ผมไม่ใช่ผู้ลงมือทำ ผมเป็นเพียงกองเชียร์ ทำหน้าที่จินตนาการหรือฝันวิธีดำเนินการ   โดยผู้จุดพลุแนวคิดนี้คือ ศ. นพ. ประเวศ วะสี   แล้วเราก็ตกลงกับทางรัฐบาลเมื่อวันที่ ๒ ส.ค. ๕๓ ในการประชุมระดมความคิดเห็นเพื่อร่วมสร้างประเทศไทยน่าอยู่โดยสถาบันอุดมศึกษา ที่มีท่านนายกรัฐมนตรีและท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการอยู่ในที่ประชุม   และรับเป็นนโยบายของรัฐบาล   และมีการเสนอข่าวกันครึกโครม เช่นที่นี่ และที่นี่ 

          หลังไปพบนายกรัฐมนตรีในวันที่ ๑๖ ส.ค. ๕๓ ผมก็ชัดเจนว่าตัวยุทธศาสตร์คือ โครงการ ๑ จังหวัด ๑ มหาวิทยาลัย   เสนอโดย สกอ. ใช้งบปรองดอง ๕๐๐ ล้านบาท ในลักษณะของงบอุดหนุน   โดยต้องเริ่มดำเนินการให้ได้ภายในปี ๒๕๕๓ (ปีปฏิทิน)   และมอบให้หน่วยงานที่มีทักษะในการดำเนินการ และมีความคล่องตัว เช่น สกว., สคช. ดำเนินการ    

          เป้าหมายมีหลายมิติ ได้แก่


๑.   ปฏิรูปอุดมศึกษา   ให้มีการทำงานวิชาการอีกรูปแบบหนึ่ง  คือแนวรับใช้สังคมไทย   ที่มีโครงสร้างการทำงาน  มีงบประมาณอุดหนุน   และมีระบบให้ผลประโยชน์ผู้ทำงานสายนี้อย่างชัดเจน   รวมทั้งเกิดวัฒนธรรมใหม่ในสังคมไทย ในการใช้ประโยชน์ของมหาวิทยาลัย จากการว่าจ้างให้มหาวิทยาลัยเข้าไปร่วมทำงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อพัฒนางานนั้นๆ ให้เกิดนวัตกรรมในการทำงาน 


๒.   สร้างสังคมไทยให้เป็น “สังคมอุดมปัญญา” (Learning Society / Knowledge-Based Society) ในทุกภาคส่วนของสังคม   ให้การวิจัยและการจัดการความรู้บูรณาการอยู่กับชีวิตการทำงานประจำวันของทุกภาคส่วน


๓.   สร้างความมั่นใจในตนเอง และเคารพผู้อื่น   และเห็นคุณค่าของการอยู่ร่วมกันในทุกส่วนของสังคมไทย   นี่คือเหตุผลของการใช้งบปรองดอง   แต่เรามุ่งทำลึกกว่าปรองดอง


๔.   ปฏิรูประบบวิจัย เรื่องนี้คงจะเป็นเป้าหมายเสริม ร่วมกับกิจกรรมที่ทาง วช. / สคช. กำลังริเริ่มดำเนินการอยู่แล้ว   การเปลี่ยนแปลงที่จะได้คือความเข้มแข็งของระบบวิจัยประยุกต์เพื่อสนองสังคม   โดยจุดเปลี่ยนแปลงสำคัญคือ “ผู้ใช้” เข้ามาแสดงบทบาทสำคัญเท่าเทียมกับฝ่าย “ผู้ผลิต” ผลงานวิจัย ในการกำกับดูแล (governance) ระบบและกลไกต่างๆ     

 
          ดังกล่าวไว้ในข่าวที่ ลิ้งค์ ไว้ข้างบน   กิจกรรม ๑ จังหวัด ๑ มหาวิทยาลัย มีได้หลากหลาย อย่างน้อย ๙ ประการตามที่ ศ. นพ. ประเวศ วะสี แนะนำ ซึ่งอ่านได้
ที่นี่   การจัดการโครงการ ๑ จังหวัด ๑ มหาวิทยาลัย จึงควรเริ่มด้วยการประชุมปฏิบัติการ ให้ผู้แทนของมหาวิทยาลัยมาร่วมกันระดมความคิดเสนอวิธีการจัดการโครงการเพื่อให้ใช้เงินสร้างผลประโยชน์แก่สังคมได้เต็มที่   เป็นที่ชื่นชมและไว้วางใจที่จะให้มีการสนับสนุนโครงการนี้ต่อเนื่องยาวนาน   ไม่ใช่แค่เป็นโครงการของรัฐบาลนี้

          การประชุมระดมความคิดนี้ จึงต้องร่วมกันวาดภาพผลลัพธ์ที่มุ่งหวังที่สังคมจะได้รับ ให้เป็นรูปธรรม โดยที่แต่ละมหาวิทยาลัยไม่จำเป็นจะต้องทำทั้งหมด และไม่จำเป็นต้องทำเหมือนๆ กัน   หรือกล่าวใหม่ว่า แต่ละมหาวิทยาลัยควรเริ่มที่จุดแข็งของตน   หลังจากนั้น จึงร่วมกันกำหนดยุทธศาสตร์การทำงาน กำหนด KPI สำหรับใช้วัดผลงาน ที่จะใช้ในการให้งบสนับสนุนปีต่อๆ ไป   คือต้องเข้าใจร่วมกันว่า การจะได้รับงบสนับสนุนปีต่อๆ ไปมากน้อยจะขึ้นอยู่กับผลงาน

          ขั้นตอนที่ ๒ คือการจัดประชุมปฏิบัติการระดับจังหวัด   ทำเป็นจังหวัดตัวอย่าง ๖ – ๗ ภาค   เพื่อเป็นตัวอย่างวิธีประชุมเพื่อทำความเข้าใจระหว่างภาคี (stakeholder) ต่างๆ ในจังหวัด   ว่าจะทำงานร่วมกันเพื่อพัฒนาจังหวัดและใช้มหาวิทยาลัยให้เป็นประโยชน์ได้อย่างไร   มีกลไกการจัดการและการกำกับดูแลอย่างไรให้ราบรื่น มีประสิทธิผล และต่อเนื่องยั่งยืน   หวังว่าการประชุมนี้จะเป็นตัวอย่างให้จังหวัดอื่นๆ เอาไปจัดประชุมกันเอง

          หลังจากนั้นจึงให้แต่ละมหาวิทยาลัยเสนอโครงการเข้ามาแข่งขันรับการคัดเลือกให้เป็นจังหวัดนำร่อง ๒๐ จังหวัด

          ดังนั้น จะต้องมีหน่วยจัดการงาน ๑ จังหวัด ๑ มหาวิทยาลัย   ซึ่งจะต้องมีความยืดหยุ่นคล่องตัวสูง   มีขีดความสามารถด้านการจัดการสมัยใหม่   ไม่ใช้กฎระเบียบแบบราชการ  แต่มีการตรวจสอบสูง และมีการประเมินผลงานจริงจังหลังทำงานไปได้ ๓ ปี   หน่วยงานเล็กๆ นี้ต้องมีคณะกรรมการชี้ทิศทางกำกับอีกชั้นหนึ่ง   หน่วยงานนี้ควรอยู่ใต้ สกว. หรือ สคช.

          ขอย้ำว่าที่เขียนทั้งหมดนี้ เป็นฝันตอนค่ำของผม ซึ่งเวลาปฏิบัติจริงไม่จำเป็นต้องทำตามนี้   น่าจะทำได้ดีกว่า รอบคอบกว่า และได้ผลมากกว่า ที่ผมคิดไว้

 

วิจารณ์ พานิช
๑๗ ส.ค. ๕๓