เราเป็นผู้เขียน ประวัติศาสตร์ชีวิต ของเราเอง... อยากเขียนอย่างไร เขียนเถิดตามใจ...

 

     

 

      มีเรื่องเล่าว่าองค์จักรพรรดิจีน ให้บรรดามหาปราชญ์ร่วมกันเขียน ประวัติศาสตร์แห่งมวลมนุษยชาติแทนที่จะเขียนบนกระดาษเป็นหนังสือหลายร้อยหลายพันหน้า พวกเขากลับสรุปเป็นตัวอักษรเพียง 6 คำ  ซึ่งมนุษย์ทุกผู้ทุกนามที่เคยเกิดมาบนโลกแห่งนี้ ทั้งที่จะมาเกิดในอนาคต มิอาจหนีพ้นจากนิยามทั้ง 6 คำนี้ได้เลย คำทั้ง 6 ถูกเขียนไว้ว่า...


“คนเกิด  คนทุกข์  คนตาย”

พิสุทธิ์ เกรียงบูรพา

 

       ขึ้นชื่อว่า “ปราชญ์” แม้อยู่ในต่างภูมิภาค ต่างวัฒนธรรม ความเชื่อ ต่างช่วงเวลา แต่สิ่งที่หนึ่งที่ท่านเหล่านั้นรู้ เห็น ตระหนักเหมือนกัน ๆ อย่างน่าอัศจรรย์ใจก็คือ “แก่นแท้” ของเรื่องราวในโลกนี้

       คงไม่มีใครค้านว่า “ประวัติศาสตร์แห่งมวลมนุษย์” ไม่ว่าจะยากดี มีจน ต่ำต้อย ยิ่งใหญ่ขนาดไหน เส้นทางของทุกชีวิตที่ไม่ต่างกันเลยคือ... เกิดขึ้น เผชิญกับทุกข์ และตายไป

       อ่านแล้ว รู้สึกเกิด “ความว่าง” ขึ้นมาอย่างไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ ดูเหมือน “ความจริง” ในชีวิตของมนุษย์มักจะเจ็บปวด ว่างเปล่า และช่างทุกข์ทน  แต่... นี่คือ “ความจริง” ซึ่งแม้เราจะไม่อยากรับรู้หรือยอมรับ หากก็หลีกไม่พ้นเป็นแน่ งั้นเราก็ควรน้อมรับมาใส่ใจ หมั่นพิจารณาตริตรองเพื่อความไม่ประมาทในการดำรงชีวิตกันดีกว่ามิใช่หรือ?

       มนุษย์จำนวนหนึ่งที่เราเรียกว่า “ปราชญ์ นั้น ท่านพิเศษกว่ามนุษย์จำนวนมาก ด้วยท่านรู้-เห็น-ตระหนักถึง “แก่นแท้”และได้พยายามเผยแพร่ความจริงให้คนอื่น ๆ ได้รับรู้ ด้วยหวังให้คนอื่น ๆ ได้ตระหนักและใช้ชีวิตที่มีคุณค่า อันจะนำมาซึ่งความปรองดองเอื้ออาทรต่อกันในสังคม ทั้ง ๆ ที่ท่านอาจไม่ต้องเหนื่อยยากที่จะทำเช่นนั้นก็ได้ และแม้เส้นทางประวัติศาสตร์ของปราชญ์ทั้งหลาย (ซึ่งก็คือมนุษย์) จะเป็น “เกิด ทุกข์ และตาย” เช่นเดียวกับคนอื่น ๆ แต่สิ่งหนึ่งซึ่งท่านต่างจากคนทั่ว ๆ ไปก็คือ ปราชญ์เหล่านี้ “ได้รับการคารวะและกล่าวขานถึงตราบนานเท่านาน


       คิดแล้วอดจะอมยิ้มไปไม่ได้ว่า...เราคือผู้เขียน

ประวัติศาสตร์ชีวิต” ของเราเองเสมอ.

(^___^)