สถานการณ์โภชนาการเด็กไทย 

            เป็นการบรรยายให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์โภชนาการของเด็กและเยาวชนของประเทศไทย โดย อ.สง่า ดามาพงษ์ นักวิชาการเชี่ยวชาญโภชนาการ จากกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข

            อ.สง่า ดามาพงษ์ เริ่มต้นการบรรยายด้วยการให้ข้อมูลว่า ปัญหาโภชนาการในประเทศไทยยังหมดไป เด็กขาดแคลนขาดสารอาหาร มีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ การเจริญเติบโตไม่สมวัยยังไม่หมดไป ในขณะที่เด็กที่น้ำหนักเกินเกณฑ์ก็มีปรมาณเพิ่มมากขึ้นจนกลายเป็นปัญหาอีกด้านหนึ่งของโภชนาการของประเทศ

            และได้ย้ำกับที่ประชุมว่า ทั้งเด็กผอมและเด็กอ้วนต่างก็เป็นปัญหาทั้งสิ้น เด็กผอมซึ่งขาดสารอาหาร จะมีผลโดยตรงต่อระดับสติปัญญา สำหรับเด็กอ้วนซึ่งมาจากพฤติกรรมการบริโภคและใช้ชีวิตไม่เหมาะสมก็จะส่งผลให้ร่างกายอ่อนแอ เจ็บป่วยง่าย ในที่สุดไม่ว่าจะเป็นเด็กผอมหรือเด็กอ้วนก็จะเป็นปัญหาที่ส่งผลต่อคุณภาพของประชากรของประเทศในอนาคต รวมทั้งต้องแบกรับปัญหาการเจ็บป่วยที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นในอนาคตอย่างเลี่ยงไม่ได้ และในท้ายที่สุดก็จะกระทบต่อการพัฒนาประเทศโดยรวม

            ต้นตอของปัญหาทุพโภชนาการและโภชนาการเกิน มิใช่จากตัวเด็กเอง แต่มาจากความผิดพลาดในการเลี้ยงดู การขาดการปลูกฝังลักษณะนิสัยและพฤติกรรมการบริโภคที่เหมาะสม ทั้งนี้อาจเกิดมาจากระดับความรู้ความเข้าใจและความตระหนักของผู้ปกครองที่ไม่เพียงพอ รวมไปถึงการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่สามารถเข้าถึงอาหารและเครื่องดื่มที่ส่งผล/ซ้ำเติมปัญหาได้ง่าย ดังนั้นปัญหาโภชนาการดังกล่าวมาบรรดาผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้อง ทั้งครูและผู้ปกครอง ฯลฯ ล้วนต้องมีส่วนในการรับผิดชอบต่อปัญหานั้นด้วย

            ในการนี้ อ.สง่า ดามาพงษ์ ได้ให้ภาพรวมเกี่ยวกับการบริโภคของเด็กไทยว่า

            -    เด็กจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้รับประทานอาหารเช้ามาโรงเรียน และอีกจำนวนไม่น้อยเช่นกันที่รับประทานอาหารเช้าที่ขาดทั้งคุณภาพและปริมาณ

            -    อาหารกลางวันที่โรงเรียนจัดให้แก่นักเรียน โดยมากแล้วยังมีคุณภาพต่ำ มิได้คำนึงถึงคุณค่าทางโภชนาการอย่างเพียงพอ และโดยมากเป็นอาหารที่ให้พลังงานสูงทั้งนี้รวมถึงอาหารว่างที่จัดให้ด้วย

            -    เด็กไทยมักรับประทานอาหารที่รสชาดค่อนไปทางหวาน-มัน-เค็มจัด ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับอาหารมื้อหลักโดยจะให้ความสำคัญกับการรับประทานอาหารว่างจำนวนขนมและเครื่องดื่มมากกว่า

            -    นอกจากนั้นเด็กจำนวนมากก็มิชอบการบริโภคผักและผลไม้ นิยมอาหารฟาสต์ฟู้ดละเลยและไม่นิยมรับประทานอาหารไทยที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง

            และได้ให้ข้อมูลที่เป็นข้อค้นพบจากการวิจัย ว่า

            -    เด็กไทยจำนวนมากยังขาดไอโอดีนและธาตุเหล็ก ซึ่งธาตุอาหารเหล่านี้มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาระดับสติปัญญา จึงเป็นสาเหตุที่สำคัญประการหนึ่งที่ทำให้เด็กไทยมีระดับสติปัญญา (IQ) เพียง ๙๑ ขณะที่ระดับสติปัญญาเฉลี่ยของคนทั่วไปจะอยู่ราว ๙๐ – ๑๐๐

            -    เด็กไทยจำนวนมากรับประทานผักและผลไม้ ไม่เพียงพอ รับประทานเพียงคนละ ๑-๒ ช้อนต่อวัน ในขณะที่ร่างกายควรได้รับอาหารจำพวกนี้วันละ ๑๒ ช้อน

            -    เด็กไทย ๑ ใน ๓ คน รับประทานอาหารจำพวกแป้ง ไขมัน น้ำตาล และโซเดียมสูงเป็นประจำ

            -    ในระยะห่างกันเพียง ๕ ปี เด็กไทยก่อนวัยเรียนจะมีน้ำหนักเกินเพิ่มขึ้นร้อยละ ๔๐

            -    และเช่นเดียวกัน ในระยะห่างกัน ๕ ปี พบว่า เด็กไทยป่วยเป็นเบาหวานชนิดที่ ๒ จากร้อยละ ๒ เป็นร้อยละ ๑๘ (ในขณะที่ประเทศไทย ใช้เงิน ๗-๘ หมื่นล้านบาทต่อปี สำหรับการรักษาคนป่วยโรคเบาหวาน และโรคหัวใจหลอดเลือด)

            -    ปัจจุบันเด็กนักเรียนในวัยเรียนจะมีลักษณะท้วมและอ้วนเพิ่มมากขึ้น ถึง ๒-๓ ใน ๑๐ คน และในอีก ๑๐ ปีข้างหน้า เด็กไทยจะเป็นโรคอ้วนถึงร้อยละ ๒๐ หรือ ๑ ใน ๕

            -    จากการสำรวจพบว่าเด็กไทยวัยเรียน ถึงร้อยละ ๔๙.๖ รับประทานขนมกรุปกรอบเป็นประจำ และจากการเปรียบเทียบข้อมูลย้อนหลัง พบว่าห่างกันเพียง ๓ ปี การรับประทานขนมกรุปกรอบของเด็กเหล่านี้เพิ่มขึ้นถึง ๒ เท่า

            -    มีการประมาณการค่าใช้จ่ายของเด็กในการซื้อขนมกรุปกรอบว่า เด็ก (และผู้ปกครอง) จ่ายเงินเพื่อสิ่งนี้มากถึง ๑ แสนล้านบาทต่อปี เฉลี่ยคนละ ๙,๘๐๐ บาทต่อปี ในขณะที่ค่าใช้จ่ายในการศึกษาเล่าเรียนต่อคนเพียง ๓,๐๒๔ บาท ถือว่าค่าขนมกรุปกรอบสูงเป็น ๓ เท่าของค่าใช้จ่ายในการเรียน

            -    โรงเรียนที่จัดผลไม้ให้นักเรียนรับประทานเป็นอาหารว่าง จะพบว่ามีเด็กอ้วนน้อยกว่าโรงเรียนไม่ได้จัด สูงถึงร้อยละ ๓๐

            -    โรงเรียนที่ได้รับการสนับสนุนทำกิจกรรมจากบริษัทเครื่องดื่มน้ำอัดลม และขนมกรุปกรอบ พบว่ามีเด็กอ้วนสูงเป็น ๑.๕ เท่าของโรงเรียนที่ไม่ได้รับการสนับสนุน

            -    โรงเรียนที่จำหน่ายน้ำอัดลมและเครื่องดื่มรสหวานมีเด็กอ้วนสูงเป็น ๒ เท่า ของโรงเรียนที่ไม่ได้จำหน่ายสินค้าดังกล่าว

            -    โรงเรียนที่ทำกิจกรรมทางกายอย่างน้อย ๓ ครั้งต่อสัปดาห์ มีเด็กอ้วนน้อยกว่าโรงเรียนที่ไม่ได้จัดกิจกรรมลักษณะนี้ ร้อยละ ๒๐

            ในช่วงท้ายของการบรรยาย อ.สง่า ดามาพงษ์ ได้ชักชวนให้ผู้เข้าร่วมประชุมตระหนักและเห็นความสำคัญในการป้องกันและแก้ปัญหาดังกล่าว ทั้งนี้ปัญหานี้เป็นปัญหาร่วมของทุกคน จำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกคนต้องเข้ามามีส่วนร่วม ทั้งนี้การดำเนินงานนี้มิได้เริ่มต้นจากความว่างเปล่า แต่การจัดการกับปัญหานี้ได้ดำเนินการมาระยะหนึ่งแล้ว มีประสบการณ์และบทเรียนที่สามารถนำไปต่อยอดได้

            สำหรับประเด็นการขับเคลื่อนการส่งเสริมโภชนาการดีนั้น มีจุดเน้น ๔ ประการ คือ “ลดหวานมันเค็ม เติมเต็มผักผลไม้ ใส่ใจคุณภาพอาหารกลางวันและอาหารว่าง สร้างสุขนิสัยการกิน”