“การบริโภคด้วยปัญญา ที่มีหลักสำคัญคือ
ความพอประมาณ สมเหตุสมผล สมดุล และภูมิคุ้มกัน
เป็นกระบวนการวิธีคิดที่เรียกว่า “โยนิโสมนสิการ”
ที่ช่วยบริหารดุลยภาพความสัมพันธ์ของการอยู่ร่วมกันของมนุษย์กับธรรมชาติ ให้สามารถพัฒนาบรรลุสู่ความยั่งยืน”
VII : โยนิโสมนสิการ
โยนิโสมนสิการนั้น ถือเป็นกระบวนการทางความคิดที่ได้สกัดเอาอวิชชา (ความไม่รู้ตามจริง) รวมทั้งตัณหา (ความอยาก) ออกไป เหลือไว้แต่กระบวนการทางความคิดเพื่อนำไปสู่พื้นฐานของความเป็นจริง มีความสมเหตุสมผล ทั้งทางหลักการและจุดมุ่งหมาย เป็นไปในลักษณะของกระบวนการทางความคิดที่เป็นระบบองค์รวม
“โยนิโสมนสิการ เป็นการบริหารกระบวนการด้านความคิดที่สกัดอวิชชา บรรเทาตัณหา ที่มุ่งพัฒนาคุณภาพด้านความคิด ให้ยึดติดในคุณธรรม น้อมนำไปสู่การกระทำ (กรรม) ที่ขัดเกลากิเลสในเบื้องแรกเป็นพื้นฐาน เพื่อพัฒนาไปสู่การปฏิบัติธรรมขั้นสูงเป็นเบื้องถัดไป”
ความหมายของโยนิโสมนสิการ (จาก หนังสือ “พุทธธรรม : ฉบับปรับปรุงและขยายความ โดยพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) หน้า. ๖๖๙)
ว่าโดยรูปศัพท์ โยนิโสมนสิการ ประกอบด้วย โยนิโส กับ มนสิการ โยนิโส มาจาก โยนิ ซึ่งแปลว่า เหตุ ต้นเค้า แหล่งเกิด ปัญญา อุบาย วิธี ทาง ส่วนมนสิการ แปลว่า การทำในใจ การคิด คำนึง นึกถึง ใส่ใจ พิจารณา เมื่อรวมเข้าเป็นโยนิโสมนสิการ ท่านแปลสืบ ๆ กันมาว่า การทำในใจโดยแยบคาย การทำในใจโดยแยบคายนี้มีความหมายแค่ไหนเพียงใด คัมภีร์ชั้นอรรถกถาและฎีกาได้ไขความไว้ โดยวิธีแสดงไวพจน์ให้เห็นความหมายแยกเป็นแง่ ๆ ดังต่อไปนี้
๑. อุบายมนสิการ แปลว่า คิดหรือพิจารณาโดยอุบาย คือคิดอย่างมีวิธี หรือคิดถูกวิธี หมายถึง คิดถูกวิธีที่จะให้เข้าถึงความจริง สอดคล้องเข้ากับแนวสัจจะ ทำให้หยั่งรู้สภาวลักษณะและสามัญลักษณะของสิ่งทั้งหลาย
๒. ปถมมนสิการ แปลว่า คิดเป็นทาง หรือคิดถูกทาง หรือคิดได้ต่อเนื่องเป็นลำดับ จัดลำดับได้หรือมีลำดับ มีขั้นตอน แล่นไปเป็นแถวเป็นแนว หมายถึง ความคิดเป็นระเบียบตามแนวเหตุผลเป็นต้น ไม่ยุ่งเหยิงสับสน ไม่ใช่เดี๋ยววกเวียนติดพันเรื่องนี้ ที่นี้ เดี๋ยวเตลิดออกไปเรื่องนั้นที่โน้น หรือกระโดดไปกระโดดมา ต่อเป็นชิ้นเป็นอันไม่ได้ ทั้งนี้รวมทั้งความสามารถที่จะชักความนึกคิดเข้าสู่แนวทางที่ถูกต้อง
๓. การณมนสิการ แปลว่า คิดตามเหตุ คิดค้นเหตุ คิดตามเหตุผล หรือคิดอย่างมีเหตุผล หมายถึง การคิดสืบค้นตามแนวความสัมพันธ์สืบทอดกันแห่งเหตุปัจจัย พิจารณาสืบสาวหาสาเหตุ ให้เข้าใจถึงต้นเค้า หรือแหล่งที่มาซึ่งผลต่อเนื่องมาตามลำดับ
๔. อุปปาทกมนสิการ แปลว่า คิดให้เกิดผล คือใช้ความคิดให้เกิดผลที่พึงประสงค์ เล็งถึงการคิดอย่างมีเป้าหมาย ท่านหมายถึง การคิดพิจารณาที่ทำให้เกิดกุศลธรรม เช่น ปลุกเร้าให้เกิดความเพียร การรู้จักคิดในทางที่ทำให้หายหวาดกลัว ให้หายโกรธ การพิจารณาที่ทำให้มีสติ หรือทำให้จิตใจเข้มแข็งมั่นคง เป็นต้น
ไขความทั้ง ๔ ข้อนี้ เป็นเพียงการแสดงลักษณะด้านต่าง ๆ ของความคิดที่เรียกว่าโยนิโสมนสิการ โยนิโสมนสิการที่เกิดขึ้นครั้งหนึ่ง ๆ อาจมีลักษณะครบทีเดียวทั้ง ๔ ข้อ หรือเกือบครบทั้งหมดนั้น หากจะเขียนลักษณะทั้ง ๔ ข้อ สั้น ๆ คงได้ความว่า คิดถูกวิธี คิดมีระเบียบ คิดมีเหตุผล คิดเร้ากุศล แต่ถ้าจะสรุปเป็นคำจำกัดความ ก็เห็นได้ว่าทำยากสักหน่อย มักจับเอาไปได้แต่บางแง่บางด้านไม่ครอบคลุมทั้งหมด หรือไม่ก็ต้องเขียนบรรยายยืดยาวเหมือนอย่างที่เขียนไว้ในตอนเริ่มต้นของบทนี้ อย่างไรก็ตามมีลักษณะเด่นบางอย่างของความคิดแบบนี้ ที่อาจถือเป็นตัวแทนของลักษณะอื่น ๆ ได้ ดังที่ได้เคยแปลโดยนัยไว้ว่า ความคิดถูกวิธี ความรู้จักคิด การคิดเป็น การคิดตรงตามสภาวะและเหตุปัจจัย การคิดสืบค้นถึงต้นเค้า เป็นต้น หรือถ้าเข้าใจความหมายดีแล้ว จะถือตามคำแปลสืบ ๆ กันมาว่า การทำในใจโดยแยบคายก็ได้”
โยนิโสมนสิการสำหรับการดำเนินชีวิตในสังคมโดยทั่วไปนั้น ถือเป็นการฝึกกระบวนการทางความคิดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกำราบ “ตัณหา” หรือความอยากไม่ให้มีมากเกินความจำเป็นตามจริง แต่เป็นวิธีคิดที่อิงกับความพอประมาณ สมเหตุสมผล รักษาความสมดุล และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับชีวิต นำไปสู่ “การบริโภคด้วยปัญญา”
“การบริโภคด้วยปัญญา” หรือความพอเพียงในการบริโภค เป็นชุดความคิดที่ผลิตขึ้นมาภายใต้ปัญญาที่ใช้การพิจารณาโดยแยบคาย (โยนิโสมนสิการ) เป็นไปในลักษณะของการผสมคลุกเคล้าเป็นเนื้อเดียวกันของความพอประมาณ ความสมเหตุสมผล ความสมดุล รวมทั้งยังสามารถเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในการบริโภคได้ด้วย
ในปัจจุบันจะพึงสังเกตได้ว่า หากมีการพูดถึง “การบริโภคด้วยปัญญา” คนส่วนใหญ่ในสังคมจะรู้สึกเหมือนกับว่า เป็นเรื่องของนามธรรมจับต้องไม่ได้ สักแต่พูดกันไปตามกระแสแค่นั้นเอง เกี่ยวเนื่องจาก ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า สังคมหลงยึดติดถือมั่นในกระบวนการความคิดที่สำเร็จรูป มองเห็นเป็นรูปธรรมชัดเจน (สูตรสำเร็จให้เดินตาม) ดังนั้น ในการบริโภคด้วยปัญญา สิ่งที่พึงทำความเข้าใจในปฐมฐานก่อนก็คือ
๑. เบื้องแรก “การบริโภคด้วยปัญญา” เป็นตัวสภาวะ (ธรรม) ที่เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกับหลักความคิดและหลักการปฏิบัติที่ดำเนินตามทางสายกลาง หรืออริยมรรคที่มีองค์ ๘ คือ
๑. สัมมาทิฏฐิ : เห็นชอบ (right view หรือ right understanding) คือ การมีความรู้ตามจริงในเรื่องอริยสัจ ๔ เกี่ยวเนื่องกับ ความรู้ในทุกข์ (ทุกข์) ความรู้ในสาเหตุของความทุกข์ (สมุทัย) ความรู้ในความดับทุกข์ (นิโรธ) และความรู้ในวิธีปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์ (มรรค) ดังพุทธพจน์ที่ว่า :
“ภิกษุทั้งหลาย สัมมาทิฐิคืออะไร ? ความรู้ทุกข์ ความรู้ในทุกขสมุทัย ความรู้ในทุกขนิโรธ ความรู้ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา นี้เรียกว่า สัมมาทิฐิ”
*** ทิฏฐิ กับ ทิฐิ เป็นคำเดียวกัน
ความเห็นชอบดังกล่าว เป็นไปในลักษณะของการมีวิชชา (ความรู้) ที่ถูกต้องตามจริง เมื่อมองในลักษณะของความสัมพันธ์ที่เกี่ยวเนื่องกับสังคมเศรษฐกิจแล้ว สัมมาทิฏฐินี้เป็นความเห็นที่ถูกต้องที่พึงมีต่อการเข้าไปเกี่ยวเนื่องกับวัตถุ (สินค้าและบริการ) โดยมองที่ประโยชน์ใช้สอย และคุณค่าจำเป็นของวัตถุตามจริงว่า เราจะใช้วัตถุนั้นเพื่ออะไร ใช้อย่างไร ที่ให้เกิดประโยชน์ตามจริงสูงสุดรวมทั้งพินิจถึงผลกระทบด้วยเป็นประการสำคัญ ซึ่งเป็นไปในลักษณะของการใช้สอยสินค้าและบริการที่เล็งเห็นความจำเป็นตามจริง ไม่ใช่ ปล่อยให้ความเห็นผิด (มิจฉาทิฏฐิ) ทางด้านความอยากอื่น ๆ ที่พอกเสริม (คุณค่าเทียม) มาเบียดบังแย่งชิงพื้นที่ความเห็นที่ถูกต้องนั้น กล่าวคือ ไม่เพ่งพินิจไปที่ความสวยงาม ความโก้หรู ความมีรสนิยม ของวัตถุนั้น (สินค้าและบริการ) เป็นประการสำคัญในเบื้องแรก เพราะถ้ามีความเห็นที่เป็นไปในลักษณะอย่างนั้นก็เท่ากับว่า ถูกอวิชชาครอบงำ หลงผิดเข้าไปยิดติดถือมั่นใน “ลัทธิบริโภคนิยม” ที่สมประโยชน์กับคุณค่าเทียมที่งอกเสริมเพิ่มเติมเข้ามาในสินค้าผ่านช่องทางของการโฆษณาชวนเชื่อนั่นเอง
๒. สัมมาสังกัปปะ : ดำริชอบ (right thought) คือ การมีความนึกคิดในทางที่ถูกต้องตามจริง เป็นไปในลักษณะของการคิดละเว้นจากความโลภ (โลภะ) ความโกรธ (โทสะ) ความหลง (โมหะ) สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า :
“ภิกษุทั้งหลาย สัมมาสังกัปปะ เป็นไฉน ? เนกขัมมสังกัปป์ (ดำริละกามราคะหรือความโลภ) อพยาบาทสังกัปป์ (ดำริไม่พยาบาทหรือละความโกรธ) อวิหังสาสังกัปป์ (ดำริไม่ให้เบียดเบียนตนเองหรือผู้อื่น) นี้ เรียกว่า สัมมาสังกัปปะ”
การมีความนึกคิดในทางที่ถูกต้องตามจริงนี้ กิเลส (โลภะ โทสะ โมหะ) ถือได้ว่าเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญทำให้ความต้องการของมวลมนุษยชาติไม่มีที่สิ้นสุด ทะยานอยากไปตามตัณหานำพามาสู่การเข้าไปเบียดเบียนผู้อื่นในรูปแบบต่าง ๆ รวมทั้งก้าวล่วงเข้าไปตักตวง (เบียดเบียน) เอาผลประโยชน์จากธรรมชาติ น้อมนำไปสู่วิกฤติทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และธรรมชาติ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนก่อเกิดจาก การมีความนึกคิดในทางที่ผิด (มิจฉาสังกัปปะ) ดังนั้น หากมวลมนุษยชาติอยู่กันด้วยความนึกคิดในทางที่ถูกต้องตามจริงในเบื้องแรก ก็จะน้อมนำไปสู่การประพฤติ ปฏิบัติที่มีต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเองและต่อธรรมชาติที่ถูกต้องตามจริงเป็นเบื้องถัดไป เป็นไปในลักษณะของการมีความคิดที่เป็นมิตร เกื้อกูล เอื้อเฟื่อช่วยเหลือจุนเจือกัน ไม่มุ่งเอาชนะทำร้ายทำลายกัน เมื่อมีความคิดที่ถูกต้องดังกล่าวก็จะนำไปสู่จุดสมดุลของความต้องการและการสนองตอบในทางปฏิบัติที่ถูกต้องโดยมีวัตถุ (สินค้าและบริการ) ที่มีคุณค่าแท้ตามจริงเข้ามาแทนที่วัตถุ (สินค้าและบริการ) ที่มอมเมาผู้บริโภคและไม่มีประโยชน์ในสังคมเศรษฐกิจ
๓. สัมมาวาจา : วาจาชอบ (right speech) คือ การงดเว้นจากการพูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดหยาบคาย และพูดเพ้อเจ้อ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า :
“ภิกษุทั้งหลาย สัมมาวาจา เป็นไฉน ? นี้เรียกว่าสัมมาวาจา คือ มุสาวาทา เวรมณี (เจตนางดเว้นการพูดเท็จ) ปิสุณาย วาจาย เวรมณี (เจตนางดเว้นจากวาจาส่อเสียด) ผรุสายา วาจาย เวรมณี (เจตนางดเว้นจากวาจาหยาบคาย) สมฺผปฺปลาปา เวรมณี (เจตนางดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ)”
การพูดเท็จ การพูดส่อเสียด การพูดหยาบคาย และการพูดเพ้อเจ้อ ถือได้ว่า เป็นเสมือนปฐมฐานของการก้าวล้ำนำไปสู่การกระทำผิดอื่น ๆ เป็นเบื้องถัดไป ในสังคมเศรษฐกิจนั้นจะพึงสังเกตว่า วัตถุ (สินค้าและบริการ) หลาย ๆ อย่างมีลักษณะของการโฆษณาชวนเชื่อ อธิบายถึงสรรพคุณและประสิทธิภาพการใช้งานที่เกินจริง เช่น กรณีที่ปรากฏเป็นข่าวว่า มีรัฐบาลหลาย ๆ ประเทศ (รวมทั้งประเทศไทย) ได้ซื้อเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดยี่ห้อหนึ่งมาใช้งาน ซึ่งถูกบริษัทผู้ผลิตโฆษณาสรรพคุณ เพื่อตีตราประทับรับรองสร้างความน่าเชื่อถือให้กับตัวสินค้า แต่ปรากฏว่าเมื่อซื้อมาใช้งานแล้วประสิทธิภาพต่ำกว่าที่โฆษณาเอาไว้มาก กลับกลายเป็นว่าต้องจ่ายมูลค่าสินค้าสูงกว่าประสิทธิภาพใช้งานตามจริง และที่สำคัญสินค้านั้นเป็นเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดที่มีผลต่อความปลอดภัยทางด้านชีวิตและทรัพย์สิน เมื่อคุณภาพของสินค้าดังกล่าวต่ำเพียงใดก็ยิ่งทำให้ความเสี่ยงภัยของชีวิตและทรัพย์สินสูงมากขึ้นเท่านั้น เป็นต้น
การโฆษณาชวนเชื่อเกินจริง (พูดเท็จ) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและยอดขายให้กับสินค้าถือได้ว่าเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคเป็นอย่างมาก ถึงแม้ว่าในระยะแรกจะสร้างผลกำไรมากมาย แต่ท้ายที่สุดเมื่อความจริงปรากฏก็จะส่งผลเสียต่อธุรกิจนั้นโดยตรง ซึ่งถ้าหากว่าเป็นธุรกิจที่มีขนาดใหญ่และมีเครือข่ายเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกับธุรกิจอื่น ๆ ก็จะกระทบถึงกันเป็นลูกโซ่ สร้างมูลค่าความเสียหายให้กับสังคมเศรษฐกิจโดยรวม
๔. สัมมากัมมันตะ : กระทำชอบ (right action) คือ การงดเว้นจากการกระทำต่าง ๆ ที่เป็นไปในลักษณะของการเบียดเบียนตนเองหรือผู้อื่น และสัตว์ รวมทั้งสิ่งแวดล้อม เป็นต้น สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า :
“ภิกษุทั้งหลาย สัมมากัมมันตะ เป็นไฉน ? นี้เรียกว่าสัมมากัมมันตะ คือ
๑. ปาณาติปาตา เวรมณี เจตนางดเว้นจากการตัดรอนชีวิต
๒. อทินฺนาทานา เวรมณี เจตนางดเว้นจากการถือเอาของที่เขามิได้ให้
๓. กาเมสุมิจฺฉาจารา เวรมณี เจตนางดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม ทั้งหลาย”
การกระทำที่ชอบและถูกต้องตามจริงนั้น เมื่อกระทำสิ่งใด ๆ ไปแล้วก็เกิดความสุขทั้งผู้ทำและบุคคลรอบข้าง รวมทั้งไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ถ้าหากว่ามนุษย์ในสังคมเศรษฐกิจมีการกระทำต่อกันไม่ถูกต้อง เป็นไปในลักษณะของการกระทำที่ก้าวล้ำเข้าไปเบียดเบียนผู้อื่นรวมถึงสิ่งแวดล้อมแล้ว ก็จะยิ่งทำให้เกิดความวุ่นวายก้าวไปสู่หายนะในด้านต่าง ๆ ของสังคม โดยเฉพาะการขโมยทรัพย์สินต่าง ๆ ดังกรณีที่เป็นข่าวเรื่องการโจรกรรมข้อมูลทางการเงินของธนาคาร นำไปสู่การยักยอกเงินในรูปแบบต่าง ๆ สร้างความเดือดร้อนและความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมเป็นอย่างมาก รวมทั้งการกระทำที่ล่วงละเมิดทางเพศ ที่นำพาไปสู่ปัญหาทางสังคมที่ต้องรักษาเยียวยาฟื้นฟูสภาพจิตใจ สร้างความเสียหายทางด้านทรัพยากรมนุษย์ที่เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจและด้านอื่น ๆ
๕. สัมมาอาชีวะ : เลี้ยงชีพชอบ (right livelihood) คือ การหาเลี้ยงชีพโดยสุจริต เป็นไปในลักษณะของการประกอบอาชีพที่ถูกต้องตามกฎหมายและถูกต้องตามศีลธรรม ไม่เบียดเบียนตนเอง ไม่เบียดเบียนผู้อื่น รวมทั้งไม่เบียดเบียนธรรมชาติ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า :
“ภิกษุทั้งหลาย สัมมาอาชีวะ เป็นไฉน ? นี้เรียกว่าสัมมาอาชีวะ คือ อริยสาวกละมิจฉาอาชีวะเสีย หาเลี้ยงชีพด้วยสัมมาอาชีวะ”
การทำมาหาเลี้ยงชีพโดยสุจริต เป็นสิ่งที่พึงมีในสังคม ซึ่งเป็นสิ่งที่ยืนยันว่า หลักพระพุทธศาสนาไม่ได้มีข้อห้ามในการสร้างความร่ำรวยและมั่งคั่งดังที่หลาย ๆ คนเข้าใจ แต่การได้มาซึ่งทรัพย์สิน เงินทองและความร่ำรวยมั่งคั่งนั้น ต้องเป็นไปในลักษณะของการประกอบอาชีพที่สุจริต ไม่ได้ไปคดโกง ไม่ได้ไปหลอกลวง ไม่ได้ไปใช้เล่ห์กลหรือบังคับขู่เข็ญ เป็นต้น ซึ่งถ้าหากว่าประกอบอาชีพที่ไม่สุจริตก็จะส่งผลกระทบและทำให้เกิดความเสียหายในสังคมโดยรวม ดังเช่นกรณีที่เราคงจะเคยได้ยินหรือเห็นตามข่าวสารทั่วไปที่มีแก๊งค์ต้มตุ๋นไปหลอกลวงชาวบ้านในรูปแบบต่าง ๆทั้ง แชร์ลูกโซ่ การตกทอง หลอกขายล็อตเตอรี่ เป็นต้น ซึ่งการกระทำดังกล่าวนั้นถือเป็นการประกอบอาชีพที่ไม่สุจริต (มิจฉาอาชีวะ) ใช้ช่องทางและวิธีการที่ผิด ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน และท้ายที่สุดก็นำพาให้ชีวิตของตัวเองเดือดร้อน (ติดคุก) จากการกระทำดังกล่าว
๖. สัมมาวายามะ : พยายามชอบ (right effort) คือ ความเพียรพยายามในการดับกิเลศด้วยการศึกษาหลักอริยสัจ ๔ อย่างถูกต้องครบถ้วนตามจริง สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า :
“ภิกษุทั้งหลาย สัมมาวายามะ เป็นไฉน ? นี้เรียกว่าสัมมาวายามะ คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้
๑. สร้งฉันทะ พยายาม ระดมความเพียร คอยเร้าจิตไว้ มุ่งมั่น เพื่อ (ป้องกัน) อกุศลธรรมอันเป็นบาปที่ยังไม่เกิด มิให้เกิด
๒. สร้างฉันทะ พยายาม ระดมความเพียร คอยเร้าจิตไว้ มุ่งมั่น เพื่อละอกุศลธรรมอันเป็นบาปที่เกิดขึ้นแล้ว
๓. สร้างฉันทะ พยายาม ระดมความเพียร คอยเร้าจิตไว้ มุ่งมั่น เพื่อ (สร้าง ) กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ให้เกิดขึ้น
๔. สร้างฉันทะ พยายาม ระดมความเพียร คอยเร้าจิตไว้ มุ่งมั่น เพื่อความดำรงอยู่ ไม่เลือนหาย เพื่อภิญโญภาพ เพื่อความไพบูลย์ เจริญ เต็มเปี่ยมแห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว”
ความเพียรพยายามในการดับกิเลส (โลภะ โทสะ โมหะ) การต้องฝึกมีความเพียรพยายาม มุ่งมั่นในการบริหารจัดการความต้องการของเราให้อยู่ในระดับที่พอประมาณ สมเหตุสมผล สร้างความสมดุล รวมทั้งเสริมสร้างภูมิคุ้มกันไม่ให้ตกเป็นทาสต่ออารมณ์ความต้องการนั้น ซึ่งปัจจุบันความหลากหลายในสินค้าและบริการพร้อมดึงดูดและจับเราเหวี่ยงเข้าไปให้ตกอยู่ในวงล้อมของมัน เพื่อกระตุ้นความอยากของเราให้ตื่นตัวและทำงานอยู่ตลอดเวลา เราต้องพยายามฝืนความต้องการไม่ตกเป็นทาส (กิเลส) ของมัน แรก ๆ อาจจะอึดอัด กระวนกระวาย แต่พอนาน ๆ ไปก็จะรู้สึกโปร่ง โล่ง สบาย เหมือนคนที่ไม่ต้องแบกสัมภาระเอาไว้บนบ่าอยู่ตลอดเวลาและหาความสุขได้แท้จริง
๗. สัมมาสติ : ระลึกชอบ (right mindfulness) คือ การพิจารณาเพื่อให้รู้ธรรมชาติของกาย เวทนา จิตและธรรมตามจริง เพื่อคลายความยึดติดถือมั่นรวมทั้งรู้เห็นความเป็นสามัญลักษณะ (ไตรลักษณ์) ตามจริง สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า :
“ภิกษุทั้งหลาย สัมมาสติเป็นไฉน ? นี้เรียกว่าสัมมาสติ คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้
๑. พิจารณาเห็นกายในกาย มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌา และโทมนัสในโลกเสียได้
๒. พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้
๓. พิจารณาเห็นจิตในจิต มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌา และโทมนัสในโลกเสียได้
๔. พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌา และโทมนัสในโลกเสียได้”
การมีสติหรือที่คนส่วนใหญ่เข้าใจในความหมายง่าย ๆ ที่ว่า ความระลึกได้ รวมความกินลึกไปถึงความไม่เผลอ ไม่เลินเล่อ ไม่ฟั่นเฟือนเลื่อนลอย สติสัมปชัญญะเปรียบเสมือนเครื่องหมายการค้าที่ตีตราประทับรับรองของความเป็นมนุษย์ปุถุชน ในฐานะที่เราอยู่ในภาวะแวดล้อมของกระแส “บริโภคนิยม” ซึ่งเราต้องเข้าไปเกี่ยวเนื่องกับวัตถุ (สินค้าและบริการ) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ทั้งในทางตรงและทางอ้อม ดังนั้นในการดำเนินชีวิตในสังคมเศรษฐกิจเราต้องพก “สติสัมปชัญญะ” ติดตัวไปด้วยทุกแห่งหน เพราะพลังดึงดูดแห่งวัตถุ (สินค้าและบริการ) มีพลังดึงดูดมหาศาลที่พร้อมจะทำลายสติสัมปชัญะของเราอยู่ตลอดเวลา ทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า “สุญญากาศทางสติสัมปชัญญะ” โดยเฉพาะพลังดึงดูดทางด้านการโฆษณาชวนเชื่อ การลดแลกแจกแถม โปรโมชั่นของสินค้าต่าง ๆ ที่พร้อมจะกระชากสติของเราให้หลุดลอยออกไปจากตัวในชั่วขณะเหมือนดังต้องมนต์ ดังนั้นการเข้าไปเสพวัตถุ (สินค้าและบริการ) ต่าง ๆ ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องอย่างมีสติ รู้เท่าทันตามจริงที่อิงแอบการเสพวัตถุ (สินค้าและบริการ) บนพื้นฐานของความจำเป็นและประโยชน์ตามจริง
๘. สัมมาสมาธิ : จิตมั่นชอบ (right concentration) คือ การมีสติที่แน่วแน่ มั่นคงอยู่กับกิจนั้น ๆ ไม่เผลอสติไปในทางที่คิดฟุ้งซ่าน เพ้อเจ้อ เป็นต้น เป็นไปในลักษณะของภาวะแห่งจิตที่มีอารมณ์เป็นหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า “จิตตัสเสกัคคตา หรือ เอกัคคตา” สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า :
“ภิกษุทั้งหลาย สัมมาสมาธิเป็นไฉน ? (คือ) ภิกษุในธรรมวินัยนี้
๑.สงัดจากกามทั้งหลาย สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลาย บรรลุปฐมฌาณ ซึ่งมีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุข เกิดแต่วิเวก อยู่
๒. บรรลุทุติยฌาณ ซึ่งมีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน มีภาวะใจที่เป็นหนึ่งผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตกวิจารระงับไป มีแต่ปีติและสุข เกิดแต่สมาธิ อยู่
๓. เพราะปีติจางไป เธอจึงมีอุเบกขาอยู่ มีสติสัมปชัญญะ และเสวยสุขด้วยกาย บรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลายกล่าวว่า “เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข”
๔. เพราะละสุขละทุกข์ และเพราะโสมนัสโทมนัสดับหายไปก่อน จึงบรรลุจตุตถฌาน อันไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา อยู่”
การมีสมาธิหรือจิตที่มีอารมณ์เป็นหนึ่งในกิจใด ๆ นั้น เป็นรากฐานของการพร้อมในการประกอบกิจดังกล่าวให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีหรือที่เรียกว่า ภาวะจิตที่พร้อมทำงาน ซึ่งประโยชน์ของสมาธิเป็นไปในลักษณะของการตระเตรียมจิตให้พร้อมในการใช้ปัญญาอย่างได้ผลและถูกต้องตามจริง โดยเฉพาะในการปฏิบัติงานหรือหน้าที่ที่พึงมี หากว่าเรามีสมาธิ (จิตพร้อมทำงาน) งานที่ทำก็ออกมาดี มีพลังและคุณค่าในตัวของเนื้องาน ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพและศักยภาพของทรัพยากรมนุษย์ ที่ส่งผลต่อการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมโดยรวม
องค์ประกอบทั้ง ๘ ของมรรคนั้น หากพึงสังเกตให้ดีจะเห็นว่าท่านได้ยกเอา “สัมมาทิฏฐิ” ขึ้นไว้เป็นองค์ประกอบในเบื้องแรก มีนัยว่า สัมมาทิฏฐิบ่งชี้ถึงปัญญาที่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรตามจริงอย่างที่สุด ซึ่งเมื่อรู้ว่าอะไรมีคุณ อะไรมีโทษ อะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล อะไรดี อะไรไม่ดี ตามจริงอย่างไรแล้ว ก็อยากที่จะประพฤติปฏิบัติอะไร ๆ ในด้านที่ดี ๆ เป็นเบื้องถัดไป ในหลักของการบริโภคที่เราพึงต้องเข้าไปเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกับ “วัตถุ (สินค้าและบริการ)” ทั้งในทางตรงและทางอ้อมนั้น ปฐมฐานของกระบวนการบริโภคดังกล่าวหากเราน้อมเอาหลัก “สัมมาทิฏฐิ” (right view or right understanding) มาเป็นแนวทาง ก็จะสามารถเข้าไปเกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการที่มีให้เลือกสรรมากมายหลากหลายนั้นได้อย่างถูกต้องตามจริง คือ เป็นการเพ่งพินิจ วิเคราะห์ ที่ประโยชน์ใช้สอยตามจริงแห่งวัตถุ ไม่หลงกระโจนทะยานไปตามความต้องการ (ที่มีไม่สิ้นสุด) ที่ถูกเย้ายวนจากรูปลักษณ์ (คุณค่าเทียม) ของสินค้าและบริการนั้น เป็นไปในลักษณะที่เห็นและเข้าใจในคุณประโยชน์และคุณค่าของสินค้าและบริการนั้นตามจริง (สัมมาทิฏฐิ + สัมมาสังกัปปะ = ปัญญา) ในเบื้องแรก น้อมนำไปสู่การกระทำที่ถูกต้องต่อวัตถุ (สินค้าและบริการ) ที่เราเสพและเป็นการกระทำที่ไม่เบียดเบียนตัวเอง รวมทั้งไม่ก้าวล้ำนำไปสู่การเบียดเบียนผู้อื่นและไม่ก้าวล่วงไปตักตวงเบียดเบียนธรรมชาติ (สัมมาวาจา + สัมมากัมมันตะ + สัมมาอาชีวะ = ศีล) ในเบื้องถัดไป ซึ่งกระบวนการดังกล่าวก็จะเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงไปสู่ประตูของความตั้งมั่นแห่งสติ เป็นไปในลักษณะของการมีความรู้สึกตัวและตื่นตัวในการเสพวัตถุ (สินค้าและบริการ) ที่เพ่งพินิจที่ประโยชน์และคุณค่าตามจริงอยู่ตลอดเวลา อาจกล่าวได้ว่าเมื่อมาถึงขั้นนี้เวลาที่เข้าไปเกี่ยวเนื่องกับวัตถุที่เสพ ก็จะเข้าไปอย่างมีสติสัมปชัญญะที่มั่นคง (สัมมาวายามะ + สัมมาสติ + สัมมาสมาธิ = สมาธิ) เป็นไปอย่างอัตโนมัติในเบื้องปลายท้ายสุด
“มีความเห็นและเข้าใจในประโยชน์รวมทั้งคุณค่าของวัตถุ (สินค้าและบริการ) ที่เสพตามจริง เมื่อเข้าไปเกี่ยวข้องก็เกี่ยวข้องอย่างรู้เท่าทันและมีสติที่ตั้งมั่นในด้านกระบวนการการเสพวัตถุที่บรรลุสู่ประโยชน์และคุณค่าแท้ ไม่แปรเปลี่ยนหลงใหลไปตามกระแสและค่านิยมปนเปื้อนของสังคมที่ถูกครอบงำนำทางจากกิเลส (ความอยาก)”
๒. เบื้องสอง “หลักการบริโภคด้วยปัญญา” ที่แปลงค่ามาสู่ ตัวคุณค่าแห่งคุณลักษณะที่เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกับวิธีการนำไปประพฤติปฏิบัติโดยคำนึงถึงความพอประมาณ ความสมเหตุสมผล ความสมดุล และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในการบริโภค ที่ผลิตออกมาจากชุดความคิดของทางสายกลาง (อริยมรรคมีองค์ ๘)
๓. เบื้องสาม จากกระบวนการทั้งสองเบื้องดังกล่าวมาแล้วจะพึงพิจารณาได้ว่า “การบริโภคด้วยปัญญา” ในฐานะที่เป็นตัวคุณลักษณะ (ความพอประมาณ ความสมเหตุสมผล ความสมดุล และการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน) ในเบื้องที่สองนั้น ของแต่ละคนมีไม่เหมือนกัน เกี่ยวเนื่องจาก เหตุปัจจัยในการเกื้อหนุนจุนเจือต่าง ๆ ทั้ง ความสามารถในการหารายได้ (ถูกต้องตามกฎหมายและศีลธรรม) ความสามารถในการก่อหนี้ (ถูกต้องตามกฎหมายและศีลธรรม) ความรู้ ปัญญา โอกาส เป็นต้น ดังนั้น หลักในการบริโภคด้วยปัญญาของแต่ละคนก็จะแตกต่างกันไปตามคุณลักษณะของการบริหารจัดการของแต่ละคน หากแต่ว่าอยู่ภายใต้กรอบของตัวสภาวะแห่งหลักคิดและการปฏิบัติ (อริยะมรรคมีองค์ ๘) เช่น
- นาย ก. มีรายได้ ๕๐,๐๐๐ บาทต่อเดือน
- นาย ข. มีรายได้ ๑๐๐,๐๐๐ บาทต่อเดือน
- นาย ค. มีรายได้ ๑๕๐,๐๐๐ บาทต่อเดือน
- นาย ง. มีรายได้ ๒๐๐,๐๐๐ บาทต่อเดือน
สมมติว่า : ทั้ง ๔ คนมีความต้องการที่จะบริโภค (ซื้อ) รถและบ้าน ดังนั้นในการบริโภคโดยใช้ปัญญาทั้ง นาย ก. นาย ข. นาย ค. และนาย ง. จะต้องพิจารณาถึงองค์ประกอบของ
๓.๑ ความพอประมาณ พิจารณาในสัดส่วนของรายได้ รายจ่ายและหนี้สิน
๓.๒ ความสมเหตุสมผล ประกอบไปด้วย
- เปรียบเทียบระหว่างผลดี – ผลเสีย หากซื้อรถกับใช้บริการรถประจำทาง
- เปรียบเทียบระหว่างผลดี – ผลเสีย หากซื้อบ้านกับการเช่าบ้าน
๓.๓ ความสมดุล เป็นไปในลักษณะของการพิจารณาถึงความจำเป็นในการบริโภค (ซื้อ) รถและบ้านตามจริง
๓.๔ การเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน เป็นการมองถึงอนาคตในกรณีที่ซื้อเงินผ่อน (ระยะยาว) หากในอนาคตประสบกับภาวะเศรษฐกิจไม่ดีจะมีความสามารถในการบริหารจัดการรายได้ รายจ่าย และหนี้สินได้คล่องตัวหรือไม่
เพิ่มเติม
“การบริโภคด้วยปัญญา” จากตัวอย่างดังกล่าวที่เป็นจริงในการดำเนินชีวิตในสังคมที่มีเหตุปัจจัยต่าง ๆ ( ความรู้ ความสามารถ ปัญญา โอกาส เป็นต้น) ดังที่กล่าวไปแล้วมาเป็นตัวกำหนดตัวคุณลักษณะ (พอประมาณ สมเหตุสมผล สมดุล และเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน) ของแต่ละคนให้ดำเนินไปในลักษณะที่แตกต่างกัน หรือหากพูดให้เข้าใจได้ง่าย ๆ ก็คือ ในการบริโภคด้วยปัญญาให้ยึดหลักความคิดและแนวทางการปฏิบัติตามทางสายกลาง (อริยมรรคมีองค์ ๘) แต่คุณค่าในลักษณะหรือวิธีการนั้นมิอาจไปกำหนดตายตัวเป็นสูตรสำเร็จให้กับทุกคนได้ว่า ต้องใช้วิธีการเดียวกันเกี่ยวเนื่องจากมีเหตุปัจจัยต่าง ๆ ที่เป็นตัวกำหนดชักใยอยู่เบื้องหลังของความเป็นไปใน ความพอประมาณ ความสมเหตุสมผล ความสมดุล และเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ของแต่ละคนต่างกัน ดังนั้น การบริโภคด้วยปัญญาจึงให้พึงยึดหลักสภาวะเป็นแกนกลางทางความคิดส่วนตัวคุณค่าแห่งคุณลักษณะถือเป็นวิธีการที่พร้อมยืดหยุ่นได้เสมอตามเหตุปัจจัย (ความรู้ ความสามารถ สติปัญญา โอกาส เป็นต้น) ที่เปลี่ยนแปลงไปในสภาวการณ์ต่าง ๆ
หากพิจารณาจากภาวการณ์ของการบริโภควัตถุ (สินค้าและบริการ) ในปัจจุบันจะพึงสังเกตได้ว่า ปัญหาการบริโภคเกินตัวอันเกิดจากค่านิยมของลัทธิบริโภคนิยมที่กัดกินฝังรากลึกในสังคมการบริโภคไปทั่วพื้นพิภพโลกในขณะนี้ เกิดจากการบริโภคที่เรียกได้ว่า “ขาดสติ” ไม่รู้จักประมาณตนและไม่คำนึงถึงความสมเหตุสมผลตามจริง หรือเป็นไปในลักษณะของ “การเกิดสุญญากาศทางสติชั่วคราว” หากว่าเรามีสติและรู้จักประมาณตนในการบริโภคสินค้าและบริการในแต่ละชนิด ก็จะเกิดกระบวนการทางความคิดที่วิเคราะห์เป็นระบบองค์รวมหรือ เป็นกระบวนการวิธีคิดที่เรียกว่า “โยนิโสมนสิการ” เช่น หากว่าเราจะเลือกซื้อสินค้าอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ว่าจะเป็น โทรศัพท์มือถือ ทีวี เครื่องคอมพิวเตอร์ รถยนต์ บ้าน เป็นต้น เราต้องดูถึงความจำเป็นทั้งในประโยชน์ของการใช้สอย มาประกอบร่วมไปกับรายได้ของตนเองเป็นลำดับแรกก่อน ซึ่งศักยภาพทางรายได้ของทุกคนมีไม่เท่ากัน ดังนั้น เราต้องพิจารณาถึงประเด็นเหล่านี้เป็นประการสำคัญ ไม่ใช่ หยิบยกเอาความอยากได้อยากมีมาพิจารณาก่อน หากหยิบยกเอาความอยากมาพิจารณาเป็นประการสำคัญในเบื้องแรกก่อน รับรองเชื่อขนมกินได้เลยว่า ปิดการขายล่วงหน้าได้เลย (โอกาสซื้อมีสูงมาก) ซึ่งเราจะสังเกตได้ว่าหากเรามีความอยากเป็นตัวชูโรงนำทางแล้วหละก็การตัดสินใจที่จะซื้อสินค้าจะทำได้ง่าย (ขาดสติ) แม้กระทั่งบางครั้งที่บางคนซื้อสินค้ามาในราคาเป็นหลาย ๆ หมื่นเพียงเพื่ออยากได้ของแถมในราคาไม่กี่ร้อย (ที่ถูกโฆษณาชวนเชื่อว่ามีเพียง ๑๐ ชิ้นบนพื้นพิภพโลกและจักรวาลนี้) พอกลับถึงบ้านได้อาบน้ำนำพาความสดชื่นกลับคืนสู่ร่างกายอีกครั้ง สติสัมปชัญญะเริ่มทำงาน ค่อยคิดได้ว่า “นี่เราซื้อมาทำไม (ตั้งเยอะแยะมากมาย)” ดังนั้นคนขายที่เก่ง ๆ เขาจะเข้าใจในพื้นฐานของความต้องการ (ความอยาก) ดังนั้นเขาจะมีวิธีการเล่นเกมเพื่อกระตุ้นต่อมความอยากของผู้บริโภคให้ทำงานตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา ทั้งการโฆษณาชวนเชื่อ ลดแลกแจกแถมต่าง ๆ ดังนั้น เมื่อมองในฐานะผู้บริโภคต้องฝึกกระบวนการทางความคิดให้รู้เท่าทันความอยากของตนเอง โดยการมีสติอยู่ตลอดเวลา หากว่าฝึกจนเข้าใจในกระบวนการทางความคิดของการควบคุมและสะกดความอยากเอาไว้ไม่ให้ทำงานออกหน้าออกตาจนเกินความจำเป็นตามจริงได้แล้ว ก็จะได้ชื่อว่า เป็นการ “บริโภคด้วยปัญญา”ตามหลักพระพุทธศาสนาโดยแท้จริง