์ เรียนรู้ และหาบทเรียนจากประสบการณ์ฟังและอ่านเรื่องเล่า  จากภาพที่ ๑ 

จากการเล่าถ่ายทอดประสบการณ์ดังตัวอย่างที่ ๑ หากฟังอย่างตั้งใจ เราก็จะสามารถเห็นประเด็น รวมทั้งเห็นโครงสร้างของเรื่องราวต่างๆหลายมิติ ดังจะวิเคราะห์และแยกแยะให้เห็นโครงสร้างของเรื่อง รวมทั้งองค์ประกอบที่ให้การเรียนรู้อยู่ในตนเองซึ่งเป็นวิธีคิดที่นำไปใช้ในสถานการณ์อื่นๆที่ต่างออกไปได้ ดังนี้

                         

ภาพที่ ๑ กระบวนการคิดและวิธีคิดอย่างเป็นระบบที่เกิดขึ้นเองอย่างเป็นธรรมชาติ

                        

                       ภาพที่ ๒ กรอบและระบบวิธีคิดที่ได้ สามารถนำไปใช้เป็นแนวเข้าสู่สถานการณ์ชีวิตอันหลากหลายและพัฒนาต่อไปได้อีกอย่างเป็นตัวของตัวเอง การตกผลึกและตรวจสอบตนเองไปบนกรอบดังกล่าวให้ละเอียดและซับซ้อนมากยิ่งๆขึ้นอยู่ตลอดไปจนเป็นหนึ่งเดียวกับองค์รวมของชีวิต ก็จะได้ปัจเจกภาพที่มีการเรียนรู้และงอกงามไปกับประสบการณ์ตนเองได้ตลอดชีวิต

  การเล่าเรื่องถ่ายทอดประสบการและสะท้อนทรรศนะ :   ภาพที่ ๒ ดูใน : http://gotoknow.org/blog/healthycom/403388  

 .....ภาพที่สองจากระเบียงบ้านมอง ภูมิทัศน์ in-out สู่บริเวณสวนร่มรื่นภายนอก เสากลมและลูกกรงสีดำเป็นแนว สร้าง contrast ของรูปทรง ตัดกับสีขาวสะอาดของบัวงามไต่ระดับอย่างลงตัว..เป็นจุดพักสายตาที่น่ารื่นรมย์อย่างยิ่งค่ะ...

              นงนาท สนธิสุวรรณ dialogue box ๑๗
              จาก
๓ องค์ประกอบหลักที่นักวิจัยเชิงปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วม PAR ต้องเรียนรู้ให้ทำได้และทำเป็น  
              ใน วิรัตน์ คำศรีจันทร์
http://gotoknow.org/blog/healthycom/403388

                        

                      ภาพที่ ๓ เป็นการเรียนรู้อย่างมีความหมาย สร้างความซาบซึ้งผ่านการปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมและโลกภายนอกจากสิ่งที่เห็นหรือได้สัมผัส คุณลักษณะและความมีดุลยภาพของกระบวนการเรียนรู้ดังกล่าวนี้  ต่างจากการเกิดความซาบซึ้งด้วยการคิดอยู่กับตนเองอย่างเดียว วิธีสะท้อนคิด สร้างความสะเทือนใจ ความประทับใจ ในลักษณะนี้ เป็นแง่มุมที่งานศิลปะแนว Humanized ใช้เป็นแนวคิดพื้นฐานในการทำงานครับ ที่สำคัญคืองานของยุคโรแมนติค งานของแนวอิมเพรสชั่นนิสต์ และโพสต์อิมเพรสชั่นนิสต์ งานแนวนี้เห็นแง่งามจากการเกิดความประทับใจของมนุษย์ต่อสิ่งต่างๆ ดังนั้น ศิลปะจะต้องสร้างความเป็นสุนทรียภาพให้แก่ผู้คนด้วยการสร้างประสบการณ์ในการเห็นที่นำไปสู่การเกิดแง่งามและความประทับใจอันลึกซึ้ง ซึ่งความประทับใจดังกล่าว ก็จะก่อเกิดพลังใจและนำการปฏิบัติตนเองด้วยการพึงตนเอง

  การวิเคราะห์ เรียนรู้ และหาบทเรียนจากประสบการณ์ฟังและอ่านเรื่องเล่า  จากภาพที่ ๒ 

จากการเล่าถ่ายทอดประสบการณ์ดังตัวอย่างที่ ๒ ก็จะสามารถเห็นประเด็นและโครงสร้างของเรื่อง รวมทั้งองค์ประกอบที่ให้การเรียนรู้อยู่ในตนเองในแง่ของการสร้างความซาบซึ้ง ดังนี้

                         

                    ภาพที่ ๔ กรอบและระบบวิธีคิดที่จะสามารถนำไปใช้กับสถานการณ์อื่นๆในชีวิตและการงานต่อไป ซึ่งจะทำให้วิธี Approach โลกของสรรพสิ่งมีแนวฝึกหัด เป็นครูสร้างประสบการณ์ตนเอง จัดความสัมพันธ์และปฏิสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆอย่างมีความหมาย ทั้งต่อตนเองและต่อการเป็นสิ่งแวดล้อมที่มีแรงบันดาลใจต่อผู้อื่นของเราเอง

 วิธีพัฒนาทางศิลปะที่บูรณาการไปกับการพัฒนากระบวนการคิดและกระบวนการพหุปัญญาอย่างนี้ จะช่วยเสริมแนวทางการพัฒนาการเรียนรู้ทางศิลปะอย่างทั่วไป ซึ่งโดยมากก็จะมีบทบาทต่อการเป็นกิจกรรมแสดงออกในความเป็นศิลปะ ให้เพิ่มพูนการมีบทบาทต่อการเป็น Methodology, Tools และ Methods  สำหรับการพัฒนาปัจเจกทุกคนให้เข้าไปสู่จุดสูงสุดของตนเอง ณ ภาวะเดียวกันได้ (Art Activities as Learning and Development Methodology) แม้วิธีเข้าสู่ความจริงและวิธีสร้างประสบการณ์ต่อโลกของแต่ละคน จะแตกต่างกัน

แนวทางอย่างนี้ ก็จะเป็นตัวเลือกหนึ่งของการพัฒนาการศึกษาเรียนรู้สำหรับสร้างความงาม ความสมดุลกลมกลืนบนความแตกต่างหลากหลายของผู้คน โดยไม่ต้องทำให้ทุกคนกลายเป็นเหมือนกันและทำให้อีกหลายกลุ่มคนสูญเสียรากฐานชีวิต ซึ่งก็เชื่อว่าในอนาคต แนวทางอย่างนี้จะมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ.