. . แต่พอเป็น KM ทางธรรม คำว่า “จัดการ” กลายเป็นว่าเราต้อง “ปล่อยวาง” ความรู้และประสบการณ์เหล่านั้น . .
โดยทั่วไปแล้ว KM หรือการจัดการความรู้ที่ได้ยินกันนั้นมี สองแบบด้วยกัน แบบแรกเป็นการจัดการที่เน้นไปที่ C ตัวที่หนึ่ง ซึ่งก็คือ Content เป็นการจัดการความรู้ที่เป็น Explicit Knowledge ส่วน KM แบบที่สองเป็นการจัดการกับ Tacit Knowledge คือจัดการให้เกิด C ตัวที่สองคือ Community ทำให้มีชุมชน (วง) เกิดขึ้น เป็นชุมชนของคนที่ทำงานด้านเดียวกัน ที่ภาษา KM เรียกว่า CoP (Community of Practice) คล้ายๆ กับที่ธุรกิจ MLM (Multi-Level Marketing) ทำกัน คือมีการจับกลุ่มสร้างเครือข่ายพูดคุยกันไม่ว่าจะเป็นเรื่องผลิตภัณฑ์ เทคนิคการขาย หรือเทคนิคการสร้างแรงจูงใจให้คนในเครือข่าย เป็นการใช้กระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่แฝงอยู่ในงาน โดยที่ไม่พูดว่ากำลังทำ KM ด้วยซ้ำไป
สำหรับ KM แบบที่สาม เป็นการจัดการที่มุ่งเน้นไปที่ C ตัวที่สาม Consciousness ซึ่งก็คือการ “จัดการ” กับการ “รู้เนื้อรู้ตัว” ของเรานั่นเอง หากมองการจัดการกับ “สอง C แรก” ว่าเป็น “KM ทางโลก” การจัดการกับ "C ตัวที่สาม" ก็อาจเรียกได้ว่าเป็น “KM ทางธรรม” ซึ่งคำว่า “จัดการ” ในที่นี้ น่าจะมีความหมายในทำนองที่ว่าให้ “ปล่อยวาง” ความรู้ต่างๆ ที่มีมา กลายเป็นว่า “ความรู้เป็นอุปสรรค” (Knowledge is Barrier ไม่ใช่ Knowledge is Power อีกต่อไปแล้ว)คือมองความรู้และประสบการณ์ที่ผ่านมาว่าเป็นสิ่งที่ “ปิดกั้น” ทำให้เราเข้าไม่ถึง “เวลา ณ ปัจจุบัน” ไม่ได้อยู่ "ที่นี่ เดี๋ยวนี้" ไม่ได้เข้าสู่สภาวะที่หลอมรวมให้เรา “เป็นหนึ่งเดียว” กับพระเป็นเจ้า ยังเข้าไม่ถึงเต๋า (ไม่ได้พบเต๋า) อะไรทำนองนั้น
สรุปว่าประสบการณ์และความรู้เป็นสิ่งที่สำคัญ และเราจำเป็นต้อง “จัดการ” มัน หากเราพูดถึง KM 2 แบบแรก ซึ่งก็คือ “KM ทางโลก” แต่พอเป็น “KM ทางธรรม” คำว่า “จัดการ” กลายเป็นว่าเราต้อง “ปล่อยวาง” ความรู้และประสบการณ์เหล่านั้น เราจึงจะ “เข้าถึงปัจจุบัน” และสามารถ “สร้างสรรค์” สิ่งต่างๆ ได้อย่างไม่มีข้อจำกัดใดๆ !
KM ทางธรรมนี่มันเป็นแก่นแท้นะ ถ้าเราปล่อยวางได้ สมองก็จะปลอดโปร่ง คิดแก้ปัญหายากๆได้ เพราะหลุดออกมาจากองค์ความรู้เดิมๆแล้ว จนเกิดงานวิจัยใหม่ๆนั่นล่ะ
ขอบคุณค่ะ..พี่ใหญ่เข้าใจว่า "ปล่อยวาง" น่าจะเกิดหลังจาก "รู้เท่าทันโลกธรรม" เพื่อ "ไม่ติดยึด"..จะได้มีช่องว่างที่จะ "ต่อยอด".. "ไม่ติดกรอบเดิมๆ" ...
สวัสดีครับ
ในการทำ KM (หรืออะไรก็ตามที่มีการสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูล) มีสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นเสมอๆ จนบางทีเราอาจจะยึดถือแบบ take it for grant คือเป็นของแถม ของชำร่วย ที่อาจจะถูกใจหรือไม่ก็แล้วแต่ ก็เลยไม่ใส่ใจมากนัก
สิ่งนั้นคือ "ความสัมพันธ์ relationship"
ที่จริงหากเราได้ไปนั่งทำ KM ที่ไหนก็ตาม โดยส่วนตัวผมชอบที่จะให้ความหมายมันว่านี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ที่เราจะได้มานั่งวงนี้ กับคนๆนี้ ใต้ต้นไม้ต้นนี้ ณ ที่แห่งนี้ เวลานี้ หากเราจะให้ความหมายมันว่าเป็นวิบากที่สุกงอม ที่ทำให้แต่ละคนนำมาด้วยวาระที่สุกงอม มาเจอะเจอกัน ที่ว่าไม่บังเอิญแล้วสิ่งนั้นคืออะไร?
หลายต่อหลายครั้งที่ทำ km เราได้ tacit knowledge มามากมาย ตื่นตาตื่นใจ กลับมา take note ถอดเทปกันไม่หวาดไม่ไหว แต่หากเราไม่ได้เห็น ไม่ได้สัมผัส รู้สึกถึง "อวจนภาษา" ที่มากับเรื่องราว ความภาคภูมิใจ ความตั้งใจ และมิตรไมตรีที่คนเล่ามอบให้ ที่จริงไม่ต้องไปฟังเองก็ได้ มาขออ่านจากที่อัดเทปเอาทีหลังก็เหมือนกัน
หากแต่ "สภาวะแห่งการมอบ และการรับ" ในวง KM เป็นอะไรอีกประการที่เราไม่ควรพลาด มันเป็นรากแก้วแห่งความสัมพันธ์ องค์ความรู้อาจจะล้าสมัย ใช้ไม่ได้ในเวลาอีกไม่กี่เดือนกี่ปี แต่ที่ที่ยิ่งเก่า ยิ่งรสดี นั้นคือความสัมพันธ์ระหว่ามนุษย์ ความไว้เนื้่อเชื่อใจ ความไว้วางใจ ความปราถนาดี สิ่งเหล่านี้หล่อเลี้ยงซึ่งอารมณ์ ความรู้สึก และจิตวิญญาณของเราได้
สิ่งเหล่านี้จะหลุดลอยหายไปอย่างง่ายดาย ทันทีที่เราเริ่มหยิบเอากระดาษมาจด เอาเทปมาอัด กังวลว่าเราจะเก็บหมดหรือไม่ เพราะบางที ต่อให้เราไม่ได้ฟังเรื่องอะไรใหม่ๆเลย แต่การได้เพื่อนใหม่ ได้พบปะผู้คนที่น่าสนใจใหม่ๆ นั่นก็เป็นสิ่งที่เราพึงได้ทุกครั้งจากการทำ KM
My two cents
หลังจากอ่าน Comment ของอาจารย์หมอสกลแล้ว ผมขอ "ต่อยอด" (จะเรียกว่า "ตีความ" ก็ได้) ว่า . . ถ้าเราทำ KM แบบที่ 2 คือ Share Tacit โดยที่ไม่ได้อยู่กับปัจจุบัน ไม่ได้อยู่กับชั่วขณะนั้น (คือไม่มี KM แบบที่ 3) ก็จะทำให้เราพลาดอะไรหลายอย่างไปเหมือนที่หมอสกลพูดไว้ . . ผมอยากเติมอีกด้วยว่า KM แบบ 1 และแบบ 2 ก็เช่นกัน จะต้องไปด้วยกัน เราไม่สามารถให้ความสำคัญเฉพาะ Explicit หรือ Tacit ได้ แต่เราต้องใช้ทั้งสองอย่าง . . สรุปว่า KM ทั้ง 3 แบบนี้ ถ้าจะให้ดี ต้องทำทั้งหมด (หรือเปล่า?)
ชักมันครับ ขอต่อ
หรือพูดอีกอย่าง ในการทำ KM ต่อให้เรา "อาจจะไม่ได้" แบบที่ 1 หรือ 2 ก็ขออย่าให้พลาดแบบที่ 3 ไป คือการรู้สติ อยู่กับเหตุการณ์เบื้องหน้าให้ได้ก็เพียงพอ และคุ้มเกินคุ้ม
ในการทำกิจกรรมทั้งหลายแหล่ มีวิธีประเมินอีกแบบหนึ่งเรียกว่า crazy score (พี่หมอวิธาน ฐานะวุฒฑ์ นำมาเผยแพร่ ใช้ในกอล์ฟก็ได้ อย่างอื่นก็ดี) ก็คือ เราลองให้คะแนนแบบ likert scale สามประการ แต่ละหมวด 1-10 หนึ่งคือน้อยสุด และสิบคือมากสุด
จะพบว่าถ้า crazy score เราดี วันนั้นเราได้อะไรเยอะ
Explicit หรือแม้กระทั่ง tacit บางทีเราก็นำมาใช้ไม่ได้ มีถมไป เช่นกลวิธีหายใจตอนเบ่งคลอดลูก (ไม่มีโอกาสใช้แน่นอน) แต่แบบ 3 หรือ awareness, mindfulness and learning นี่เกิดขึ้นได้ทุกครั้งไปทีเดียวครับ
กราบเรียน ท่าน อ.ดร.ประพนธ์ ท่าทาง ชาวอุดม ศึกษา ต้องทำทั้ง 3C แถมต้อง C ตัวที่ 4 คือ Commitment เพื่อให้ยั่งยืน อีกนะท่าน
นำเข้าตัว หรือ ปล่อยออกไป
เป็นศิลปะขั้นสูงนะครับ
นำความรู้เข้าตัว จนวันหนึ่งรู้ ก็ไม่คิดเสียดายถ้าต้องเสียความรู้ทั้งหมดที่มีอยู่
ขอบพระคุณครับ...
การจัดการความรู้ทางโลกจัดการเท่าไหร่ก็ไม่มีวันจบ แต่การจัดการความรู้ทางธรรมนั้นมีวันจบ วันสิ้น...
KM ทางโลกต้องวิ่งออกไปเรื่อย วันนี้ต้องจัดการเรื่องนี้ พรุ่งนี้ต้องการจัดเรื่องโน้น เสร็จได้แค่ที่วันและเวลาที่มี จัดการไม่หมดชาตินี้ต้องทิ้งไว้ทำต่อ "ชาติหน้า"
KM ทางโลกต้องเรียนต้องรู้เรื่องทั้งโลก ต้องใช้เวลาทั้งชีวิตวิ่งไปรอบโลก บางครั้งถึงวิ่งออกไปนอกโลกแล้วก็กลับพบว่า ยังมีอะไรที่อยู่เกินกว่านอกโลกนั้นอีก
แต่ KM ทางธรรมะนั้นเรากลับมาเรียนรู้เพื่อจัดกับการสิ่งที่สำคัญที่สุดสองสิ่งคือ "กาย" และ "ใจ"
กายอันมีอาการ ๓๒ มีขน ผม เล็บ ฟัน หนัง เป็นต้น เรามองเข้าไปข้างนอกเพื่อเรียนรู้และจัดการกับสิ่งที่มีอยู่ในกายซึ่งสมมติว่าเป็นของเรานี้ มองที่เบื้องบนจากพื้นเท้าขึ้นมา และมองที่เบื้องล่างจากปลายผมลงไป มองสิ่งทั้งหลายที่มีหนังหุ้มอยู่เป็นที่สุดรอบ
ถ้าหากเราเข้าใจกายของตัวเองอย่างถ้วนถี่แล้ว เราก็จะเข้าใจกายของคนทั้งโลก แต่ KM ทางโลกบอกให้ว่าเราต้องเรียนรู้ร่างกายจากคนทั้งโลกเพื่อที่จะนำ (จัดการ) Explicit และ Tacit Knowledge กลับมาในการเรียนรู้และเข้าใจตัวของเราเอง
เรียนร่างกายคนไทยแล้วก็ยังไม่เข้าใจ ยังไม่พอ ต้องขอต่อไปเรียนร่างกายของคนเมืองนอก ทวีปนั้นคนเป็นอย่างนั้น ทวีปนี้คนเป็นอย่างนี้ มองไป มองไป แต่กลับลืมมองตัวของเจ้าของ
คนที่มีชีวิตแล้วไม่รู้จักชีวิต ชีวิตนั้นจะกัดกินเจ้าของหรือ "ตัวเอง"
KM ทางธรรมสอนให้เรามองตัวเอง เพื่อที่จะเข้าใจสภาพร่างกายของคนทั้งหลายทั่วโลก
ไม่ว่าคนจะเกิดมาในประเทศใด ทวีปใด ก็ล้วนแล้วแต่ประกอบขึ้นจากธาตุทั้ง ๔ คือ ดิน น้ำ ลม และไฟ ประกอบรวมเข้าด้วยกันและสมมติเรียกกันว่า "คน"
KM ในทางธรรมสอนให้เราอ่านตัวเอง KM ในทางโลกสอนให้เราอ่านโลก อ่านผู้อื่น
โลกในทุกวันนี้ถึงได้วุ่นวาย เพราะคนทั้งหลายล้วนแล้วแต่ใช้ชีวิตในการมองผู้อื่น
คนนั้นดี คนนั้นไม่ดี คนนั้นทำอย่างนี้ถูกใจเรา คนนี้ทำอย่างนี้ไม่ถูกใจเรา คนเราถูกใจก็ว่าดี ไม่ถูกใจก็ว่า "ไม่ดี..."
KM ในทางโลกอาจจะมีการสุ่มตัวอย่างเรียนรู้จากคนสักกลุ่มหนึ่งแล้วอุปมาอุปไมยว่านั่นคือการจัดการความรู้เพื่อคนทั้งโลก
KM ในทางธรรมชี้เฉพาะเจาะจงให้เราเรียนรู้จากคนคนหนึ่งก็คือตัวของเราเอง แล้วใช้ความรู้ที่จัดการมาจากตัวของเราเองเพื่อที่จะดำเนินชีวิตร่วมกับผู้อื่น
KM ในทางธรรม สอนเราให้มอง Content เป็น Content สอนเราให้มอง Community เป็น Community มองไปอย่างนั้นตามสภาพของมันที่ "ไม่แน่นอน"
อะไรต่ออะไรในโลกล้วนไม่แน่นอน ความรู้ที่จัดการความรู้ที่ได้มาวันนี้แน่นอนแล้วหรือ พรุ่งนี้ก็กลับไม่แน่นอนอีก เพราะจิตใจคนที่อยู่ในสังคมย่อมไหลเลื่อนไปเปรียบเสมือนกระแสน้ำที่ไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ แล้วเราจะได้ยึดถือสิ่งใด ๆ นั้นจากความรู้นั้น
KM ทางธรรมนั้นแลคือ "สัจธรรม" ที่จะน้อมนำเราไปสู่ความรู้ที่ประเสริฐ บริสุทธิ์ และสิ้นสุดแห่งความเห็นแก่ตัว
ชีวิตหนึ่ง ๆ ถ้าหากเราวิ่งออกไปในโลก เราคิดว่าช่วงชีวิตนี้เราจะจัดการความรู้ต่าง ๆ ในโลกได้มากมายสักแค่ไหน
ชีวิตหนึ่ง ชีวิตนี้หากเราย้อนกลับมาจัดการความรู้เรื่องกายกับใจ ไม่นานวันหนึ่งวันไหนย่อมถึงจุดจบได้อย่างแน่นอน...