เกษตรกรที่ความรู้ และมีปัญญาไม่พอใช้ จนต้องวนเวียนในหลุมดัก เป็นเหยื่อให้กับผู้ที่มีอำนาจทางการเงิน และมีความรู้สูงกว่า ที่คอยแต่จะเอาเปรียบคนรู้น้อยกว่าทุกวิถีทาง

วันนี้ผมมีแขกคนสำคัญของวงการเกษตรอินทรีย์ระดับประเทศมาเยี่ยมถึงบ้าน

ท่านนั้นก็คือ

 พ่อวิจิตร บุญสูง ผู้นำกลุ่มเกษตรกรที่ทำการเกษตรอินทรีย์ในภาคอีสาน

ท่านเป็นผู้ก่อตั้งกลุ่มเกษตรอินทรีย์ “ เกษตรกรทำนา นาโส่” อำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร

ผมจึงได้มีโอกาสสนทนาแนวทางการช่วยเหลือ และพัฒนาเกษตรกร “ยากจน” ให้มีทางเลือกที่จะหลุดออกมาจากหลุมดักเกษตรกรที่ความรู้ และมีปัญญาไม่พอใช้ จนต้องวนเวียนในหลุมดัก

เป็นเหยื่อให้กับผู้ที่มีอำนาจทางการเงิน และมีความรู้สูงกว่า ที่คอยแต่จะเอาเปรียบคนรู้น้อยกว่าและหรือมีอำนาจต่อรองน้อยกว่า ทุกวิถีทาง

จากการพูดคุยแบบกัลยาณมิตรประมาณ ๑ ชั่วโมง

ทำให้ได้ประเด็นสำคัญที่น่าจะเป็นอุปสรรคในการพัฒนาก็คือ หลุมดักที่ลึก ขนาดใหญ่ และโยงใยกับวิถีชีวิตด้านต่างๆ จนทำให้เกษตรกรทั่วไปดำเนินชีวิตจนเข้าไปเป็นเหยื่อของระบบ ที่ส่วนใหญ่ไม่สามารถที่จะถอนตัวออกมาได้โดยง่าย

และ...

ที่ผ่านมา มีเพียงเกษตรกรไม่กี่รายที่มีความรู้ และจิตใจเข้มแข็งพอที่จะพัฒนาความสามารถ จนสามารถมีแรงต้านกระแส ที่สามารถเอาตัวรอดได้ ทั้งแบบหนีกระแส หรืออยู่กับกระแสได้โดยไม่เดือดร้อน หรือสามารถดิ้นรน จนพ้นหลุมดักดังกล่าว

แต่ก็ยังมีบางคนที่ดูเหมือนจะรอด ที่อาจเป็นเพียงก้าวออกมายังไม่พ้นหลุม เพียงแต่ยืนเหยียบเพื่อนที่อยู่ในหลุมที่ลึกกว่า จนสามารถชูมือ ชูศรีษะให้พ้นหลุมได้เท่านั้น ที่ถ้าเพื่อนในหลุมล้มลง ก็อาจจะกลับล้มตามไปด้วย

หลุมดักที่สำคัญคาดว่า จะมีอย่างน้อยสองหลุมใหญ่ๆ ก็คือ

  • หลุมดักทางความรู้ โดยนักธุรกิจ และนักวิชาการเกษตรที่นิยมชมชอบ "ความรู้เป็นพิษ" ได้พยายามสร้างและวางเงื่อนไข
    • ภายใต้คำโฆษณาของความ “สะดวก เร็ว ง่าย ได้มาก และสบายกว่า”
    • ทำให้คนที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์หลงเชื่อ หลงใช้ จนเสพติด เป็นความเคยชิน และเป็นนิสัยในที่สุด
    • ที่เปลี่ยนแปลงหรือเลิกได้ยากมาก
  • หลุมดักทางเศรษฐกิจ การเงิน โดยการเปิดโอกาสให้นำเงิน "ที่คาดว่าจะมีในอนาคต" มาใช้
    •  ภายใต้ยุทธศาสตร์ "กลลวง" ลอกมาจากภาษาอังกฤษ ที่หรูหราว่า “เครดิต” และมี เครดิต มาใช้ล่วงหน้า
    • ทั้งๆที่ เงินจริงๆ ในปัจจุบัน ยังไม่มี และ ในอนาคต จะได้หรือมีหรือเปล่าก็ไม่มีใครรับประกันได้
    • แถมยังมีการยกย่องว่าเป็น "ลูกค้าชั้นดี" เพื่อหลอกล่อให้หลงระเริงกับการใช้เงินที่ดูเหมือนได้มา "ง่ายๆ"  และให้เงินที่คาดว่าจะมี "ในอนาคต" มาใช้ล่วงหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ ทุกรอบการจ่ายหนี้ แบบว่า ถ้าสามารถนำเงินชาติหน้ามาใช้ได้ด้วย ก็คงจะไม่รีรอที่จะทำ
    • จนทำให้ผู้รู้เท่าไม่ถึงการณ์ตกเป็นเหยื่อของระบบ
    • ต้องดิ้นรนทุกวิถีทาง ที่จะเปลี่ยนทุกทรัพยากรให้เป็นเงิน หรือหมุนเงินมาใช้หนี้
    • แม้จะหมุนหนี้ดอกแพงมาใช้หนี้ดอกต่ำก็ยังทำ
    • ไม่สามารถหนีออกจากระบบได้
    • เพราะต้องพยายามหาเงินมาเลี้ยงระบบตามคำยกยอให้หลงทาง ว่า “ลูกค้าชั้นดี” ไว้ให้ได้
    • บางคนยอมทำทุกอย่าง ที่ได้ผลที่สุด ก็แค่ "ดิ้นตายอยู่ในหลุม"
    • ยิ่งดิ้นหลุมยิ่งลึก จนตายไปในหลุมดัก
    • สุดท้าย อย่างมากก็ได้เงิน "ค่าทำศพ" จากกองทุนฌาปนกิจเท่านั้น

ยิ่งไปกว่านั้น

เส้นทางระหว่างสองหลุมนี้ ยังมีสายพันธนาการของ “บริโภคนิยม” แข่งกันหา แข่งกันใช้ของฟุ่มเฟือย ที่ดูเหมือนจะดีและสบายกว่าเดิม จนเป็นความชอบ ความเคยชิน และเป็นนิสัยของทั้งตนเองและครอบครัว และวิถีของชุมชน

อันรวมไปถึงการปั่นกระแสค่านิยมของสังคมที่ร้อยรัดทั้งแนวคิดและการกระทำให้หลงติดอยู่กับ “ความทันสมัย” และแม้แต่คำว่า "นำสมัย" หรือ "สมัยใหม่"

ใครไม่ทำก็จะถูกเพื่อนๆขนานนามว่า "ล้าสมัย" หรือ " ไม่พัฒนา" ว่ากันไปโน่น

ที่ย้อนกลับไปผลักไส ให้คนที่มีความรู้ไม่พอใช้ บ่มเพาะนิสัยการใช้เงินล่วงหน้าแบบไม่มีวิจารณญาณ เพียงเพราะจะได้ชื่อว่า "ทันสมัย"  

เดินเข้าสู่การ “ติดหล่ม” และ "ติดกับ" อยู่กับวังวนของวงจรอุบาทว์ “โง่ จน เจ็บ” แบบลึกลงไปเรื่อยๆ

ยิ่งดิ้นยิ่งจม หาทางออกไม่ได้ จากความรู้ไม่พอใช้ ไม่คิดหรือไม่มีเวลาคิดที่จะสร้างความรู้ คอยแต่จะทำตามกัน จนถลำลงลึกไปเรื่อยๆ

  • ทั้งในเชิงของความเสื่อมของทรัพยากร
  • ความเสื่อมทางสังคม ประเพณี และวัฒนธรรมอันดี และ
  • ความอ่อนแอทางเศรษฐกิจ ที่มักจบ หรือมีแนวโน้มที่จะจบลงด้วยการขายที่ดินมรดกของตนเอง ขายแรงงาน จนกระทั่งขายตัว (ถ้ามีคนซื้อ)
  • กลายเป็นผู้ไร้ที่ทำกิน ขายแรงงาน ขายศักดิ์ศรี และขายตัว จนถึงมิจฉาชีพต่างๆ

ทั้งๆที่ปัญหาเหล่านี้กำลังจะนำไปสู่สังคมที่เสื่อมโทรม แต่ผู้มีอำนาจ และผู้รู้ที่ชี้นำสังคมส่วนใหญ่ ก็ยังแสดงตัวแบบไม่สนใจ ใช้ความรู้ความสามารถหาผลประโยชน์ให้กับตัวเองและพรรคพวกไปเรื่อยๆ แบบทองไม่รู้ร้อน

เมื่อภาพใหญ่ของประเทศอยู่ในลักษณะนี้ ทางออกที่มีจึงเหลือริบหรี่เต็มที

การสนทนาเชิงทางเลือก ทางออกจึงไปสรุปอยู่ที่การหาทางพัฒนาความรู้ที่จะอยู่แบบต้านกระแส ที่อาจจะหาช่องทางเอาตัวรอดได้

ความรู้ที่ว่า จะต้องเป็นความรู้เพื่อการพึ่งตนเอง มากกว่าความรู้เพื่อการพึ่งผู้อื่น หรือพึ่งพาภายนอก

พยายามพัฒนาความรู้ และความสามารถในการลดการบริโภคของ “ฟุ่มเฟือย” หาสิ่งทดแทน ทั้งด้านอาหาร ของใช้ และพลังงาน ที่เป็นค่าใช้จ่าย “เกินตัว” ถึงกับที่ต้องนำ “เงินในอนาคต” มาใช้

ต่อจากการพัฒนาความรู้ก็คือ

การพัฒนาขีดความสามารถในเชิงของทักษะในการใช้และพัฒนาความรู้ และสุดท้ายก็คือนำความรู้มาสร้าง “ปัญญา” ที่สามารถต้านกระแส อยู่กับกระแส หรือ ถ้าสามารถ “หนี” พ้นจากกระแสได้ ก็ถือว่าเป็นขั้นสูงมากที่อาจพัฒนาขึ้นได้

ดังนั้นกระบวนการพัฒนา

จึงต้องพยายาม “เข้าใจ” ถึงขีดจำกัดและความต้องการที่แท้จริง ไม่เพียงแค่การ “อยากได้” แบบ “ไม่รู้จักตัวเอง” หรือ “ยังหาตัวเองยังไม่พบ”

แต่เป็นการทำความเข้าใจที่กลุ่มปราชญ์คิดคำขึ้นมาว่า “มองตัวเองให้ออก บอกตัวเองให้ได้ ใช้ตัวเองให้เป็น”

ถ้าหน่วยงานพัฒนาทำแบบ “เข้าใจ” แล้วไซร้

ทางออกที่ตีบตันอยู่ น่าจะค่อยๆแย้มให้มีตัวอย่างที่ดีหลุดรอดออกไปเป็นตัวอย่างได้มากขึ้นเรื่อยๆ

แต่ถ้ายัง “คิดใหม่ ทำเหมือนเดิม” อย่างที่เป็นมาตลอด น่าจะยากครับ

จากการคุยกันกับ “บัณฑิต” ที่จะพาไปหาผล ประมาณ ๑ ชั่วโมง ก็ได้ประมาณนี้ครับ