ประสบการณ์การทำงานในช่วงหลังของผมที่ผ่านมามีทั้งเรื่องที่น่ายินดี และเรื่องอึดอัดขัดข้อง แต่ทั้งหมดก็เป็น “บทเรียน” ให้ผมได้เรียนรู้ พัฒนาตนเองต่อไป
การศึกษาในระดับสูง ทำให้ผมระมัดระวังในการสื่อสารมากขึ้น ทำให้ผมรู้สึกมากขึ้นว่า “ความรู้ไม่พอใช้” และความรู้สึกเช่นนี้เริ่มทวีมากขึ้นทุกขณะตามอัตราเร่งของการเปลี่ยนแปลงที่อยู่รายรอบตัวเอง จากที่เคยรู้สึกว่ารู้และเก่งกล้าพอที่เผชิญกับงานใหม่ๆ ที่ท้าทาย กลับกลายเป็นว่า เมื่อย้อนกลับไปดูงานเดิม เราทำงานโดยพลังกาย พลังใจที่ทุ่มเท แต่ยังขาดการใช้ มุมมอง(Views) และ วิธีคิด (Concepts)ที่จำเป็นและเพียงพอในการคิดงานใหม่ๆ เมื่อเป็นเช่นนี้ช่วงหลังๆผมต้องใช้เวลาอย่างมากในการตระเตรียมกระบวนการที่ละเอียดหรือที่อาจเรียกว่า “ประณีต”มากขึ้น เพื่อผลลัพธ์ไม่ว่าจะเป็นวิธีการ(Means) หรือ ผลลัพธ์สุดท้าย (End)
เมื่อตั้งต้นทำ กระบวนการเรียนรู้ นอกจากที่เราจะคิดว่า จะเสร็จสิ้นแล้วเราได้ผลงานความสำเร็จอย่างไร? แต่สิ่งที่ต้องคิดต่อและสำคัญที่สุดคือ แล้วจะเกิดความยั่งยืนอย่างไร? โดยเฉพาะการทำกระบวนการพัฒนาใดๆที่ถูกจำกัดด้วยเวลา ทรัพยากร หากคิดแบบนักเศรษฐศาสตร์ ก็ต้องคิดว่า จะให้คุ้มค่าได้อย่างไร?
ผมมักตั้งคำถามเสมอๆกับเวทีการเรียนรู้ที่เข้าร่วมเรียนรู้หลายต่อหลายแห่ง ที่ได้รับเชิญ หรือที่เป็นผู้สังเกตการณ์ ผมมีคำถามว่า การจัดเวทีเรียนรู้แบบนี้ จะช่วยให้ผู้เข้าร่วมกระบวนการ (Participants)ได้เรียนรู้อะไร? และการเรียนรู้ในเวทีนั้นๆจะช่วยพัฒนาตัวเขาเองอย่างไร จะส่งพลังเชื่อมต่อไปยังสังคมได้อย่างไร?
การจัดกระบวนการเรียนรู้ จึงเป็น กระบวนการที่ต้องคิดอย่างประณีต และสอดคล้องกับจริต หรือธรรมชาติของผู้คนมากที่สุด ที่ผมเคยบอกบ่อยๆกับคนใกล้ชิดว่า เราสามารถทำกระบวนการเรียนรู้ได้อย่างไรที่สอดคล้องกับจังหวะลมหายใจที่มีความสุขของผู้คน เราอยากได้ฟังเสียงแห่งความสุข บรรยากาศผ่อนคลายในวงเรียนรู้ แม้ว่าผลลัพธ์ที่เราต้องการคือ “บทเรียน” แต่นั่นเป็นเพียงผลิตปลายทาง และเราต้องได้แน่ๆอยู่แล้ว ประเด็นที่ควรใส่ใจมากกว่าผลลัพธ์สุดท้ายผมคิดว่า “ความสุข”ในบรรยากาศการเรียนรู้ ที่เรา (หมายถึง Facilitators และผู้เข้าร่วม) ช่วยกันรังสรรค์ขึ้น
บางครั้งความตั้งใจจริงของผู้อำนวยการเรียนรู้ (Facilitators) จะกลายเป็นพลังเชิงลบต่อกระบวนการเรียนรู้ เพราะความตั้งใจสูงมาก อาจส่งผลให้เกิดความตึง รวมถึงความตีบตันของบรรยากาศ การมุ่งเข้าหาแต่การถอดบทเรียน มุ่งแต่ประเด็น กลับกลายเป็นว่า เราล้มเหลวในการทำกระบวนการเรียนรู้
“การมุ่งการจับประเด็นมากเกินไปทำให้เราพลาดอะไรบางอย่างเพราะเรื่องราวที่ปรากฏไม่ใช่เรื่องของประเด็นเท่านั้น และการจับประเด็นที่ดีคือ การไม่มุ่งมั่นที่จะจับประเด็น แต่เป็นการเปิดออกให้ประเด็นปรากฏขึ้นมาเอง” (จากหนังสือ “สุนทรียสนทนา” โดยวิศิษฐ์ วังวิญญู) ประโยคยาวๆที่ผมยกมา ทำให้ผมได้เรียนรู้ว่า ความตั้งใจ แต่เพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่ปัจจัยความสำเร็จในการจัดกระบวนการเรียนรู้ แต่ความตั้งใจและใส่ใจต่างหากที่ควรตระหนัก
อาจจะดูเหมือนละเลยกรอบของงาน ละเลยวัตถุประสงค์ และ ตัวบททฤษฏี ที่เรารังสรรค์กระบวนการเรียนรู้แบบค่อยเป็นค่อยไป ดูเหมือนไม่ถูกใจนักทฤษฏีหรือนักจัดการสักเท่าไหร่ ที่ผมมักปล่อยเวลาให้เนิ่นช้า ทุกอย่างยังคงความไม่ชัดเจนเสมอๆในเวทีการเรียนรู้แบบธรรมชาติ ด้วยความเชื่อว่า ความเนิ่นช้าที่เป็นอยู่จะค่อยๆ ก่อรูปความคิดใหม่ๆที่ละเอียด ประณีตและทรงพลังในรูปของ “บทเรียนที่มีคุณภาพสูง” (High – Quality lesson learned)
จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร
๐๕/๑๐/๕๓
ศาลายา,มหิดล
ขอบคุณค่ะ...ในฐานะผู้สังเกตการณ์ในเวที KM หลายครั้ง พี่ใหญ่ได้พบเห็นปรากฏการณ์ที่ น้องเอกได้หยิบยกขึ้นมาในวงแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และพี่ใหญ่เห็นด้วยที่ facilitators ควรตระหนักถึงการสร้างบรรยากาศของความสุขให้เกิดขึ้นในหมู่ผู้ร่วมวง..เช่น
*เทคนิคการเป็นผู้ฟังที่ดี..
*การสร้าง appreciation ระหว่างกัน..
*การเติมเต็มต่อยอดซึ่งกันและกัน เพื่อนำความรู้จากวงคุย "กันเอง" ไปใช้ต่อให้เกิดคุณค่าเพิ่ม และกลับมาพบกันอีกในรอบต่อๆมาอย่างกระตือรือล้น ฯลฯ..
มังกรไฟทะยานเหนือฟ้าข้างตึก SCB
พี่ใหญ่ครับ
ขอบคุณครับผมที่ช่วยมาต่อยอด ในช่วงหลังการทำเวทีการเรียนรู้ไม่ว่ารูปแบบใดก็ตาม เราก็ลดความเป็นทางการลงมากที่สุด บางครั้งหลายคนก็รู้สึกว่าเราหละหลวมในการจัดการบรรยากาศวิชาการ เเต่นั่นคือ ความต้องการของผมเองที่ต้องการให้การเรียนรู้เป็นบรรยากาศที่สอดคล้องกับธรรมชาติการพูดคุยมากที่สุด
ภาพมังกรผงาดฟ้า ดูน่าสนใจจังเลยครับ ทำให้ผมรู้สึกอิจฉาที่ทำงานมีมุมดีๆ ให้ถ่ายรูปเมฆหมอก ได้สวยงาม
:))
เวทีการ ลปรร เกิดยาก เพราะเราติด กับ Format เลยไม่ยั่งยืนครับ
สวัสดีครับ อ. JJ
ความเป็นทางการนอกจากจะทำให้กระบวนการเรียนรู้ไม่ประสบความสำเร้จเเล้ว ยังสูญเสียเวลาไปโดยไม่ได้ประโยชน์ที่ควรจะได้ ตอนนี้มีงานถอดบทเรียนที่ต้องไปถอดบทเรียนหลายๆโครงการด้วยกัน ผมเองก็พยายามใช้กระบวนการเรียนรู้ที่ง่ายๆเเละมีบรรยากาศที่ผ่อนคลายมากที่สุดครับ
ขออนุญาตเล่าสู่กันฟังนะค่ะ
ครูเอเคยเข้ารับการฝึกอบรมหลายๆครั้ง ทุกครั้ง หากบรรยากาศเป็นห้องแคบๆ หรือเป็นอาคาร โรงแรมต้องแต่งกายเนี๊ยบๆ มีเบรคอร่อยๆ มีอาหารรสชาดดีๆรับประทาน.... แต่รู้สึกอึดอัด และเปรียบเทียบกับการอบรมครูสาระศิลปะครั้งหนึ่ง ที่ทาง สพท.เชียงใหม่ เขต 1 จัดที่ค่ายของวัดอุโมงค์ รู้สึกว่า ต่างกันมากค่ะ ในค่ายนี้มีห้องเรียนธรรมชาติ มีครูอยู่รอบๆตัว เวลารับประทานก็ต้องตักอาหารมานั่งทานกับพื้น ง่ายๆ ทำกิจกรรมเหมือนเด็กๆทำำ เมื่อรับประทานเสร็จก็นำถาดอาหารมาต่อแถวเองล้างเอง มีพระอาจารย์ตรวจถาดอาหารด้วยนะคะ หากไม่สะอาด มีหยดน้ำเกาะก็ต้องมาต่อแถวเช็ดใหม่จนแห้งสนิท แรกก็อึดอัดเพราะไม่เคยชิน หลังๆมาก็ดีขึ้น แต่รู้สึกว่าตัวเองมีความสุขมากๆ ไม่เครียด ยิ้มแย้ม เพราะได้ทำในสิ่งที่ตนเองชอบ และถนัด เป็นความประทับใจจากการเข้ารับการอบรมครั้งแรกในชีวิตค่ะ
สิ่งหนึ่งที่จะทำให้การอบรมมีคุณภาพ
ประการแรก ใจค่ะ สมัครใจที่พร้อมเข้ารับการอบรม
ประการที่สอง มีความรู้ในเรื่องที่ต้องอบรมบ้างเพื่อต่อยอด
ประการที่สาม บรรยากาศการอบรมที่เหมาะสมกับเนื้อหาของการอบรม
สิ่งสุดท้าย ก็คือ การระมัดระวังเรื่องการคาดหวังค่ะ
ขอบคุณค่ะ
อ.เอก วิเคราะห์ตนเองได้แบบนี้ ไปโลดครับ บู้ลิ้มกล่าวไว้ว่า ไร้กระบวนท่าคือยุทธที่สูงสุด เหมือนกระบี่อยู่ที่ใจ
เราสามารถทำกระบวนการเรียนรู้ได้อย่างไรที่สอดคล้องกับจังหวะลมหายใจที่มีความสุขของผู้คน เราอยากได้ฟังเสียงแห่งความสุข บรรยากาศผ่อนคลายในวงเรียนรู้
สัปดาห์หน้าจะพาอสม. ไปศึกษาดูงาน คงเน้นเรื่องการผ่อนคลาย และความสุข
สอดแทรกกิจกรรมส่งเสริมการทำงานเป็นทีม และสร้างพลังใจ
ขอบคุณเรื่องราวดี ๆ ในกระบวนการเรียนรู้ค่ะ...^_^
ขออนุญาตแลกเปลี่ยน
ตอนที่พวกเราไปทำ ws เรามักจะใช้เครื่องมือที่พี่วิธาน ฐานะวุฒฑ์เรียกว่า crazy scores นั่นคือให้ผู้เข้าร่วมประเมินตนเองสามประการหลังกิจกรรมใดๆก็ตามว่า
ให้คะแนน 1-10 โดยส่วนตัว
จะเห็นว่าไม่ได้เกี่ยวอะไรกับ "วัตถุประสงค์" ที่ตั้งไว้เลย แต่เน้น "สัมมาสติ สัมมาทิฏฐิ" และสามารถสืบค้นหาธัมมะวิจัยได้ในกิจกรรมต่างๆ ก็ไม่ต้องผ่อนคลายมากจนเกินเหตุ (เดี๋ยวจะติดรูปแบบต้องผ่อนคลายไปอีก... ฮึ ฮึ ผมพบว่าเรามักจะผันเปลี่ยนกระบวนการไปเป็นพิธีกรรม จาก process ไปเป็น ritual แล้วก็เลยลืมไปว่า process นั้นมันเพื่ออะไร ขอให้ทำตาม ritual ไว้ก่อนเป็นดี)
อะไรคือ เหตุแห่งเนิ่น "ช้า" ไยมิใช้ เนิ่น "นาน" ครับ ;)
ถามเพราะสงสัยน่ะครับ ไม่มีอะไรในกอไก่ เอ๊ย กอไผ่ ครับ
"กรอบ" ชื่อก็บอกอยู่แล้วล่ะครับว่ามีสำหรับไว้คั่น หรือกั้น นี่แหละครับสำหรับสิ่งที่ปรากฎอยู่ในเมืองไทย และยังไม่มีใครสามารถนำมันออกไปจากสังคมไทยได้อย่างแท้จริง เห็นด้วยกับ อ.จตุพร อย่างยิ่งครับ ปัจจุบันสังคมไทยยังไม่ยอมรับสิ่งที่ไม่มีกรอบ ไม่มีที่มา ไม่มีที่ไป ไม่มีสิ่งรองรับ และไม่มีใครรับรอง จึงเป็นเหตุให้การดำเนินการหลายต่อหลายอย่าง ของแต่ละหน่วยงาน ของแต่ละองค์กร ถูกสกัดกั้น และไม่ได้ไม่ไกล ไม่ได้เกิดการเรียนรู้อย่างแท้จริง บุคคลก็ไม่ใช่บุคคลแห่งการเรียนรู้ องค์กรก็ไม่ใช่องค์กรแห่งการเรียนรู้ หากบุคคลมีอิสระในการรับรู้ ก็จะสามารถเกิดการเรียนรุ้ที่คงทน อย่างแท้จริง
ขอบคุณครับ คุณครูเอ
ประสบการณ์ของครู ทำให้ผมเห็นภาพของบรรยากาศของวงเรียนรู้มากขึ้น นั่นหละครับเป็นความพยายามของผู้จัดกระบวนการว่า จะทำอย่างไร ให้ผู้เข้าร่วมมีความพึงพอใจ ผ่อนคลายกันมากที่สุด สุดท้ายผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ การเรียนรู้ที่ดี บทเรียนที่ดี เเละ ผลการถอดบทเรียนที่ดีไปด้วย(หากมองในมุมผู้ถอดบทเรียน)
แวะมาเยี่ยมพี่เอกครับ...
ขอบคุณพี่เอกมากครับ..
ดูแลสุขภาพนะครับ
ชื่นชมในวิถี+ความมุ้งมั่นของพี่นะครับ