อุตสาหกรรมเชิงนิเวศน์ Eco-Industrial Estate/Park

วันนี้ผมได้รับเชิญจากการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมไทย โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในหัวข้อ “เดินหน้าประเทศไทย ก้าวไกลสู่อุตสาหกรรมเชิงนิเวศน์” ในฐานะวิทยากรทั้งช่วงเช้าและช่วงบ่าย โดยในช่วงเช้าผมได้รับเกียรติให้เป็นผู้นำเสนอเรื่องราวของการดำเนินการเรื่องของอุตสาหกรรมเชิงนิเวศน์ทั้งในระดับภูมิภาคเอเซียแปซิฟิก และงานวิจัยที่ผ่านมาของผมในเรื่องของประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจในเขตพื้นที่มาบตาพุด ส่วนในช่วงบ่ายผมก็ได้รับมอบหมายให้ช่วยเป็นผู้ดำเนินรายการในช่วงของการสรุปประเด็นจากการระดมความคิดเห็น ซึ่งมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิเข้าร่วมเวทีอีก 6 ท่าน

งานวันนี้ต้องเรียนตามตรงครับว่าเป็นงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องราวของการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศน์ หรือ Eco-Industrial Estate (ซึ่งผมไม่ค่อยชอบคำแปลเป็นไทยนี้สักเท่าไร ด้วยเพราะในเชิงวิชาการแล้ว คำว่า Eco นั้นจะหมายรวมถึง มิติในเชิงเศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งควรที่จะใช้ว่านิคมอุตสาหกรรมเชิงเศรษฐนิเวศน์ หรือนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศเศรษฐกิจ ดูจะถูกต้องมากกว่า ด้วยเพราะนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศน์นั้นจะให้ความรู้สึกเพียงแค่มิติเชิงสิ่งแวดล้อมเพียงเท่านั้น) ซึ่งมีกระทรวงอุตสาหกรรม กรมโรงงานอุตสาหกรรม และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เป็นหัวเรียวหัวแรงหลักในการจัดงานครั้งนี้ โดยมีผู้เข้าร่วมงานทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการธุรกิจอุตสาหกรรม สื่อมวลชน และนักวิชาการ เข้าร่วมมากกว่า 600-700 คน (ผมกะเอาเองจากสายตาเมื่ออยู่บนเวทีในช่วงเช้า)

รูปแบบงานในช่วงเช้าหลังจากการเปิดงานอย่างเป็นทางการโดยท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมก็เป็นการนำเสนอความรู้ และกรณีศึกษาการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศน์จากต่างประเทศ โดยมีวิทยากรจากต่างประเทศร่วมเป็นวิทยากรก่อนหน้าผมด้วย ส่วนในช่วงบ่ายเป็นการระดมความคิด โดยทางการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศได้โยนประเด็นของแนวทางการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศน์ใน 5 มิติ ได้แก่ มิติกายภาพ มิติสิ่งแวดล้อม มิติสังคม มิติเศรษฐกิจ และมิติการบริหารจัดการ โดยมีแนวทางย่อยถึง 24 ด้าน แยกตามในแต่ละมิติ ซึ่งวัตถุประสงค์ของการระดมความคิดนั้นก็เพื่อต้องการให้มีการร่วมกันนำเสนอมาตรการที่สามารถนำสู่การพัฒนาเป็นคู่มือแนวทางเพื่อการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศน์ของประเทศไทยต่อไปในระยะเวลาอันใกล้นี้

ถ้าให้ผมวิเคราะห์ถึงงานที่จัดขึ้นในวันนี้ ส่วนตัวผมเองอาจจะเห็นว่ารัฐเองควรจะมีงาน หรือแนวคิดอย่างเช่นวันนี้มานานแล้ว เนื่องด้วยแนวคิดดังกล่าวได้เคยถูกนำมาใช้กับอุตสาหกรรมในบ้านเรามาแล้วเมื่อประมาณเกือบสิบปีที่แล้ว แต่ด้วยเพราะสาเหตุที่ผมมิอาจเขียนอธิบายให้ทราบได้ว่าทำไมจึงห่างหายไปนานขนาดนั้น จนกระทั่งทุกวันนี้กระแสสิ่งแวดล้อมที่บีบภาคอุตสาหกรรมอย่างแรง จนหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ผู้มีอำนาจรับผิดชอบโดยตรงต้องหันกลับมามองแนวคิดนี้อีกครั้ง และพยายามนำแนวคิดนี้ไปปฏิบัติสู่ภาคอุตสาหกรรมในบ้านเราอย่างเป็นจริงเป็นจังให้ได้ ผมอยู่ร่วมจนจบงานซึ่งในตอนท้ายสุดมีการลงนามความร่วมมือของภาคผู้ประกอบการอุตสาหกรรมนำร่องในการร่วมกันมุ่งสู่อุตสาหกรรมเชิงนิเวศน์ ผลลัพธ์ที่ได้จากการระดมความคิดในแต่ละมิติจากผู้เข้าร่วมการประชุมนั้น มีนัยสำคัญ และเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการดำเนินงานเรื่องดังกล่าวมากเลยทีเดียวครับ หากแต่ผมหวังว่าการเริ่มต้นในวันนี้จะไม่เป็นเพียงคลื่นลมที่พัดอยู่กลางทะเลไกลโพ้น ที่ไม่ยอมซัดฝังให้เห็นผลอย่างจริงจังสักที อีกประการหนึ่งที่ผมเองกลัวนักกลัวหนาก็คือหากเกิดมีการเปลี่ยนขั้วอำนาจการบริหารประเทศเมื่อไรมันก็จะละลายหายไป ด้วยเพราะขั้วใหม่ไม่อยากเดินตามรอยเท้าเดิม ทั้งที่มันเป็นสิ่งที่ควรทำ

 

กิติกร จามรดุสิต

7 กันยายน 2553