โชคดีที่มีปาฏิหาริย์

    

ซ้ายมือเป็นพระพรหม(สมเด็จโต วัดระฆัง)ดิฉันคล้องคอติดตัวตลอด

ขวามือเป็นพระพุทธรูปจำลองสมเด็จพระพุทธชินราช :พี่แดงคล้องคออยู่ตลอดเช่นกัน

      สวัสดีค่ะพี่ๆน้องๆทุกท่าน  อย่าเพิ่งสงสัยนะคะว่าวันนี้คุณยายนำสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำตัวขึ้นบล็อกเพราะอะไร ?

       ตอนแรกว่าจะไม่เล่าแล้วนะคะ แต่มีคนถามเยอะมากว่า " พี่แขวนพระอะไร ขอดูหน่อย" นี่คือที่มาของเรื่องเล่าวันนี้ค่ะ 

         เมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 กันยายน ที่ผ่านมาดิฉันคิดถึงลูกมากเพราะเค๊าไม่ได้กลับบ้านเนื่องจากกำลังสอบ ก็เลยชวนกันไปเยี่ยมลูก ก่อนไปก็แวะบ้านก่อนเนื่องจากเป็นทางผ่านอยู่แล้ว ไปกินข้าวกลางวันกับพี่และหลานๆ แล้วก็ไปขอนแก่นต่อ แวะศึกษาภัณฑ์ อ่านหนังสือจนถึง 5 โมงเย็นก็ไปรับลูกไปช็อปปิ้งที่งานมหกรรมสินค้าที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซื้อของเยอะมาก หอบหิ้วมาเต็มสองมือทั้งสามคน จากนั้นก็แวะกินจุ่มจิ้มหน้ามข. ถือเป็นวันที่มีความสุขมากที่ได้พูดคุย กินข้าว ซื้อของด้วยกัน ลูกก็มีความสุขพูดคุยถึงบรรยากาศการสอบที่ผ่านมา บอกว่าวันที่ 19 นี้ก็จะสอบปากเปล่า

         ดิฉันก็ย้ำให้ลูกตั้งใจให้ดี ให้มีสติอยู่กับการเรียน กินให้อิ่ม นอนให้หลับ จากนั้นก็ไปส่งลูกที่หอ ออกจากขอนแก่นเวลา 21.03น. ฝนเริ่มโปรยปรายลงมาก็เลยเก็บของเข้าในรถหมด ยกเว้นเนื้อบดของเจ้าเดล 4 แพ็ค ปกติดิฉันชอบนั่งเบาะหลังเพราะโล่งและสบายดีไม่ชอบนั่งตอนหน้า วันนี้ก็เช่นกันของวางข้างๆเต็มไปหมดเลย ในใจดิฉันรู้สึกแปลกๆ เป็นความกังวลลึกๆที่บอกไม่ถูก ก็เลยบอกพี่แดงว่า "วันนี้กลับทางบ้านไผ่เถอะ น้อยอยากถึงบ้านเร็วๆ" พี่เค๊าก็บอกว่า" กลับทางเชียงยืนนี่แหละเป็นอะไรล่ะทุกทีก็กลับทางนี้ "ดิฉันก็เลยไม่พูดต่อ พอเลยกู่กองไปนิดหนึ่งก่อนเข้าเชียงยืน ถนนเลนส์ซ้ายมีน้ำขัง และเป็นทางโค้งพอดี รถเกิดเสียหลักกระทันหัน พอรถส่ายทุกอย่างเหมือนความฝันเลยค่ะ ชั่ววินาทีนั้นดิฉันรู้แต่เพียงว่า รถส่ายมาก และลอยอยู่บนอากาศ จากนั้นก็หมุนตัวติ้วๆๆ 3 ตลบ สติสัมปชัญญะในตอนนั้นบอกตัวเองว่า "ไม่รอดแน่"นึกถึงลูกขึ้นมาทันทีบอกตัวเองว่า"ตายไม่ได้นะ ลูกจะอยู่ยังไง"ความรู้สึกในตอนนั้นพอรถหยุดหมุนก็หล่นตุ๊บลงและดับสนิท หลังจากที่ดิฉันเล่นกายกรรมหมุนตัวอยู่ในรถก็หล่นตุบลงมาตรงที่วางเท้าด้านหน้าศีรษะและท้ายทอยกระแทกกับหน้ารถ มองดูพี่แดงที่ยังจับพวงมาลัยรถอยู่ ดิฉันรีบลุกขึ้นไปนั่งเบาะหลังเหมือนเดิม"พี่เจ็บตรงไหนหรือเปล่า"เค๊าก็ตอบว่า "บ่เจ็บ อิหล่าเป็นจั่งได๋ เจ็บไสแน๊ " ดิฉันก็บอกไม่เป็นไร  พี่เค๊าก็พูดว่า รถเราพังหมดแล้วนะ

        ดิฉันถึงได้ดูสภาพรถที่พังยับเยินและพูดกับเค๊าว่า"ไม่ต้องพูดเรื่องรถนะ เราโชคดีที่สุดแล้วที่ไม่เป็นอะไร"จากนั้นก็ได้ยินเสียงคนถามว่า "เป็นอะไรมากหรือเปล่าครับ ผมเรียกรถพยาบาลให้นะ" ไม่เห็นหน้าคนพูดค่ะเพราะมืดมากฝนก็ยังไม่หยุด ออกจากรถก็ไม่ได้ด้านหนึ่งติดต้นไม้อีกด้านเอียงกะเท่เร่ พี่แดงก็เลยใช้ศอกกระทุ้งประตูรถออกจนศอกถลอก จากนั้นก็มีแสงไฟจากคนหาปลาเข้ามาถามอาการ และส่องไฟให้ แถมยังช่วยเก็บของที่กระจายอยู่ใส่หลังรถ ดิฉันนั่งร้องไห้อยู่ในรถนึกถึงลูกตลอดเวลา นึกถึงความน่ารัก สดใสของลูก ถ้าพ่อกับแม่เป็นอะไรไปลูกจะอยู่อย่างไร ยิ่งคิดก็ยิ่งร้อง

       ได้ยินคนหาปลาคุยกับพี่แดงว่า เห็นเหตุการณ์ตลอดและชวนเพื่อนมาดูแต่ไม่มีใครมาเพราะกลัวผี จากที่เห็นไม่น่ารอด เพราะที่นี่เค๊าเรียกว่า "โค้งร้อยศพ" สัปดาห์ที่แล้วก็รถ 6 ล้อ ตอนนั้นดูนาฬิกาที่หน้ารถ 21.47น. จากนั้นรถกู้ภัยอบต.เชียงยืนก็มาถึงพร้อมรถลาก พวกเค๊าทำงานเป็นทีมดีมาก พอคุณตำรวจมาถึงก็"โอ้โห ยับเลยเป็นยังไงบ้างครับ"ดิฉันก็บอกไม่เป็นไรคะ"ผู้กองก็ถามว่า"ไม่น่าเชื่อนะครับ แต่ไม่ต้องตกใจนะไม่มีอะไรแล้ว ไม่มีคู่กรณีแค่ลงบันทึกประจำวันและเสียค่าปรับฐานขับรถประมาทก็พอ แต่ถึงไม่เป็นไรพี่ก็น่าจะไปเช็คร่างกายที่โรงพยาบาลนะครับ"ดิฉันฝ่าความมืดลงมาจากรถถึงได้รู้ว่ารถข้ามเกาะกลางถนนและไปตกอยู่พงหญ้าของถนนอีกฟากหนึ่ง

        พอไปถึงโรงพักท่านก็ถามว่า"ขอโทษนะครับ พี่คล้องพระอะไรอยู่ ขอผมดูหน่อย" จากนั้นดิฉันก็โทรฯตามรถที่รพ.บรบือไปรับ กว่าจะถึงบ้านก็เวลา 01.30 น.ของวันใหม่กว่าจะได้นอนก็ตี 3 ค่ะ

        ภาพความสุข ไปกินข้าวที่เถียงนาน้อยก่อนไปขอนแก่น

                                   

        ช็อปกระจายเลย เจอน้องโจ้ ขายน้ำมันมะพร้าวเลยซื้อมาอวดพี่ดาด้วยค่ะ

     นี่คือสภาพรถหลังจากผ่านเหตุการณ์แห่งความสุขมาทั้งวัน เรื่องนี้ขอปิดเป็นความลับสำหรับลูกค่ะ กลัวเค๊ารับไม่ได้ อู่เค๊ารับปากเสร็จภายใน 15 วัน ทันก่อนลูกกลับบ้าน

                      ยืนยันว่าแข็งแรงดีค่ะ(15กย.53)

     หลังเลิกงานวันพุธก็กลับบ้านไปเล่าเหตุการณ์ให้พี่ฟัง ไม่กล้าโทรฯบอกเพราะกลัวพี่ช็อค ไปให้เห็นตัวเป็นๆว่าไม่ได้เจ็บตรงไหนเลย ทั้งๆที่เศษกระจกเต็มรถแต่ดิฉันก็ไม่มีเศษแก้วติดเลยค่ะ พี่แดงก็ไม่มีแผล มีรอยถลอกที่ศอกตอนที่กระทุ้งประตูรถให้เปิด

      เรื่องนี้อยากให้เป็นกรณีตัวอย่างของการขับรถค่ะ  ชีวิตคนเราแขวนอยู่บนเส้นด้ายจริงๆ บทเรียนครั้งนี้แพงมาก วันนี้ดิฉันโชคดีที่ไม่เจ็บ จะด้วยเหตุผลใดก็แล้วแต่ ดิฉันเชื่อเรื่องบุญค่ะเพราะทำบุญมาตลอด และจะทำต่อไปด้วยค่ะ บุญนี้ยังเผื่อแผ่ไปถึงเพื่อนร่วมงานที่ชอบเสี่ยงโชคด้วยค่ะ เพราะเหตุเกิดที่หลักกิโลเมตรที่ 22 และคนชอบเสี่ยงก็คิดไปไกลว่า รถมี 4 ล้อและเป็นรถ 4 ประตู เลยจับมาเรียงกันเป็น 422 วันที่ 16 ที่ผ่านมาก็เลยได้เฮกันค่อนโรงพยาบาลค่ะ 

          อย่างไรก็แล้วแต่ ขอบพระคุณผู้ใจดีที่มีบุญคุณล้นเหลือดิฉันจะจดจำท่านเหล่านี้ไปตลอดชีวิต 

         ขอบคุณ  พี่แท็กซี่ที่ยังไม่ได้ถามชื่อ

         ขอบคุณ  น้องวร คนหาปลา จะไปขอบคุณถึงบ้านเลย

         ขอบคุณ  ท่านรตอ.ประยูรสภ.เชียงยืนและทีมงาน

         ขอบคุณ  หน่วยกู้ภัยอบต.เชียงยืน

         ขอบคุณ  น้องกิตติศักดิ์ที่ไปรับที่เชียงยืน

     ขอบคุณพี่น้องชาวG2K หลายๆท่านที่ถามข่าวคราวมาค่ะ

        ขอบคุณชาวรพ.บรบือที่โทรฯถามข่าวให้ว่อน บางคนเตรียมไปเยี่ยมที่โรงพยาบาลมหาสารคาม บางคนเตรียมไปเยี่ยมที่บ้าน แต่เจ้าตัวนั่งทำงานอยู่ที่ห้องหน้าตาเฉย

      แล้วพี่น้องชาวG2Kของเราล่ะคะ คิดอย่างไรกันบ้างคะ?