เลือก z-test,t-test,F-test อย่างไร
ก่อนขึ้นตัวอย่างการคำนวณ t-test ขอแทรกข้อมูลเพื่อเพิ่มความเข้าใจท้าวความจาก blog ในครั้งที่ 3 และ4 ก่อนครับ
ถ้าการวิจัยนั้น สามารถควบคุมตัวแปรเกิน
หรือตัวแปรแทรกซ้อนได้เป็นอย่างดี
เช่น การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ในห้องทดลอง กลุ่มตัวอย่างเกิน 30
ก็ถือว่าเป็นกลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่ได้แต่ถ้าเป็นการวิจัยที่ควบคุมตัวแปรเกินหรือตัวแปรแทรกซ้อนได้ยาก
เช่น การวิจัยทางสังคมศาสตร์
กลุ่มตัวอย่างที่จะเรียกว่าเป็นกลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่ควรจะเป็น 100
ขึ้นไป
อย่างไรก็ตาม ในทางสถิติถือว่า
หากกลุ่มตัวอย่างได้มาจากการสุ่มอย่างแท้จริง (simple random
sampling)(โดยประชากรทุกหน่วยมีความน่าจะเป็นเท่า ๆ
กันที่จะได้รับการสุ่มเป็นกลุ่มตัวอย่าง) เป็นการควบคุมตัวแปรเกินได้ทั้งหมด
ในการทดสอบความแปรปรวนเพื่อแสดงว่า
กลุ่มตัวอย่างทั้งสองมีความแปรปรวนเท่ากัน
เป็นการทดสอบที่มุ่งแสดงการยอมรับ
H0 เราควรกำหนดพื้นที่บริเวณที่ยอมรับ
H0 ให้น้อยลง
ให้โอกาสที่ค่า F จะตกในแดนที่ยอมรับ H0
เป็นไปได้ยากขึ้น แล้วถ้าค่า F
ที่คำนวณได้ยังไปตกในแดนที่ยอมรับ H0 อีก ก็น่าเชื่อถือมาก
ว่ามันเท่ากันจริงดังนั้นการพิสูจน์ว่าเท่ากัน กำหนดระดับนัยสำคัญสูง
จะน่าเชื่อถือกว่ากำหนดระดับนัยสำคัญต่ำ นั่นคือ p>
0.10 จะน่าเชื่อถือกว่า p> 0.05 ว่ามันเท่ากัน
ตรงกันข้ามกับการทดสอบที่มุ่งแสดงความแตกต่างกัน
ซึ่งเป็นการทดสอบที่มุ่งแสดงการปฏิเสธ H0
จะกำหนดระดับนัยสำคัญให้ต่ำ เพื่อให้พื้นที่บริเวณที่ปฎิเสธ
H0 มีน้อย
ทำให้มีโอกาสปฏิเสธ H0 ได้ยาก แล้วถ้าค่า Z หรือค่า t
ที่คำนวณได้ยังไปตกอยู่ในแดนที่ปฏิเสธ H0 ได้ยาก
ก็น่าเชื่อถือว่ามันแตกต่างกันจริง ดังนั้น
ในการทดสอบเพื่อยืนยันความแตกต่าง จึงกำหนดระดับนัยสำคัญน้อย ๆ
ยิ่งน้อยยิ่งดี ที่น่าเชื่อถือว่าแตกต่าง คือ p<0.05
และจะน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น ถ้า p<0.01 หรือ p<0.001