ได้ขันอาสาตัวเองเพื่อรับการฝึกอบรมกระบวนการ "คุณอำนวย" ซึ่งทางกองการเจ้าหน้าที่ มอ. เป็นผู้จัด กำหนดการจัดอบรมอยู่ในระหว่างวันที่ 20 - 21 กค. 49   ดังนั้น น่าจะพอถือได้ว่า สิ่งที่จะเล่าในวันนี้ ถือได้ว่า เป็น DAR ที่ได้จากการเข้าร่วมฝึกอบรมกระบวนการ "คุณอำนวย" ก็คงไม่ผิดนักนะคะ

  ก่อนอื่น คงต้องเล่าความรู้สึกที่ได้ในวันนี้ก่อนนะคะ  

เริ่มต้นจากช่วงเช้า ถึงแม้ผู้เข้าอบรมหลายท่านดูจะไม่ค่อยคุ้นหน้าคุ้นตา มีน้อง ๆ รุ่นใหม่ จากต่างวิทยาเขตหลายคน  แต่บรรยากาศกลับดูอบอุ่น เหมือนอยู่แวดวงคนในครอบครัวเดียวกัน  หันไปทางไหนก็แอบเห็นรอยยิ้มของพี่เม่ย  ของคุณชายขอบ (ผ่านแสงไฟอันเจิดจ้า)  แอบเห็น อ.จันทวรรณ นั่งง่วนอยู่กับงาน (ตามเคย) , ได้เห็นตัวเป็น ๆ ของท่าน JJ เป็นครั้งแรก บุคลิคจริงใจ เสียงดัง ฟังชัด (style คนใต้) ( สำหรับคุณเมตตา ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัวอยู่แล้ว) ซึ่งในระหว่างนั้น ถ้าใครแอบดูอยู่ จะเห็นว่าดิฉันแอบยิ้ม (แก้มแทบปริ)อยู่คนเดียว

ในระหว่างกระบวนการกิจกรรมสร้างสัมพันธ์  ท่าน JJ ได้ให้พวกเราทำกิจกรรมสร้างความคุ้นเคยผ่านบทเพลงทักทายกันแบบง่าย ๆ (เสียดายนิดเดียว ช่วงการจับคู่ สลับกันทักทายกัน เหลืออีกคนนึงก็จะเป็นพี่เม่ยแล้ว ปรากฎว่า ท่าน JJ ให้ยุติการทำกิจกรรมกลุ่มซะแล้ว เลยอดคุยและอดโอบกอดพี่เม่ยเลย)

ในระหว่างการเข้าสู่กระบวนการทำ workshop 1   เพื่อค้นหาคุณอำนวย สมาชิกในกลุ่มของเราประมาณ 10 ท่าน  ทุกคนต่างหลงประเด็น เข้าใจว่า ทางท่านวิทยากร ต้องการให้เราแสดงความคิดเห็นถึงบทบาทของคุณอำนวยที่พึงประสงค์ถ่ายทอดออกมาเป็นภาพวาด  ทุกคนในกลุ่มต่างก้มหน้าก้มตาวาดภาพคุณอำนวยในฝันกันใหญ่  จนกระทั่งคุณชายขอบ ได้มาอธิบายให้เราฟังว่า  สิ่งที่อยากเห็นคือ ให้คนในกลุ่มได้ถ่ายทอดเรื่องราวการเคยเป็นหรือเคยทำหน้าที่คุณอำนวย แล้วให้คุณลิขิต ช่วยจับประเด็นจากการเล่าของสมาชิกแต่ละคนในกลุ่ม แล้วนำมาสรุปเป็นภาพรวม โดยผ่านกระบวนการวาดภาพ

 

workshop 2   หลังจากที่แต่ละกลุ่มได้มานำเสนอบทบาทของคุณอำนวยแล้ว ก่อนที่จะนำมาผนวกรวมเป็นภาพเดียวกัน ทางท่านวิทยากร ได้เปิดโอกาสให้ผู้เข้าอบรมแต่ละท่าน ได้ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ในการเป็นคุณอำนวยของแต่ละท่าน ซึ่งในกระบวนการกลุ่มครั้งที่ 2 นี้ ดิฉันรับอาสา(อีกแล้ว) ที่จะทำหน้าที่เป็นคุณลิขิต(ครั้งแรกในแวดวง KM) ด้วยความเข้าใจแค่เพียงว่า หน้าที่คุณลิขิต  จะต้องมีทักษะการฟังเพื่อจับประเด็น การจดบันทึก และทักษะในการพิมพ์ ที่ดีและเร็ว ซึ่งถือว่าเป็นการหลงทางของตัวเองอีกเป็นครั้งที่ 2 ด้วยความที่เคยชินกับการเป็นเลขาที่ประชุม ที่จะต้องจับประเด็นการพูดคุยในที่ประชุม และสรุปใจความที่ได้ออกมาเป็นรายงานการประชุมโดยเป็นภาษาที่เป็นทางการ  ทำให้การจับประเด็นจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์การเป็นคุณอำนวยโดยผ่านกระบวนการเล่าเรื่องของผู้เข้ารับการอบรม ที่ดิฉันจับประเด็นได้ในคราวแรก เป็นการตีความและสรุปเอาเองว่า จากการที่แต่ละท่านได้เล่ามานั้น ทุกคนมีเทคนิคในการเป็นคุณอำนวยอย่างไร  จนกระทั่งคุณชายขอบ (อีกนั่นแหละ) ที่เป็นเจ้าชายขี่ม้าขาว มาอธิบายให้ดิฉันได้ตาสว่างว่า  หน้าที่ของคุณลิขิตที่ดีนั้น นอกจากคุณสมบัติข้างต้นที่ดิฉันเข้าใจในตั้งแต่แรกนั้น  สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ต้องมีทักษะในการจดบันทึกโดยคงภาษาหรือคำพูดเดิมของผู้เล่าได้ เพื่อไม่ให้ความหมายผิดเพี้ยน เปลี่ยนแปลงไป   ไม่ว่าเราจะกลับมาอ่านกี่ครั้งก็ตาม เราจะนึกถืงหน้าของผู้เล่าได้ทันที

ตัวอย่าง การฝึกเป็นคุณลิขิต  สรุปประเด็นที่จับได้จากการ ลปรร. เรื่อง บทบาทคุณอำนวย  เล่าเรื่องโดย พี่ผ่องใส งานสารบรรณ กองกลาง มอ.

http://gotoknow.org/file/rattiya/blog.mmap

นี่ขนาดเป็นการอบรม ซึ่งในระหว่างที่อบรม ถ้าผู้เข้าอบรมเกิดหลงประเด็น แล้วมีผู้ชี้แนะที่ดี  ทำให้สามารถดึงให้ผู้อบรมกลับมาสู่ประเด็นที่ผู้จัดต้องการได้  ถ้าในชีวิตการทำงานจริง  ในหลาย ๆ กิจกรรม โดยเฉพาะกิจกรรมที่ส่งผลต่อความสำเร็จขององค์กร  ถ้าได้มีการนำกระบวนการ During Action Review  เข้าไปใช้ในกิจกรรมเหล่านั้น โดยผู้ชี้แนะควรเป็นผู้บังคับบัญชาในระดับถัดไป นอกจากจะเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้เกิดกับผู้ใต้บังคับบัญชาแล้ว ย่อมส่งผลต่อความสำเร็จในการทำงานของกิจกรรมดังกล่าว ซึ่งเชื่อแน่ว่า มีหลายหน่วยงานที่ได้ละเลยกระบวนการดังกล่าวไป