ไส้อั่วหาย

          

ปกติจะมีรถสามล้อมารับไปโฮงเฮียน แม่จะส่งฉันและน้องๆรวมสี่คนขึ้นรถสามล้อที่ปากกองหรือปากซอย ลุงต่องคนปั่นสามล้อจะมารับทุกวันโดยที่พวกเราจะได้นั่งสามล้อต้นทางจึงได้นั่งสบายๆสักครู่จะมีเด็กอื่นๆมาขึ้นสามล้อกับเราอีก  การได้ขึ้นสามล้อก่อนคนอื่นทำให้ได้มีโอกาสนั่งเหยียดเเขน ขาได้สบาย  น้องผู้ชายถือโอกาสนั่งชั้นล่างตรงที่วางปิ่นโตแล้วหย่อนเท้าไปแกว่งเล่นได้  ถนนที่จะไปโรงเรียนโดยทางสามล้อจะต้องตัดผ่านเผลินหรือตลิ่งขึ้นทางรถไฟเพื่อไปถนนใหญ่สายลำพูน เชียงใหม่ เผลินแรกนี้ลุงต่องปั่นขึ้นได้ไม่ยากนัก  พอใกล้จะถึงเผลินหรือตลิ่งขึ้นทางรถไฟ  ลุงต่องจะเร่งความเร็วเพื่อให้สามล้อขึ้นพ้นตลิ่ง  เด็กผู้ชายก็ร้องฮุย...เล...ฮุย...   เอาใจช่วย เมื่อขึ้นพ้นตลิ่งแล้วลุงต่องจะหยุดปั่นปล่อยให้สามล้อไหลลงไปตามตลิ่งอย่างสบายๆ  เด็กๆก็พลอยสนุกที่ได้ขี่รถลงตลิ่งเร็วๆ 

              เมื่อรถมาถึงถนนใหญ่และแวะรับเด็กที่หน้าโรงเลื่อยอีกสองสามคน ทำให้ต้องนั่งเบียดกัน น้องชายตัวเล็กสองคนได้นั่งชั้นบนตรงที่เป็นพนักพิง ทำให้เขางอแงทุกครั้งที่ไม่ได้โบกมือหรือแกว่งขาตามใจต้องการ และเมื่อมาถึงที่หน้าตูบกาดหรือร้านค้าที่ใต้ต้นฉำฉาข้างโรงเรียนหลวงมักจะเป็นที่อยู่ของผีบ้าตาวอด เมื่อมาถึงลุงต่องจะพูดดังๆว่าให้หยุดร้องไม่อย่างนั้นผีบ้าตาวอดจะจับเด็กไปกินตับ   แล้วผีบ้าตาวอดที่นอนอยู่ที่ตูบกาดก็ลุกขึ้นมาตวาดว่า "หยุดจะไปไห้กำเดียวจะยับไปกินตับละ " ทุกคนตกใจกันหมด น้องที่ร้องไห้มาตลอดทางก็หยุดร้องทันที 

             และเมื่อถึงโฮงเฮียนก็ได้ข้ามทางรถไฟเข้าไปอีกครั้ง เผลินตรงนี้สูงเท่าๆกับที่ผ่านมา แต่ข้างทางเป็นป่าบ่าตันขอหรือพุ่มพุทราป่าและมีคนเดินทางเข้าออกปากกองนี้ตลอดเวลาบางคนก็ไปส่งลูกไปโฮงเฮียน บ้างก็กลับจากตลาด ลุงต่องเริ่มเร่งปั่นสามล้อให้เร็วขึ้นๆ เด็กๆมัวตกใจที่ผีบ้าตาวอดจะจับไปกินตับเลยไม่มีใครเอาใจช่วยลุงต่อง และพูดว่า ฮุย...เล....ฮุย...เหมือนเคย ลุงต่องปั่นมาเกือบจะพ้นตลิ่งอยู่แล้ว...แต่...สามล้อกระตุก แล้วถอยหลังไหลกลับลงตลิ่ง   พวกเราตกใจร้องเอะอะกันเต็มรถ แล้วในที่สุดก็มาจอดเอียงหมดท่าอยู่ในดงพุทราป่าในร่องข้างทาง ลุงต่องถูกหนามพุทราเกี่ยวจนเลือดออกเป็นจุดสีแดงๆเต็มขาไปหมด ปิ่นโตอาหารกลางวันที่วางไว้ข้างล่างคว่ำและฝาปิ่นโตกระเด็นตกไปคนละแห่ง  แต่ละคนก็สำรวจข้าวของของตัวเอง ปิ่นโตอาหารกลางวันเก็บมาซ้อนกันใหม่ แล้วก็มีเสียงเจ้าของปิ่นโตอีกสายหนึ่งบอกว่า "ไส้อั่วตกหาย"แล้วก็มีเสียงหัวเราะตามมาแล้วพูดว่า"ลุงต่องไส้อั่วบ่าอ๊อดตกหาย"เมื่อทะยอยพาเด็กออกมาจากรถสามล้อได้แล้ว ลุงต่องก็จัดการซื้ออาหารใส่ปิ่นโตให้กับคนที่ไส้อั่วหายแทน     บ่ายวันนั้นพวกเราได้กลับบ้านโดยลุงต่องเอารถจักรยานมารับกลับทีละสองคนเพราะรถสามล้อกำลังซ่อม 

          ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาเด็กคนที่นั่งสามล้อด้วยกันก็ได้รับสมญานามใหม่ว่า         "ไอ้อ๊อดไส้อั่วหาย"